ซิ้งค์ล้างจานเป็นส่วนที่ในทุกบ้านต้องมีอยู่แล้ว และมักเป็นที่ใช้ทำความสะอาดภาชนะจากการทำอาหาร จานอาหาร ทำให้มีเศษอาหารตกค้างและอาจเกิดเป็นเชื้อโรคและแบคทีเรียได้  วิธีทําความสะอาดซิ้งค์ล้างจานเอง สามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง หรือหาซื้อได้ยากเลย

สิ่งที่ต้องมีในการทําความสะอาดซิ้งค์ล้างจาน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับทำความสะอาดนั้น เป็นอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไปที่หาได้ง่ายและมักจะมีอยู่ทุกบ้านอยู่แล้ว บางอย่างที่ไม่คิดว่าจะมีประโยชน์ในการทำความสะอาด ก็สามารถนำมาใช้ได้ด้วย ไปดูกันเลยว่าก่อนทำความสะอาดต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง 

วิธีทําความสะอาดซิ้งค์ล้างจานใน 4 ขั้นตอน

วิธีทำความสะอาดนั้นไม่ยุ่งยากเลย เพราะมีแค่เพียง 4 ขั้นตอน และไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังด้วย แต่ก่อนทำความสะอาดก็ควรสวมถุงมือเอาไว้ด้วยเพื่อป้องกันเชื้อโรค และเพื่อสุขอนามัยที่ดีนั่นเอง

ขั้นตอนที่ 1

ขั้นตอนแรกต้องทำการกำจัดสิ่งสกปรกเช่น เศษอาหาร บริเวณทั้งอ่างและท่อน้ำทิ้งให้หมดก่อน เปิดน้ำล้างทำความสะอาดให้ทั่วซิ้งค์ล้างจาน อย่าให้มีเศษอาหารตกค้าง และทำให้อ่างเปียกน้ำให้ทั่ว แล้วทำการโรยเบคกิ้งโซดาลงไปให้ทั่วอ่าง แล้วทิ้งไว้สักพักจนเบคกิ้งโซดาเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนแล้วฉีดล้างออก

ขั้นตอนที่ 2

เริ่มทำความสะอาดจากส่วนอื่นกันต่อ โดยน้ำแปรงสีฟันคู่กับน้ำยาล้างจาน หรือจะนำเบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำ มาขัดทำความสะอาดส่วนอื่น ๆ ของซิ้งค์ล้างจานได้ เช่น ตะแกรงท่อน้ำทิ้ง ก๊อกน้ำ และส่วนต่าง ๆ ขัดให้สะอาดแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

ขั้นตอนที่ 3

เมื่อทําความสะอาดซิ้งค์ เพื่อล้างคราบต่าง ๆ ออกจนหมดแล้ว ให้นำผ้าสะอาดมาเช็ดและซับน้ำให้แห้ง จากนั้นนำกระดาษทิชชูมาแปะให้ทั่วอ่างแล้วหยดน้ำส้มสายชูลงไปบนกระดาษทิชชูเล็กน้อย จากนั้นทิ้งเอาไว้สักพัก ประมาณ 20 นาที

ขั้นตอนที่ 4

จากนั้นเมื่อครบเวลาให้นำกระดาษทิชชูออก แล้วทำการบีบมะนาวลงไปให้ทั่วซิ้งค์ล้างจาน จากนั้นนำมะนาวที่เหลือมาขัดถูให้ทั่วรอบ ๆ ซิ้งค์ เพื่อลดกลิ่นคาว กลิ่นเหม็น จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำชุบกับน้ำยาล้างจาน มาเช็ดให้ทั่ว ๆ ซิ้งค์แล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำเปล่าเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

การทําความสะอาดซิ้งค์ล้างจานนั้นควรทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ซิ้งค์ล้างจานมีกลิ่นเหม็น กลิ่นอับจากเศษอาหารและคราบน้ำมันต่าง ๆ และทำให้ซิ้งค์สะอาดเงางามน่าใช้งานด้วย และควรมีการแยกและเขี่ยเศษอาหารทิ้งในถังขยะก่อนนำมาล้างในอ่างล้างจานป้องกันการเกิดท่อตันด้วย

 

หลายคนมักจะมีเมนูอาหารตามสั่งเมนูโปรดอยู่แล้วหนึ่งในนั้นคือ ผัดกะเพรา เราจึงมีสูตรผัดกะเพราเอามาแจกให้ทุกคนถึง 10 สูตร ให้เอาไปลองทำผัดกะเพราได้เองที่บ้าน แต่ละสูตรนั้นก็จะช่วยชูวัตถุดิบหลักได้อย่างดี หรือบางครั้งก็สามารถนำวัตถุดิบที่กินเหลือไว้มาทำเมนูผัดกะเพราต่อได้เช่นกัน

รวม 10 สูตรผัดกะเพราทำเองได้ง่าย ๆ

ส่วนใหญ่แล้ว วัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้ในการทำผัดกะเพราก็ คือ ใบกะเพรานั่นเอง สามารถใส่ได้ตามใจชอบ ยิ่งใส่เยอะก็จะสร้างกลิ่นหอมได้ดีทีเดียว และใบกะเพรายังมีสรรพคุณดี ๆ หลายอย่างเช่น ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นบรรเทาอาการหวัด รับรองว่าผัดกะเพราทั้งอร่อย และดีต่อสุขภาพด้วย

1.สูตรผัดกะเพราเนื้อสับ

  1. กะเพรา 30 กรัม
  2. เนื้อวัวบด 500 กรัม
  3. พริกแห้ง 20 กรัม
  4. กระเทียมสับ 30 กรัม
  5. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  8. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนชา
  9. พริกไทยป่น

