10 เมนูขนมยอดฮิตทำอะไรขายดีเก็บได้นานไม่ต้องทำสดทุกวัน

เมนูขนมทำขาย

การมองหาอาชีพเสริมหรือธุรกิจของตัวเองที่น่าสนใจ การทำขนมขายถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถเริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่คำถามสำคัญที่ตามมาคือจะทำอะไรขายดีเก็บได้นาน เพื่อลดความเสี่ยงของสินค้าเสียหายและไม่ต้องเหนื่อยทำสดใหม่ทุกวัน บทความนี้ได้รวบรวม 10 เมนูขนมที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ซึ่งสามารถทำสต๊อกไว้ล่วงหน้าได้ ช่วยให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจเบเกอรี

10 เมนูขนมยอดฮิตทำอะไรขายดีเก็บได้นาน

ขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียรสชาติและความอร่อย มักเป็นขนมอบแห้งหรือขนมที่ผ่านการแปรรูปเพื่อไล่ความชื้นออกไป ทำให้สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องหรือในตู้เย็นได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ซึ่งเมนูเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำง่าย แต่ยังเป็นที่นิยมในตลาด ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการสร้างรายได้

1. คุกกี้เนยสด

คุกกี้เนยสดเป็นขนมที่ได้รับความนิยมตลอดกาล ด้วยรสชาติหอมมันและเนื้อสัมผัสที่กรอบร่วน สามารถทำได้หลากหลายรูปทรงและตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นเมนูพื้นฐานที่ทำง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของทุกเพศทุกวัย ทำให้เป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจขนมที่สามารถเก็บได้นาน

ส่วนผสม 

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม
  • เนยสดชนิดเค็ม (อุณหภูมิห้อง) 200 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
  • ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิธีการทำ 

  • วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เตรียมถาดอบปูด้วยกระดาษไข
  • ตีเนยสดกับน้ำตาลไอซิ่งด้วยเครื่องตีจนขึ้นฟูเป็นสีครีมอ่อน
  • ใส่ไข่แดงและกลิ่นวานิลลา ตีให้เข้ากัน
  • ค่อย ๆ ใส่แป้งสาลีลงไป ผสมด้วยพายยางจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • นำส่วนผสมใส่ถุงบีบ บีบเป็นรูปทรงตามต้องการลงบนถาดอบ
  • นำเข้าอบประมาณ 12-15 นาที หรือจนขอบคุกกี้เป็นสีเหลืองทอง
  • นำออกจากเตาอบ พักบนตะแกรงจนเย็นสนิท แล้วจึงเก็บใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด

2. บราวนี่กรอบ

บราวนี่กรอบ หรือ บราวนี่แครกเกอร์ เป็นการนำบราวนี่มาอบให้บางและกรอบเหมือนขนมแครกเกอร์ ให้รสชาติเข้มข้นของช็อกโกแลต แต่มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างออกไป สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าบราวนี่เนื้อหนึบทั่วไป และยังง่ายต่อการบรรจุเพื่อจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าสนใจและทำกำไรได้ดี

ส่วนผสม 

  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 150 กรัม
  • เนยจืด 50 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • ผงโกโก้ 20 กรัม
  • อัลมอนด์สไลซ์หรือช็อกโกแลตชิปสำหรับโรยหน้า

วิธีการทำ 

  • วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เตรียมถาดอบปูด้วยกระดาษไข
  • ละลายดาร์กช็อกโกแลตกับเนยจืด แล้วพักไว้ให้อุ่น
  • ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายจนขึ้นฟู
  • เทส่วนผสมช็อกโกแลตที่พักไว้ลงไป ผสมให้เข้ากัน
  • ร่อนแป้งสาลีและผงโกโก้ใส่ลงไป ตะล่อมเบา ๆ จนส่วนผสมเข้ากันดี
  • เทส่วนผสมลงบนถาด เกลี่ยให้บางสม่ำเสมอ โรยหน้าด้วยอัลมอนด์สไลซ์
  • นำเข้าอบ 20-25 นาที เมื่อสุกแล้วนำออกมาตัดเป็นชิ้นขณะยังร้อน แล้วพักให้เย็นบนตะแกรง