วิธีการทำ

ตำกระเทียมและพริกแห้งเข้าด้วยกัน ตั้งกระทะใส่น้ำมันเปิดเตาแก๊สไฟกลาง แล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้เจียวให้หอม แล้วใส่เนื้อสับลงไปผัดให้เนื้อสุกพอประมาณ แล้วใส่ซอสหอยนางรม น้ำปลา ซีอิ๊วดำหวาน พริกไทยป่นใส่ได้ตามชอบ และผัดจนเนื้อสุก ชิมและปรุงอีกครั้งเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นใส่ใบกะเพรา พริกแห้ง ผัดให้เข้ากัน พร้อมรับประทานได้

2.ผัดกะเพราหมูกรอบ

  1. กะเพรา 20 กรัม
  2. หมูกรอบ 150 กรัม
  3. กระเทียม 20 กรัม
  4. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกแดงจินดา 30 กรัม
  6. ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
  7. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 2/3 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกไทย 1/2 ช้อนชา
  10. น้ำเปล่า 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช และนำพริกกระเทียมที่ตำหรือปั่นแล้วลงไปผัดให้มีความหอม หลังจากนั้นใส่ซอสหอยนางรม และซอสปรุงรส น้ำตาล พริกไทยป่นลงไป ผัดให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำเปล่าเข้าไปเพื่อให้ไม่แห้งจนเกินไป ผัดให้เข้ากันแล้วชิมปรุงรสตามชอบ ควรเผื่อรสชาติให้เข้มข้นไว้สักหน่อย เพราะตอนใส่หมูรสชาติจะจางลงนิดหน่อยด้วย เมื่อปรุงรสชาติเรียบร้อยแล้ว จึงเติมหมูกรอบลงไปพร้อมใบกะเพรา ผัดจนใบกะเพราสุกจากนั้นก็พร้อมรับประทาน

3.ผัดกะเพราเนื้อชิ้น

  1. เนื้อวัว 250 กรัม
  2. กะเพรา 15 กรัม
  3. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 2/3 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  6. พริกแดงจินดา 40 กรัม
  7. กระเทียม 30 กรัม
  8. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

ตั้งกระทะใส่น้ำมัน แล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้เจียวให้หอม จากนั้นใส่เนื้อที่หั่นไว้เป็นชิ้นลงไป เมื่อผัดจนเนื้อเกือบจะสุกให้ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย พริกไทยป่นเพิ่มความหอม จากนั้นผัดต่อจนเนื้อสุกหากชิมแล้วยังไม่ได้รสชาติที่ต้องการสามารถปรุงอีกได้ จากนั้นใส่ใบกะเพราผัดจนใบกะเพราสุก เสร็จแล้วตักใส่จานพร้อมรับประทาน

4.สูตรผัดกะเพราหมูสับ

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. เนื้อหมู 400 กรัม
  3. พริกแดง 10 เม็ด
  4. พริกแห้ง 5 เม็ด
  5. กระเทียม 2 หัว
  6. ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. ซอสหอย 3 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ตำหรือปั่นกระเทียมและพริกเข้าด้วยกัน ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่พริกกระเทียมแล้วเจียวให้หอมได้ที่ แล้วใส่เนื้อสับลงไปผัดให้เนื้อสุกพอประมาณ แล้วใส่ซอสหอยนางรม น้ำปลา พริกไทยป่นใส่ได้ตามชอบ และผัดจนเนื้อสุก ชิมและปรุงอีกครั้งเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นใส่ใบกะเพรา พริกแห้ง ผัดให้เข้ากัน พร้อมรับประทานได้

5.ผัดกะเพราทูน่า

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. ทูน่ากระป๋องยี่ห้อใดก็ได้ 1 กระป๋อง 
  3. พริกแดง 6 เม็ด
  4. กระเทียม 5 กลีบ
  5. น้ำตาล ½ ช้อนชา
  6. ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ทำผัดกะเพราด้วยขั้นตอนแรกคือ ตั้งกระทะเปิดไฟกลาง ใส่น้ำมันตามด้วยพริกกระเทียมเจียวให้หอม แล้วค่อยใส่ปลาทูน่าและน้ำของปลาทูน่าลงไปด้วยเพื่อไม่ให้ผัดกะเพราแห้งเกินไป จากนั้นตามเครื่องปรุงต่าง ๆ อย่างซอสน้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาล ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน ไม่ต้องนานเกินไป เพราะทูน่านั้นสุกมาอยู่แล้ว จากนั้นใส่ใบกะเพรา ผัดต่อให้ใบสุก ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

6.ผัดกะเพราไข่เยี่ยวม้า

  1. กะเพรา 80 กรัม
  2. เนื้อหมูบด 300 กรัม 
  3. ไข่เยี่ยวม้า 2 ฟอง
  4. น้ำตาล ½ ช้อนชา
  5. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  6. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ
  7. ซอสปรุงรส ½ ช้อนโต๊ะ
  8. พริก 10 เม็ด (ลดหรือเพิ่มได้ตามใจชอบ)
  9. กระเทียม 10 กลีบ

วิธีการทำ

เริ่มด้วยการตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนแล้วแบ่งใส่ใบกะเพราลงไปครึ่งหนึ่ง ทอดจนใบกะเพรากรอบเพื่อไว้โรยแต่งหน้า จากนั้นใช้ไฟกลางแล้วใส่ไข่เยี่ยวม้าแบบผ่าครึ่งลงไปทอดแค่ให้ผิวด้านนอกกรอบฟูนำขึ้นพักไว้ จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันสองช้อนโต๊ะแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใส่หมูบดลงไปพร้อมใส่น้ำเปล่าลงไป ผัดต่อจนหมูร่วน แล้วใส่น้ำปลา น้ำตาล ซอสปรุงรส ซีอิ๊วดำ ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน จากนั้นใส่ไข่เยี่ยวม้าลงไปคลุกด้วย แล้วใส่ใบกะเพราที่เหลืออยู่ลงไปผัดด้วย จากนั้นตักใส่จานแล้วโรยหน้าด้วยใบกะเพรากรอบที่ทอดไว้