3. เค้กกล้วยตาก

เค้กกล้วยตากเป็นเมนูที่ผสมผสานความหอมหวานของกล้วยตากเข้ากับเนื้อเค้กที่นุ่มชุ่มฉ่ำ กล้วยตากช่วยเพิ่มรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังช่วยให้เค้กสามารถเก็บได้นานขึ้นโดยที่ยังคงความอร่อย เป็นเมนูที่ดัดแปลงมาจากเค้กกล้วยหอมที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ให้ความแปลกใหม่และน่าสนใจยิ่งขึ้น

ส่วนผสม 

  • แป้งเค้ก 200 กรัม
  • ผงฟู 1.5 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทรายแดง 150 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 120 มิลลิลิตร
  • นมสด 60 มิลลิลิตร
  • กล้วยตากหั่นเต๋า 150 กรัม

วิธีการทำ 

  • วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์เค้กทาเนยและรองด้วยกระดาษไข
  • ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู และเบกกิ้งโซดาเข้าด้วยกัน พักไว้
  • ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายแดงจนส่วนผสมเข้ากันดี
  • ค่อย ๆ เทน้ำมันพืชและนมสดลงไป ตีด้วยความเร็วต่ำจนเข้ากัน
  • ใส่ส่วนผสมของแห้งลงไป ผสมให้เข้ากัน
  • นำกล้วยตากลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว
  • เทส่วนผสมลงในพิมพ์ นำเข้าอบประมาณ 30-35 นาที หรือจนเค้กสุก
  • นำออกจากเตา พักให้เย็นก่อนนำออกจากพิมพ์

4. ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วไข่เค็ม

ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วไข่เค็มเป็นขนมมงคลที่ได้รับความนิยมสูง มีจุดเด่นที่แป้งบางกรอบซ้อนกันเป็นชั้นและไส้ถั่วกวนเนื้อเนียนตัดกับความมันเค็มของไข่แดงเค็ม เป็นขนมที่สามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องได้นานหลายวันโดยไม่เสียรสชาติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำเป็นของฝากหรือจำหน่ายในช่วงเทศกาลต่าง ๆ

ส่วนผสม 

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
  • น้ำมันพืช 70 กรัม
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม
  • น้ำเปล่า 70 มิลลิลิตร
  • ส่วนผสม (แป้งชั้นใน):
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • น้ำมันพืช 50 กรัม
  • ถั่วเขียวกะเทาะเปลือกนึ่งสุก 300 กรัม
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • กะทิ 100 มิลลิลิตร
  • ไข่แดงเค็มดิบ ตามจำนวนชิ้น

วิธีการทำ 

  • ทำไส้โดยนำถั่วเขียวนึ่งสุกมาปั่นกับกะทิและน้ำตาลทรายให้ละเอียด แล้วนำไปกวนในกระทะจนแห้งปั้นได้ พักให้เย็น
  • นำไส้มาปั้นเป็นก้อนกลม แล้วหุ้มไข่แดงเค็ม
  • ผสมแป้งชั้นนอกและแป้งชั้นในแยกกัน นวดจนเนียนแล้วพักแป้ง 30 นาที
  • แบ่งแป้งทั้งสองชนิดเป็นก้อนเท่า ๆ กัน นำแป้งชั้นนอกหุ้มแป้งชั้นใน แล้วรีดเป็นแผ่นยาวม้วนเป็นท่อน ทำซ้ำ 2 ครั้ง
  • นำแป้งที่ได้มารีดเป็นแผ่นกลม ใส่ไส้แล้วห่อให้มิด
  • ทาหน้าด้วยไข่แดง แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที

5. ครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบเป็นขนมไทยโบราณที่ทำจากแป้งสาลี นำไปทอดจนกรอบแล้วคลุกเคล้ากับน้ำตาลเคี่ยวและเครื่องเทศอย่างรากผักชี กระเทียม พริกไทย ทำให้มีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมและกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิทได้นานเป็นสัปดาห์ เป็นเมนูทานเล่นที่ขายดีและทำได้ไม่ยาก

ส่วนผสม 

  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • หัวกะทิ 100 มิลลิลิตร
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ส่วนผสม (น้ำเคลือบ):
  • น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทย (โขลกละเอียด) 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ 