7.ผัดกะเพราปลาหมึก

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. หนวดปลาหมึก หรือตัวปลาหมึก  300 กรัม
  3. น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  5. ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
  6. ซอสปรุงรส ½ ช้อนโต๊ะ
  7. กระเทียม 2 หัว
  8. พริกแดง 10  เม็ด

วิธีการทำ

นำปลาหมึกที่เตรียมไว้ไปลวกก่อน แล้วพักไว้ จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกระเทียมมีสีเหลือง แล้วใส่ปลาหมึกที่ลวกไว้ลงไปและปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส ผัดให้เข้ากันโดยไม่ต้องเติมน้ำเปล่าลงไปเพราะจะมีน้ำจากปลาหมึกออกมาอีก จากนั้นใส่ใบกะเพราลงไปผัดก็พร้อมรับประทาน

8.ผัดมาม่ากะเพราแห้ง

  1. ใบกะเพรา 50 กรัม
  2. เส้นมาม่ายี่ห้อใดก็ได้ 1 ห่อ
  3. หมูสับ 100 กรัม
  4. พริกแดง 9 เม็ด
  5. กระเทียม 5 กลีบ (เพิ่มหรือลดได้ตามความชอบ)
  6. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  8. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาล ½ ช้อนชา

วิธีการทำ

ลวกเส้นมาม่าเอาไว้ก่อน เสร็จแล้วตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอมกระเทียมมีสีเหลือง แล้วใส่หมูสับลงไปผัดจนหมูเริ่มร่วน แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ เติมน้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อยไม่ให้แห้งจนเกินไป จากนั้นค่อยเติมเส้นมาม่าที่ลวกไว้ลงไปผัดด้วย จากนั้นผัดจนเข้ากัน แล้วค่อยใส่ใบกะเพราตามมาผัดต่อ จากนั้นตักใส่จานพร้อมรับประทาน

9.สูตรผัดกะเพราเป็ดพะโล้

  1. ใบกะเพรา 1 ถ้วย
  2. เป็ดพะโล้ ½ ตัว 
  3. พริกแห้ง 12 เม็ด
  4. กระเทียม 15 กลีบ
  5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาล ½ ช้อนชา 
  7. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

เริ่มด้วยการตั้งกระทะใส่น้ำมัน เจียวพริกกระเทียมให้หอมตามด้วยเป็ดพะโล้ที่หั่นเป็นชิ้นจนเข้าที่ แล้วปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ หากรู้สึกว่าแห้งไปสามารถเติมน้ำเปล่า หรือน้ำซุปเข้าไปได้ จากนั้นผัดให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันจนได้ที่แล้ว ให้ใส่ใบกะเพราลงไปผัดด้วย เสร็จแล้วตักใส่จานพร้อมรับประทาน

10.ข้าวกะเพราคลุกหมูสับ

  1. ใบกะเพรา 40 กรัม
  2. หมูบดหรือหมูสับ 300 กรัม 
  3. ข้าวสวย 300 กรัม
  4. กระเทียมจีน 15 กรัม
  5. กระเทียมไทย 15 กรัม
  6. พริกแดง 20 กรัม
  7. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 3/4 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาล 1 ช้อนชา
  10. พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีการทำ

ขั้นตอนแรกของการทำผัดกะเพรา คือ ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เจียวพริกกระเทียมให้หอมและสุกจนเป็นสีเหลือง จากนั้นตามด้วยใส่หมูสับผัดจนร่วน แล้วปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย จากนั้นตามด้วยการใส่ข้าวสวยลงไปผัด ให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมรับประทานคู่กับไข่ดาวก็ได้เช่นกัน

สูตรผัดกะเพราที่ทำเองได้ง่าย ๆ

ผัดกะเพราถือเป็นเมนูยอดฮิต ที่สามารถหากินได้ง่าย ๆ และยังทำเองได้ง่ายด้วย สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบหลักไปได้ตามใจชอบ เพิ่มหรือลดเครื่องปรุงให้ได้รสชาติแบบที่ได้ชอบเลย ลองเลือกสักสูตรที่เรานำมาแจกแล้วเอาไปทำตามได้เลย

หลายคนมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับกลิ่นอับในห้องครัว เนื่องจากการทำอาหาร ซึ่งอาหารไทยนั้นมักจะมีกลิ่นของเครื่องเทศแรง รวมถึงอาหารค่อนข้างรสจัด ทำให้อาจเกิดกลิ่นอับในห้องครัวได้ จนอาจจะกวนใจใครหลายคน เราจึงมีวิธีดับกลิ่นอาหารในห้อง หรือห้องครัวมาฝากกัน

รวม 5 วิธีกลิ่นอับในห้องครัวที่ได้ผลจริง

บางครั้งการที่เกิดกลิ่นอับในห้องครัวนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งการทำอาหารที่ต้องผัดหรือทอด ไม่มีช่องระบายอากาศทำให้กลิ่นอาหารสะสมกันจนกลายเป็นกลิ่นอับหรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ หรือมักปิดประตูหน้าต่างเอาไว้ตลอดเวลาทำให้อากาศไม่ถ่ายเท จะมีวิธีดับกลิ่นอาหารในห้องหรือห้องครัวที่ช่วยได้

1.เลือกติดตั้งฮูดดูควันหรือเครื่องดูดควันในห้องครัว

ปัจจุบันหลายบ้านก็มีการติดตั้งเครื่องดูดควัน หรือฮูดดูดควันกันมากขึ้น มักจะมีการติดตั้งเหนือเตาแก๊สเพื่อใช้ดูดควันและกลิ่นจากการทำอาหาร ยิ่งหากเป็นบ้านหรือห้องที่ติดเครื่องปรับอากาศและไม่มีหน้าต่างให้ระบายอากาศ ควรจำเป็นต้องติดเครื่องดูดควันอย่างมากเพื่อให้เกิดการระบายอากาศที่ดี และส่วนของฮูดดูดควันจะดูดซับควัน และกลิ่นผ่านทางท่อระบายและปล่อยออกไปยังนอกตัวบ้าน หรือจะเป็นการติดตั้งเครื่องดูดควันแบบไม่เจาะผนัง ได้เช่นกัน ที่สามารถช่วยลดกลิ่นอับในห้องครัวที่อาจเกิดจากการทำอาหารได้

2.ใช้เครื่องฟอกอากาศดับกลิ่น

อีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีคือการใช้เครื่องฟอกอากาศ โดยเครื่องฟอกอากาศจะสามารถช่วยปรับอากาศ กรองฝุ่นและควัน ขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้ และควรเลือกรุ่นที่สามารถลดควันได้ หากจะนำไปใช้งานในห้องครัวเพื่อช่วยลดกลิ่น และปรับให้อากาศสะอาดขึ้นได้ด้วย เหมาะอย่างมากในห้องที่ไม่มีที่ระบายอากาศ หรือไม่มีหน้าต่างให้ลมผ่านเข้ามา

3.เปิดหน้าต่างช่วยระบายอากาศ

บางบ้านนั้นอาจมีการออกแบบให้มีหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศไว้ในห้องครัวให้พร้อมอยู่แล้ว เพื่อระบายอากาศ แต่บางบ้านนั้นอาจสร้างห้องครัวไว้ในมุมที่อับเกินไป ทำให้อาจเกิดกลิ่นอับ อบอวลอยู่ภายในบ้านได้ ดังนั้นควรมีการติดตั้งช่องระบายอากาศเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยระบายอากาศ และหากบ้านไหนอยากดับกลิ่นอาหารแล้วมีหน้าต่างก็ให้เปิดออกเพื่อระบายอากาศได้เช่นกัน

4.ทำความสะอาดห้องครัวทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ

การทำความสะอาดห้องครัวหลังใช้เสร็จทันทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับในห้องครัวได้ และยังช่วยป้องกันสัตว์ อย่าง หนู มด แมลงสาบ เข้ามากินเศษอาหารได้ด้วย เช่น การนำถังขยะไปล้างทำความสะอาดหลังเอาขยะไปทิ้ง ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อให้ทั่วบริเวณถังขยะ อ่างล้างจาน เก็บเศษอาหารในท่อไปทิ้งให้หมด ไม่เหลือเศษอาหารทิ้งไว้ในห้องครัว หรือหากมีอาหารก็ควรเก็บให้มิดชิด เก็บใส่กล่องหรือตู้ที่ปิดมิดชิด

5.วางตำแหน่งห้องครัวให้ถูกทิศทางลมตั้งแต่แรก

ปัญหากลิ่นอับในห้องครัวนั้น แท้จริงแล้วสามารถแก้ไขได้ หรือเริ่มตั้งแต่การลดปัญหาตั้งแต่แรกอย่างสร้างห้องครัวตามทิศทางลม สร้างหน้าต่างหรือช่องระบายอากาศ ซึ่งในสมัยก่อนมักมีการเจาะผนังและติดพัดลมระบายอากาศ แต่ในปัจจุบันมักนิยมติดที่ดูดควันมากกว่า เนื่องจากระบายอากาศ และกลิ่นได้ดีกว่า และยังมีดีไซน์สวยงามทันสมัยด้วย ถือเป็นอีกทางที่ช่วยดับกลิ่นอาหารในห้องครัวได้เป็นอย่างดี

 

 

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไม่เว้นของหวานอย่าง เค้กคีโต หรือการทำขนมคีโตต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนสูตรและวัตถุดิบเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้การกินของหวานตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงการกินคีโต จะมีสูตรของหวานอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

คีโตคืออะไร?

คีโต หรือชื่อเต็ม ๆ คือ คีโตเจนิค คือ การกินแบบ low-carb, high-fat diet ซึ่งจะเน้นการกินเฉพาะไขมันดีเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกาย แบ่งสัดส่วนได้คือ ไขมัน 75% โปรตีน 25% คาร์โบไฮเดรต 5% น้ำหนักจะเริ่มลดได้เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดคีโตสีส (Ketosis) และมีการดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานหลัก จึงทำให้ต้องมีการกินไขมันเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้นั่นเอง

รวม 7 สูตรเค้กคีโตจาก Tecnogas

หลายคนอาจจะคิดว่าการกินคีโตจะมีแต่ของคาว แต่ปัจจุบันก็มีการทำขนมคีโตแบบต่าง ๆ ออกมาด้วย ซึ่งแต่ละเมนูนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ เราได้รวบรวมสูตรการขนม และเค้กสำหรับผู้ที่กินคีโตมาไว้ให้แล้วไปดูกันเลยว่าจะน่าทานแค่ไหน

1.ชีสเค้กคีโต

ส่วนผสม

  1. เนย 20 กรัม
  2. ครีมชีส 200 กรัม
  3. วิปปิ้งครีม 50 มิลลิลิตร
  4. เชดดาร์ชีส 40 กรัม
  5. ไข่ 4 ฟอง
  6. อิริทริทอล 100 กรัม