  • ผสมแป้ง เกลือ ไข่ไก่ และน้ำมันพืช ค่อย ๆ นวดกับหัวกะทิจนแป้งเนียนนุ่ม พักแป้งไว้ 30 นาที
  • แบ่งแป้งเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วนำไปกดบนพิมพ์ครองแครงให้เป็นลาย
  • นำไปทอดในน้ำมันร้อนปานกลางจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  • ทำน้ำเคลือบโดยเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และเครื่องที่โขลกไว้จนเหนียวข้น
  • นำครองแครงที่ทอดไว้ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว พักไว้ให้เย็นและแห้ง

6. ปังเนยกรอบ

ปังเนยกรอบ

ปังเนยกรอบเป็นเมนูที่ทำง่าย ใช้วัตถุดิบน้อย และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกกลุ่ม สามารถทำได้จากขนมปังแผ่นทั่วไป นำมาทาเนยผสมน้ำตาลแล้วอบจนกรอบ เป็นขนมที่เก็บได้นานและยังคงความกรอบอร่อย เหมาะสำหรับทำขายเป็นของว่างทานเล่น หรือทานคู่กับเครื่องดื่มร้อน ๆ

ส่วนผสม 

  • ขนมปังแผ่น (หั่นบาง) 1 แถว
  • เนยสดชนิดเค็ม (อุณหภูมิห้อง) 200 กรัม
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม
  • นมข้นหวาน (ไม่จำเป็น) 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ 

  • วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส
  • ตีเนยสดกับน้ำตาลทราย (และนมข้นหวาน) จนเป็นเนื้อครีม
  • นำส่วนผสมเนยไปทาบนขนมปังแผ่นให้ทั่ว
  • เรียงขนมปังใส่ถาดอบ นำเข้าอบประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่าจะเหลืองกรอบ
  • นำออกจากเตา พักบนตะแกรงให้เย็นสนิท ก่อนเก็บใส่ถุงหรือกล่อง

7. ข้าวแต๋นราดน้ำตาล

ข้าวแต๋นเป็นขนมพื้นบ้านของไทยที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่ง นำมาขึ้นรูปเป็นแผ่นกลมแล้วตากแดดให้แห้ง ก่อนจะนำไปทอดจนพองกรอบ และราดด้วยน้ำตาลปี๊บเคี่ยว เป็นขนมที่เก็บได้นานมาก มีรสชาติหวานหอมและเนื้อสัมผัสกรอบเบา เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจสำหรับตลาดขนมไทย

ส่วนผสม 

  • ข้าวเหนียวนึ่งสุก 500 กรัม
  • น้ำแตงโม (หรือน้ำเปล่าผสมเกลือเล็กน้อย)
  • น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
  • น้ำเปล่าสำหรับเคี่ยวน้ำตาล
  • น้ำมันสำหรับทอด

วิธีการทำ 

  • นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมามูนกับน้ำแตงโมพอให้เม็ดข้าวร่วน
  • ตักข้าวเหนียวใส่พิมพ์วงกลม กดให้แน่นพอประมาณ แล้วนำไปตากแดดจัด 1-2 วันจนแห้งสนิท
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน นำข้าวแต๋นแห้งลงทอดจนพองฟูและเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้
  • เคี่ยวน้ำตาลปี๊บกับน้ำเปล่าเล็กน้อยจนเหนียวข้น
  • นำน้ำตาลที่เคี่ยวได้มาราดบนหน้าข้าวแต๋นเป็นเส้น ๆ พักไว้ให้น้ำตาลแห้ง

8. กล้วยฉาบเคลือบคาราเมล

กล้วยฉาบเป็นเมนูแปรรูปผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สามารถทำได้ทั้งรสเค็มและรสหวาน สำหรับสูตรเคลือบคาราเมลจะเพิ่มความหอมหวานและทำให้ผิวของกล้วยมีความมันวาวน่ารับประทาน สามารถเก็บไว้ได้นาน เป็นของว่างที่เคี้ยวเพลินและขายง่าย

ส่วนผสม 

  • กล้วยดิบ (กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหักมุก) 1 หวี
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • เนยสด 30 กรัม
  • เกลือป่นเล็กน้อย
  • น้ำมันสำหรับทอด