วิธีทำ

ทาเนยลงบนพิมพ์ วางกระดาษรองอบทุกด้านกันเค้กติดพิมพ์ จากนั้นนำเชดดาร์ชีสเนย ครีมชีส เนย วิปปิ้งครีม ตุ๋นบนหม้อพร้อมคนให้ละลาย จากนั้นยกลงแล้วใส่ไข่แดงทีละฟอง คนให้เข้ากัน ตีไข่ขาวอีกชามที่แยกไว้ แล้วใส่อิริทริทอล ตีจนฟู จึงนำไปผสมลงส่วนผสมที่พักไว้ เทใส่พิมพ์ อบอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเพิ่มเป็น 160 องศา นำชีสเค้กคีโตออกจากเตาอบ พักไว้แล้วนำไปแช่เย็นข้ามคืน

2.  เค้กช็อกโกแลตคีโต

ส่วนผสม

  1. เนย 30 กรัม
  2. ดาร์กช็อกโกแลต 50 กรัม 
  3. มอสซาเรลล่าชีส 40 กรัม
  4. ครีมชีส 90 กรัม
  5. วิปปิ้งครีม 90 มิลลิลิตร
  6. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  7. ผงโกโก้ 100% 20 กรัม
  8. อิริทริทอลป่น 90 กรัม 
  9. ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

ละลายส่วนผสมต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยการตุ๋นให้มีความร้อนหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด ใส่มอสซาเรลล่าชีส เติมวิปปิ้งครีมและผงโกโก้ คนให้เข้ากัน ยกลงจากเตาแล้วใส่ไข่แดงแล้วตีให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ ให้ขึ้นฟอง แบ่งเทอิริทริทอลป่น เป็นรอบ ๆ ตีไปสักพักแล้วตามด้วยการตักโฟมไข่ขาวที่ตีไว้มาผสมแล้วเทลงพิมพ์ แล้ววางพิมพ์เค้กบนถาด เทน้ำร้อนลงไป 3-5 เซนติเมตร ช่วยให้เค้กคงความชุ่มชื้นจากการอบได้ แล้วอบอุณหภูมิ 120 องศา เป็นเวลา 30 นาที แล้วค่อยปรับอุณหภูมิขึ้น 140 องศา อบต่ออีก 60 นาที เสร็จแล้วนำเค้กมาถอดพิมพ์ พักเค้กไว้ แช่ไว้หนึ่งคืนหลังจากนั้นถึงนำมารับประทาน

3. เค้กไข่ไต้หวันคีโต

ส่วนผสม

  1. เนย 70 กรัม
  2. วิปปิ้งครีม 70 กรัม
  3. ไข่ 5 ฟอง
  4. ผงอัลมอนด์ 70 กรัม
  5. กลิ่นวานิลลา
  6. อิริทริทอล 100 กรัม 

วิธีทำ 

ละลายเนยและวิปปิ้งครีมเข้าด้วยกัน ใส่ผงอัลมอนด์แล้วคนให้เข้ากัน แยกไข่แดงแล้วใส่ลงไป คนให้เข้ากัน พักไว้ แล้วไปตีไข่ขาวที่แยกไว้ แล้วค่อย ๆ ใส่อิริทริทอลหรือสารให้ความหวานลงไป ตักโฟมไข่ขาวมาผสมกับคนให้เข้ากันแล้วเทใส่ชามไข่ขาว ค่อยตะล่อมอย่างเบามือให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทลงพิมพ์ ใส่น้ำร้อนลงบนถาดรอง อบอุณหภูมิ 150 องศา ใช้ไปบนและล่าง 1 ชั่วโมง แล้วนำออกพร้อมรับประทาน

4. ชีสเค้กคีโตหน้าไหม้

ส่วนผสม

  1. ไข่ 2 ฟอง
  2. ครีมชีส 250 กรัม 
  3. สตีเวีย 70 กรัม.
  4. วิปปิ้งครีม 120 กรัม 
  5. กลิ่นวนิลลา 1 ช้อนชา

วิธีทำ 

เริ่มจากการนำสตีเวีย ครีมชีส ตีให้เข้ากัน แล้วใส่วิปปิ้งครีม ตีให้เข้ากัน แล้วใส่กลิ่นวานิลลาลงไปเติมไข่ 1 ฟอง ตีให้เข้ากันแล้วค่อยใส่อีกหนึ่งฟองจากนั้นตีให้เป็นเนียนเข้ากัน แล้วใส่ลงบนพิมพ์ที่รองกระดาษไว้ อบ 200 องศา 15 นาที แล้วอบ 230 องศา ต่ออีก 15 นาที เสร็จแล้วนำไปแช่เย็น 3-4 ชั่วโมง แล้วตัดแบ่งกินได้

5. ชิฟฟ่อนมะพร้าวอ่อนคีโต

ส่วนผสม

  1. ไข่ขาว 4 ฟอง
  2. ไข่แดง 4 ฟอง
  3. น้ำมันมะพร้าว 60 กรัม 
  4. กะทิ 80 กรัม
  5. สตีเวีย 30 กรัม
  6. อัลมอนด์ 80 กรัม
  7. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  8. เกลือสีชมพู 1/4 ช้อนชา

วิธีทำ

ตีไข่แดงและสตีเวียเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมอัลมอนด์บดละเอียด ผงฟู เกลือชมพู ใช้ตะแกรงร่อนส่วนผสมลงไป จากนั้นตามด้วยน้ำมันมะพร้าว กะทิตีให้เข้ากันทั้งหมด แล้วพักไว้ จากนั้นไปตีไข่ขาวจนเนื้อเนียนแล้วค่อย ๆ แบ่งเติมสตีเวีย 3 ครั้ง ตีด้วยความเร็วจนขึ้นฟู แล้วค่อย ๆ ตักไปเติมในชามไข่แดงแล้วคนเบา ๆ จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษเอาไว้แล้ว เกลี่ยให้เนียน ๆ เท่ากัน จากนั้นนำมะพร้าวมาหั่นตกแต่งบนหน้า อบที่อุณหภูมิ 150 องศา 30 นาที และนำออกมาพร้อมกินได้

6. บราวนี่หน้ากรอบคีโต

ส่วนผสม

  1. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  2. เนยเค็ม 100 กรัม
  3. ช็อกโกแลต 20 กรัม
  4. ผงโกโก้ 30 กรัม
  5. สตีเวีย 120 กรัม
  6. กลิ่นวานิลา 1 ข้อนชา
  7. อัลมอนด์ 200 กรัม
  8. อัลมอนด์สไลด์ 20 กรัม

วิธีทำ

ตีไข่ไก่ และสตีเวียเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมกลิ่นวานิลลาลงไปคนให้เข้ากัน จากนั้นนำช็อกโกแลตและเนยเค็มใส่ไมโครเวฟ 1 นาที ให้ละลาย แล้วเติมลงในส่วนผสมที่ตีเอาไว้ แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมผงอัลมอนด์และผงโกโก้ร่อนด้วยตะแกรง คนให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษเอาไว้แล้ว เกลี่ยหน้าให้เสมอเท่ากัน แล้วโรยตกแต่งด้านบนด้วยอัลมอนด์สไลด์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศา 13 นาที พักไว้ให้เย็น แกะออกจากพิมพ์แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้น

บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก คีโต

ส่วนผสม

  1. ​​ไข่ไก่ 1 ฟอง
  2. ครีมชีส 250 กรัม
  3. สตีเวีย 85 กรัม
  4. บลูเบอร์รี่ 40 กรัม
  5. อัลมอนด์ 120 กรัม
  6. เนยเค็มละลาย 30 กรัม
  7. ครีมเปรี้ยว 45 กรัม

วิธีทำ

เริ่มจากตั้งกระทะ ใส่บลูเบอร์รี่และสตีเวีย 20 กรัมลงไปเคี่ยวจนมีความเหนียวแล้วพักไว้ให้เย็น จากนั้นเทผงอัลมอนด์ลงบนพิมพ์ที่รองกระดาษไว้ แล้วกดให้แน่นเพื่อทำฐานของเค้ก ตีครีมชีสให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วเติมสตีเวียอีก 65 กรัมลงไป ตีให้เข้ากัน แล้วใส่ไข่ไก่ลงไปตีอีกครั้ง แล้วใส่ครีมเปรี้ยวลงไปแล้วตีจนเนื้อมีความเนียน จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองก้นด้วยอัลมอนด์เอาไว้ แต่งหน้าด้วยบลูเบอร์รี่แล้วอบ 130 องศา 35 นาที จากนั้นนำไปแช่เย็นต่ออีก 1 ชั่วโมง แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นรับประทานได้

ทำเค้กคีโตเองได้ง่าย ๆ

การทำเค้กคีโตนั้นดูแล้วไม่ยากเลย ใครที่เป็นมือใหม่ก็สามารถทำได้แน่นอน แค่ที่บ้านมีเตาอบไฟฟ้าก็สามารถทำขนมคีโตกินเองได้ และแต่ละสูตรเราได้คัดมาให้แล้ว พร้อมบอกวิธีทำแบบง่าย ๆ ด้วย ใครที่ซื้อขนมคีโตกินบ่อย ๆ ลองหันมาทำเองบ้างก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้ด้วย

หลายคนคงเคยกิน และคุ้นเคยกับเมนูปลานึ่งอย่างดี เมนูนี้สามารถทำที่บ้านได้ด้วย เพียงมีแค่เตาอบก็สามารถทำได้ เหมาะกับผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักอย่างมาก ปลาแต่ละชนิดที่เลือกนำมาทำก็ให้รสชาติที่แตกต่างกันไป อาจมีบางขั้นตอนที่แตกต่างกันบ้าง แต่รับรองว่าทำง่ายแน่นอน ด้วยวิธีทำปลานึ่งที่เรารวบรวมไว้ให้คุณ

รวม 8 เมนูปลานึ่งยอดนิยมที่คุณก็ทำเองได้ด้วยเตาอบ

วิธีทำปลานึ่งโดยการใช้เตาอบทำนั้น อาจต้องมีการศึกษาดูว่าปลาแต่ละชนิดต้องใช้ความร้อนมากน้อยเพียงใด ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้เนื้อปลาที่กำลังดีสำหรับรับประทาน เป็นเมนูที่ทำได้ง่าย ทำได้เองที่บ้าน หากใครที่ต้องการเพิ่มรสชาติ อาจทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดกินคู่กันได้เช่นกัน

1.ปลากะพงนึ่งมะนาว

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. พริกขึ้หนู
  2. กระเทียมสับ 1/3 ถ้วย
  3. มะนาว
  4. ผักชี
  5. ผักขึ้นฉ่าย
  6. ขิงซอย
  7. น้ำปลา
  8. น้ำมะนาว
  9. ซีอิ๊วขาว 45 มิลลิลิตร
  10. น้ำซุป 30 มิลลิลิตร
  11. ปลากะพง 

 วิธีการทำ

  1. ล้างทำความสะอาด แล้วหั่นบั้งปลากะพง แล้วนำปลาลงภาชนะที่จะอบ
  2. ผสมน้ำยำโดยใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ลงไปคือ น้ำซุป น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะนาว แล้วคนให้ทุกอย่างเข้ากัน
  3. นำน้ำยำราดลงบนตัวปลาให้ทั่ว ห่อฟอยล์คลุมภาชนะที่ใส่ปลา แล้วนำไปเข้าเตาอบ ประมาณ 10-15 นาที
  4. จากนั้นนำออกมา ตกแต่งด้วยมะนาว กระเทียม พริกขี้หนูซอย ขึ้นฉ่าย พร้อมรับประทาน