วิธีการทำ 

  • ปอกเปลือกกล้วยดิบแล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ลงในน้ำผสมเกลือหรือน้ำมะนาวเพื่อไม่ให้กล้วยดำ
  • นำกล้วยขึ้นจากน้ำ ซับให้แห้ง
  • ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน นำกล้วยลงทอดจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  • ทำคาราเมลโดยใส่น้ำตาลลงในกระทะ ตั้งไฟอ่อนจนน้ำตาลเริ่มละลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน
  • ใส่เนยและเกลือลงไป คนให้เข้ากัน
  • นำกล้วยทอดลงไปคลุกเคล้ากับคาราเมลอย่างรวดเร็วจนทั่ว ตักขึ้นพักบนกระดาษไข เกลี่ยไม่ให้ติดกัน

9. มันฝรั่งทอดกรอบอบชีส

มันฝรั่งทอดกรอบเป็นของว่างยอดนิยมตลอดกาล การเพิ่มรสชาติด้วยการอบชีสเข้าไปจะช่วยสร้างความแปลกใหม่และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ มันฝรั่งแผ่นบางกรอบที่คลุกเคล้าด้วยผงชีสหรืออบด้วยชีสขูด จะให้รสชาติเค็มมัน กลมกล่อม และสามารถเก็บไว้ได้นานหากเก็บในภาชนะที่ป้องกันอากาศเข้า

ส่วนผสม 

  • มันฝรั่ง 3-4 หัว
  • น้ำมันสำหรับทอด
  • ผงปรุงรสชีส หรือ มอสซาเรลล่าชีสขูด
  • เกลือ

วิธีการทำ 

  • ปอกเปลือกมันฝรั่ง แล้วฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ด้วยมีดหรือเครื่องสไลซ์
  • นำไปล้างน้ำเพื่อเอาแป้งออก แล้วซับให้แห้งสนิท
  • ทอดในน้ำมันร้อนปานกลางจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมันและโรยเกลือเล็กน้อย
  • วิธีคลุกผงชีส: นำมันฝรั่งทอดที่ยังอุ่น ๆ ใส่ในกล่องที่มีฝาปิด โรยผงชีสลงไปแล้วเขย่าให้เข้ากัน
  • วิธีอบชีส: เรียงมันฝรั่งทอดบนถาด โรยด้วยมอสซาเรลล่าชีส แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 5-7 นาทีจนชีสละลาย

10. ป๊อปคอร์นรสต่าง ๆ

ป๊อปคอร์นเป็นเมนูที่ทำง่าย ต้นทุนต่ำ และสามารถสร้างสรรค์รสชาติได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน รสเค็ม รสชีส รสคาราเมล หรือรสช็อกโกแลต ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้าง สามารถทำปริมาณมากและบรรจุขายได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์คำถามว่าทำอะไรขายดีเก็บได้นานได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสม 

  • เมล็ดข้าวโพดสำหรับคั่ว 100 กรัม
  • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
  • เนยจืด 60 กรัม
  • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
  • นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา

วิธีการทำ 

ตั้งหม้อใส่น้ำมันและเมล็ดข้าวโพด ปิดฝาใช้ไฟกลาง เมื่อเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตกให้เขย่าหม้อเป็นระยะจนเสียงแตกหมดไป เทป๊อปคอร์นพักไว้

  • ทำคาราเมลโดยละลายเนยในหม้อใบใหม่ ใส่น้ำตาลทรายแดงและนมข้นหวาน เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเข้ากัน
  • ใส่เบกกิ้งโซดา คนเร็ว ๆ ส่วนผสมจะฟูขึ้น ปิดไฟ
  • เทซอสคาราเมลลงบนป๊อปคอร์นที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้ทั่วถึง
  • นำไปเกลี่ยบนถาดที่รองด้วยกระดาษไข พักไว้ให้เย็นจนคาราเมลแข็งตัว 
รวมสูตรขนม

เมนูขนมทั้ง 10 รายการนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่กำลังมองหาว่าจะทำอะไรขายดีเก็บได้นาน ซึ่งแต่ละเมนูมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันคือสามารถผลิตและเก็บไว้ล่วงหน้าได้ ช่วยลดภาระในการผลิตและง่ายต่อการวางแผนการขาย การมีอุปกรณ์เครื่องครัวที่ได้มาตรฐานจะช่วยให้การทำขนมเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊สแบบตั้งพื้นที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ หรือเตาแก๊สสำหรับการเคี่ยวซอสต่าง ๆ การมี เครื่องดูดควันที่ดีก็ช่วยให้ครัวสะอาดไร้กลิ่นรบกวน ซึ่ง Tecnogas มีเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน รวมถึงเตาอบที่ควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ขนมทุกชิ้นสมบูรณ์แบบที่สุด