2.ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ปลากะพง
  2. ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 
  3. ขิงอ่อนซอย 
  4. พริกแดงหวานซอย 
  5. ผักขึ้นฉ่าย
  6. ต้นหอมซอย
  7. ขิงสับ+กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมัน 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

  1. ล้างปลาและทำความสะอาดให้สะอาด 
  2. วางปลาในถาดแก้ว หรือภาชนะที่สามารถใส่เตาอบได้ และวอร์มเตารอไว้ที่ 400 F ประมาณ 10-15 นาที 
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เพื่อเจียวขิงและกระเทียมสับ ใส่น้ำเปล่า 30 มิลลิลิตร และซีอิ๊วลงไปแล้วปิดไฟได้
  4. จากนั้นเอาขิง และพริกวางเรียงบนตัวปลา และนำน้ำซอสที่ทำไว้แล้วราดบนตัวปลาให้ทั่ว จากนั้นใช้กระดาษฟอยล์ คลุมถาดแก้ว นำเข้าเตาอบประมาณ 20 นาที
  5. แล้วเปิดกระดาษฟอยล์เพื่อใส่ต้นหอม แล้วอบต่อ 10-15 นาที จนปลาสุกได้ที่จึงนำออกมาจากเตา

3.ปลาแซลมอนนึ่งซีอิ๊ว

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา
  5. เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ต้นหอมซอย
  7. ขิงซอย
  8. พริกไทยป่น
  9. พริกชี้ฟ้าซอย
  10. เนื้อปลาแซลมอน 

วิธีการทำ

  1. เริ่มจากการผสมเครื่องปรุง ซีอิ๊วขาว เหล้าจีน น้ำตาลทราย พริกไทยป่น น้ำมันงา น้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน
  2. นำส่วนผสมทั้งที่ผสมไว้แล้ว ราดลงบนชิ้นปลา ด้านบนโรงด้วยขิงซอยเล็กน้อย 
  3. คลุมจานปลาด้วยพลาสติกแรปที่สามารถนำเข้าเตาอบไมโครเวฟได้ เจาะรูบนพลาสติกแรปเพื่อให้ระบายความร้อนได้
  4. นำปลาเข้าเตาอบ ซึ่งเมนูนี้ใช้เตาอบไมโครเวฟได้ โดยมีการใช้ความร้อนประมาณ 600 วัตต์ นาน 6-7 นาที 
  5. จากนั้นตกแต่งด้วยขิง พริก ต้นหอมซอย

4.ปลาเก๋านึ่งมะนาว

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ปลาเก๋า
  2. พริกขี้หนูซอย
  3. มะนาวฝานบาง ๆ 
  4. น้ำมะนาว 9-10 ช้อนโต๊ะ
  5. กระเทียมสับ
  6. ขึ้นฉ่ายซอย
  7. น้ำตาลทราย
  8. น้ำปลา 7-8 ช้อนโต๊ะ 

วิธีการทำ

  1. อุ่นเตาอบเอาไว้ที่ 350 องศา
  2. ทำความสะอาดปลาให้สะอาด นำฟอยล์มารองก้นภาชนะที่จะใช้อบ บั้งปลาแล้วนำไปวางบนภาชนะที่เตรียมไว้
  3. ปรุงส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน คือน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว มะนาวฝานวางแต่งบนตัวปลา คนให้เข้ากัน แล้วราดลงบนตัวปลา
  4. นำฟอยล์มาคลุมภาชนะให้ทั่ว ก่อนนำปลาเข้าเตาอบ ประมาณ 15 นาที หรือเพิ่มเวลาตามขนาดของปลา เพื่อให้เนื้อด้านในสุกเท่ากัน
  5. นำออกจากเตาอบ เปิดฟอยล์แล้วจัดจานด้วยพริกขี้หนูซอย ขึ้นฉ่ายซอย กระเทียมสับ

5.ปลากะพงซอสปอนสึ

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ปลากะพง
  2. น้ำมันงา
  3. น้ำซุป 
  4. ซอสปอนสึ
  5. ขิงซอย 
  6. พริกชี้ฟ้าแดงซอย
  7. ต้นหอม 

วิธีการทำ

  1. เริ่มจากการทำปลาให้สะอาด
  2. อุ่นเตาอบเอาไว้ 350 องศา
  3. ตั้งกระทะเคี่ยวซอสปอนสึกับน้ำซุปจนข้น
  4. นำปลาใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วนำน้ำที่ซอสปอนสึที่เคี่ยวไว้มาราดบนเนื้อปลา 
  5. ใส่ขิงซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอยลงไป ห่อฟอยล์คลุมตัวปลาให้มิดชิด 
  6. นำเข้าเตาอบแล้วอบ ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วเอาออกมาแล้วโรยด้วยต้นหอมซอย

6.ปลากะพงนึ่งเต้าเจี้ยว

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. เต้าเจี้ยว1 ½ ช้อนโต๊ะ
  2. ขิง (สับ)2 ช้อนโต๊ะ
  3. กระเทียม6 กลีบ
  4. พริกจินดา 2 เม็ด
  5. น้ำสะอาด3 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย1 ช้อนโต๊ะ
  7. ปลากะพงขิงซอย
  8. ต้นหอมซอย
  9. พริกชี้ฟ้า 

วิธีการทำ

  1. เปิดวอร์มเตาอบ ไว้ที่ 400 F ประมาณ 15 นาที 
  2. สับกระเทียม พริก และขิงเข้าด้วยกัน แล้วนำไปผสมกับเต้าเจี้ยว น้ำตาลทราย และน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน
  3. บั้งชิ้นปลากะพง แล้ววางลงบนฟอยล์ 
  4. ราดปลาด้วยน้ำเต้าเจี้ยวและส่วนผสมต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ จากนั้นห่อฟอยล์คลุมตัวปลา
  5. นำเข้าเตาอบประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าปลาจะสุก
  6. นำปลาออกมาโรยด้านบนด้วยพริกซอย ต้นหอมซอย ขิงสับ