สูตรบาบีคิวหมู บาบีคิวไก่เสียบไม้ น้ำซอสเข้มข้นย่างหอมทั่วบ้าน

บาบีคิว

การทำบาบีคิวถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนได้เป็นอย่างดี ด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศและเนื้อย่างที่อบอวลไปทั่วบริเวณ ยิ่งเมื่อได้ลิ้มรสชาติของเนื้อนุ่ม ๆ ที่หมักเข้ากับซอสสูตรพิเศษ ยิ่งทำให้มื้ออาหารนั้นน่าจดจำยิ่งขึ้น บทความนี้จะนำเสนอสูตรและวิธีทำบาบีคิวที่ทุกคนสามารถทำตามได้ง่าย ๆ รับรองว่าแต่ละไม้จะเต็มไปด้วยรสชาติที่จัดจ้านและกลิ่นหอมกรุ่นจนใคร ๆ ก็ต้องติดใจอย่างแน่นอน

สูตรบาบีคิวหมู

สำหรับสูตรบาบีคิวหมูนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เนื้อหมูส่วนที่นุ่ม และการหมักที่เข้าเนื้อ เพื่อให้ได้บาบีคิวหมูที่สมบูรณ์แบบที่สุด การเตรียมวัตถุดิบและขั้นตอนการทำที่ไม่ซับซ้อน จะช่วยให้การทำบาบีคิวเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นงานปาร์ตี้เล็ก ๆ หรือมื้ออาหารสุดพิเศษกับครอบครัว

วัตถุดิบบาบีคิว

การเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำบาบีคิวหมูต้องเน้นความสดใหม่ของส่วนผสม เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด การผสมผสานระหว่างเนื้อหมู ผัก และเครื่องปรุงต่าง ๆ จะทำให้บาบีคิวมีรสชาติที่กลมกล่อมและมีสีสันน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น

  • สันคอหมู หั่นเต๋า 500 กรัม
  • พริกหวานสามสี (เขียว, เหลือง, แดง) หั่นชิ้นพอดีคำ
  • สับปะรด หั่นชิ้นพอดีคำ
  • มะเขือเทศราชินี
  • หัวหอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  • ซอสมะเขือเทศ 1/2 ถ้วย
  • ซอสพริก 1/4 ถ้วย
  • ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
  • ออริกาโน 1 ช้อนชา
  • พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไม้เสียบบาบีคิว

ขั้นตอนการทำ

วิธีทำบาบีคิวให้อร่อยนั้นเริ่มต้นจากการหมักเนื้อให้นุ่มและมีรสชาติเข้มข้น จากนั้นจึงนำมาเสียบไม้สลับกับผักต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความหวานและเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย การย่างด้วยไฟที่เหมาะสมจะช่วยให้บาบีคิวสุกทั่วถึงและมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน

  • ผสมซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสหอยนางรม น้ำตาลทรายแดง ผงปาปริก้า ออริกาโน และพริกไทยดำป่นเข้าด้วยกัน
  • นำเนื้อหมูที่หั่นเตรียมไว้ลงไปคลุกเคล้ากับซอสหมัก พักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • นำหมูที่หมักแล้วมาเสียบไม้สลับกับพริกหวาน สับปะรด มะเขือเทศ และหัวหอมใหญ่
  • นำบาบีคิวไปย่างบนเตาด้วยไฟกลาง หมั่นทาซอสที่เหลือจากการหมักเป็นระยะ
  • ย่างจนเนื้อหมูและผักสุกทั่วกัน พร้อมจัดเสิร์ฟ

บาบีคิวไก่

บาบีคิวไก่

บาบีคิวไก่เป็นอีกหนึ่งเมนูยอดนิยมที่ทำได้ไม่ยาก เนื้อไก่ที่นุ่มเมื่อนำมาหมักกับเครื่องเทศและซอสรสเด็ด จะให้รสชาติที่อร่อยลงตัว เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว การเลือกใช้เนื้อส่วนสะโพกจะทำให้ได้บาบีคิวไก่ที่ชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งกระด้าง และมีรสสัมผัสที่ดีเมื่อรับประทาน

วัตถุดิบบาบีคิว

การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญในการทำบาบีคิวไก่ เนื้อไก่ที่สดใหม่ผสมผสานกับผักหลากสีสันและเครื่องปรุงรสเลิศ จะช่วยชูรสชาติของเมนูนี้ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น การเตรียมส่วนผสมทั้งหมดให้พร้อมก่อนเริ่มทำจะช่วยให้ขั้นตอนการทำบาบีคิวราบรื่นและรวดเร็ว

  • เนื้อสะโพกไก่ หั่นเต๋า 500 กรัม
  • พริกหวานสามสี หั่นชิ้นพอดีคำ
  • สับปะรด หั่นชิ้นพอดีคำ
  • มะเขือเทศราชินี
  • หัวหอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  • ซอสมะเขือเทศ 1/2 ถ้วย
  • ซอสบาร์บีคิวสำเร็จรูป 1/4 ถ้วย
  • นมข้นจืด 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงกระเทียม 1 ช้อนชา
  • ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
  • พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไม้เสียบบาบีคิว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนการทำบาบีคิวไก่ไม่ได้มีความซับซ้อน เพียงแค่หมักเนื้อไก่ให้เข้ากับซอสและเครื่องเทศอย่างทั่วถึง แล้วนำไปเสียบไม้สลับกับผักตามชอบ การย่างอย่างใจเย็นบนไฟที่ไม่แรงจนเกินไป จะทำให้ได้บาบีคิวไก่ที่สุกกำลังดีและหอมกรุ่นน่าทาน

  • ผสมซอสมะเขือเทศ ซอสบาร์บีคิว นมข้นจืด ผงกระเทียม ผงปาปริก้า และพริกไทยดำป่นให้เข้ากัน
  • นำเนื้อไก่ลงไปหมักกับซอสที่เตรียมไว้ แช่ตู้เย็นไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • นำเนื้อไก่มาเสียบไม้โดยสลับกับผักที่เตรียมไว้
  • ทาน้ำมันมะกอกเล็กน้อยบนตะแกรงย่าง นำบาบีคิวขึ้นย่างด้วยไฟกลาง
  • ย่างจนเนื้อไก่สุกและมีสีสวยงาม ทาซอสหมักเพิ่มเติมระหว่างย่างเพื่อความเข้มข้น

บาบีคิวเนื้อ

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวัวบาบีคิวเนื้อคือเมนูที่พลาดไม่ได้ การเลือกใช้เนื้อวัวส่วนที่ติดมันเล็กน้อยจะช่วยให้บาบีคิวมีความนุ่มและชุ่มฉ่ำเป็นพิเศษ ซอสหมักรสเข้มข้นที่ซึมลึกเข้าไปในเนื้อ จะทำให้รสชาติของเนื้อวัวโดดเด่นและน่าประทับใจยิ่งขึ้นเมื่อนำไปย่าง

วัตถุดิบบาบีคิว

การเตรียมวัตถุดิบสำหรับบาบีคิวเนื้อนั้นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เนื้อวัวคุณภาพดีคือพระเอกของเมนูนี้ เมื่อรวมกับเครื่องเทศหอม ๆ และผักสดใหม่ จะทำให้ได้บาบีคิวที่อร่อยครบรสและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน การเตรียมทุกอย่างให้พร้อมจะช่วยให้การทำบาบีคิวเป็นไปอย่างสนุกสนาน

  • เนื้อสันนอกวัว หั่นเต๋า 500 กรัม
  • พริกหวานสามสี หั่นชิ้นพอดีคำ
  • สับปะรด หั่นชิ้นพอดีคำ
  • มะเขือเทศราชินี
  • หัวหอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  • ซอสบาร์บีคิว 1/2 ถ้วย
  • วูสเตอร์ซอส 2 ช้อนโต๊ะ
  • มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • โรสแมรีสด สับละเอียด
  • พริกไทยดำป่นหยาบ
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไม้เสียบบาบีคิว

ขั้นตอนการทำ

วิธีทำบาบีคิวเนื้อให้อร่อยต้องเริ่มจากการหมักเนื้อให้นานพอเพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้ออย่างเต็มที่ การเสียบเนื้อสลับกับผักไม่เพียงแต่เพิ่มสีสัน แต่ยังช่วยเพิ่มรสชาติและเนื้อสัมผัสให้น่าสนใจยิ่งขึ้น การย่างด้วยความร้อนที่พอเหมาะคือเคล็ดลับสุดท้ายสู่ความอร่อย

  • ผสมซอสบาร์บีคิว วูสเตอร์ซอส มัสตาร์ด น้ำผึ้ง กระเทียมสับ โรสแมรี และพริกไทยดำป่น
  • นำเนื้อวัวลงหมักในซอสที่เตรียมไว้ พักในตู้เย็นอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
  • เมื่อหมักได้ที่แล้ว นำเนื้อมาเสียบไม้สลับกับผักต่าง ๆ
  • ตั้งเตาย่างให้ร้อน ทาน้ำมันมะกอกเล็กน้อย นำบาบีคิวลงย่าง
  • ย่างจนเนื้อสุกตามระดับความสุกที่ต้องการ โดยทาซอสหมักเป็นระยะ ๆ เพื่อไม่ให้เนื้อแห้ง

บาบีคิวซีฟู้ด

เปลี่ยนบรรยากาศมาที่เมนูบาบีคิวซีฟู้ดที่ถูกใจคนรักอาหารทะเล ด้วยความสดใหม่ของกุ้งและปลาหมึก คลุกเคล้ากับซอสรสเปรี้ยวหวานเผ็ดเล็กน้อย ทำให้เมนูนี้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และไม่น่าเบื่อ การทำบาบีคิวซีฟู้ดใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับปาร์ตี้ที่ต้องการความรวดเร็ว

วัตถุดิบบาบีคิว

หัวใจของบาบีคิวซีฟู้ดคือความสดของวัตถุดิบ ทั้งกุ้ง ปลาหมึก และหอย ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซอสหมักที่มีส่วนผสมของสมุนไพรและเครื่องเทศจะช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมน่ารับประทานให้กับอาหารทะเลได้เป็นอย่างดี

  • กุ้งสด แกะเปลือกผ่าหลัง 300 กรัม
  • ปลาหมึกกล้วย หั่นแว่น 200 กรัม
  • พริกหวานสามสี หั่นชิ้นพอดีคำ
  • สับปะรด หั่นชิ้นพอดีคำ
  • มะเขือเทศราชินี
  • หัวหอมใหญ่ หั่นชิ้นพอดีคำ
  • น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกป่นละเอียด 1/2 ช้อนชา
  • เกลือและพริกไทยดำ
  • ไม้เสียบบาบีคิว

ขั้นตอนการทำ

การทำบาบีคิวซีฟู้ดมีขั้นตอนที่เรียบง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากอาหารทะเลสุกง่ายจึงไม่ควรใช้เวลาหมักหรือย่างนานเกินไป การปรุงรสที่ไม่จัดจ้านจนเกินไปจะช่วยให้ยังคงได้รสชาติความสดหวานของอาหารทะเลอย่างเต็มที่ เป็นวิธีทำบาบีคิวที่ง่ายและได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

  • ผสมน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว กระเทียมสับ พาร์สลีย์สับ พริกป่น เกลือ และพริกไทยดำเข้าด้วยกัน
  • นำกุ้งและปลาหมึกลงไปคลุกเคล้ากับส่วนผสม พักไว้ประมาณ 15-20 นาที
  • นำอาหารทะเลมาเสียบไม้สลับกับผักที่เตรียมไว้
  • นำไปย่างบนเตาด้วยไฟกลางค่อนข้างแรง ใช้เวลาไม่นาน
  • ย่างจนกุ้งและปลาหมึกสุกพอดี ระวังอย่าให้สุกจนเกินไปเพราะจะทำให้เนื้อแข็ง
รวมสูตรบาบีคิว

ไม่ว่าจะเป็นบาบีคิวหมู ไก่ เนื้อ หรือซีฟู้ด การเตรียมวัตถุดิบที่สดใหม่และการหมักด้วยซอสรสชาติเยี่ยมคือหัวใจสำคัญของการทำบาบีคิวให้อร่อย การมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมจะช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่ายและสนุกสนานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเลือกใช้เตาแก๊สแบบตั้งพื้นหรือเตาแก๊สคุณภาพจาก Tecnogas ที่ให้ไฟแรงสม่ำเสมอ และเมื่อใช้งานร่วมกับเครื่องดูดควันก็จะช่วยจัดการกลิ่นและควันได้อย่างหมดจด ทำให้ทุกเมนูย่างของคุณสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ลองเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช่ แล้วการทำอาหารมื้อพิเศษก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310