7.ปลาทับทิมนึ่งบ๊วย

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ปลาทับทิม 1 ตัว
  2. บ๊วยดองพร้อมน้ำ 60 กรัม
  3. กระเทียมดอง 80 กรัม
  4. ขิงซอย  80 กรัม
  5. ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
  6. ซอสปรุงรส 4 ช้อนโต๊ะ
  7. ผักกาดขาว 
  8. ผักขึ้นฉ่าย 

 วิธีการทำ

  1. เปิดวอร์มเตาอบ ไว้ที่ 500 F ประมาณ 10 นาที 
  2. ผสมส่วนผสมต่างเข้าด้วยกัน คือซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม 
  3. ซอยเนื้อกระเทียมดอง บี้เนื้อบ๊วยออกจากเม็ด แล้วนำไปผสมกับซอส แล้วนำไปทาให้ทั่วตัวปลา
  4. นำฟอยล์มารองก้นภาชนะที่จะใช้อบก่อน เอาปลาลงไป
  5. ห่อฟอยล์คลุมตัวปลาหลวม ๆ 
  6. นำเข้าเตาอบ 15 นาที นำออกมาเปิดฟอยล์แล้ววางผักกาดขาว และผักขึ้นฉ่ายลงไป ห่อฟอยล์ปิดไว้ เข้าเตาอบอีก 5 นาที

8.เมี่ยงปลานิลนึ่ง

เครื่องปรุงและส่วนผสม

  1. ปลานิล 1 ตัว
  2. เกลือป่น
  3. น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ 
  6. น้ำต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ถั่วตัด 50 กรัม
  8. ตะไคร้ทุบ
  9. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
  10. ใบมะกรูด 3-4 ใบ
  11. กระเทียมไทย
  12. พริกขี้หนู
  13. ขนมจีน หรือหมี่ขาว
  14. ผักที่ใช้กินกับปลา เช่นผักกาด ผักสลัด โหระพา ผักชีฝรั่ง

วิธีการทำ

  1. เริ่มทำน้ำจิ้มโดยการตำถั่วตัดให้พอละเอียดแล้วตักแยกไว้
  2. ทำน้ำจิ้มโดยตำรากผักชี พริก กระเทียมตำพอให้แหลก แล้วตามด้วย น้ำปลา น้ำเปล่า น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ  และถั่วตัดที่ตำไว้ คนให้เข้ากัน เสร็จในส่วนของน้ำจิ้ม 
  3. วอร์มเตาอบ วอร์มเตารอไว้ที่ 400 F ประมาณ 10-15 นาที 
  4. นำปลาทำความสะอาด ตัดครีบและหางออก บั้งเนื้อปลา แล้วทาเกลือให้ทั่ว
  5. นำตะไคร้ทุบ และใบมะกรูดยัดใส่ในปากปลา เพิ่มความหอม ลดกลิ่นคาว
  6. นำปลาลงในภาชนะที่จะอบ แล้วห่อฟอยล์เอาลงเตาอบประมาณ 15 นาที แล้วกินคู่กับผักและน้ำจิ้มที่เตรียมไว้ได้เลย

เมนูปลานึ่ง ที่มีแค่เตาอบก็ทำได้

วิธีทำปลานึ่งแต่ละเมนูนั้น เพียงแค่มีเตาอบก็สามารถทำเองได้ที่บ้าน และเมนูปลานึ่งนั้นยังดีต่อสุขภาพด้วย เพราะไม่ต้องใช้น้ำ เป็นกระบวนการที่ทำให้ปลาสุกได้โดยไร้น้ำมัน และยังสามารถเลือกปลาได้ตามใจชอบ จะเป็นชิ้นหรือเป็นตัวก็ได้ บางเมนูสามารถใช้ปลาอื่น ๆ แทนได้เช่นกัน ลองนำเมนูปลานึ่งที่เราแนะนำไปลองทำกัน รับประกันความอร่อยและความประทับใจแน่นอน

“ข้าวเหนียวมูน” เป็นหนึ่งในส่วนผสมของขนมไทยที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะสามารถนำมารับประทานคู่กับผลไม้และขนมต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มะม่วง มะยงชิด ทุเรียน ถั่วดำ ปลาแห้ง กลอย หรือสังขยา เป็นต้น ใครที่สามารถทำข้าวเหนียวมูนได้อร่อย รสชาติหวานมันแบบพอดี รับรองว่าจะช่วยให้ทำเมนูขนมไทยได้เพิ่มขึ้นหลายเมนูแน่นอน
แล้วข้าวเหนียวมูนวิธีทำเป็นอย่างไร ควรเลือกใช้ข้าวเหนียวประเภทไหน Tesnogas ได้คัดสรรสูตรข้าวเหนียวมูนแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก แต่ได้รสชาติแบบไทยแท้มาให้คุณแล้ว

ควรใช้ข้าวอะไรทำข้าวเหนียวมูน

ก่อนที่จะไปดูวิธีทำข้าวเหนียวมูน คุณควรที่จะรู้ก่อนว่าข้าวชนิดไหนที่ควรนำมาทำข้าวเหนียวมูน เพราะ “ข้าว” ถือเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของการทำเมนูนี้
สำหรับใครที่จะทำข้าวเหนียวมูนนั้น แนะนำให้เลือกใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (เก่า) จากเชียงราย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมจากจังหวัดเชียงรายที่คนนิยมนำมามูนกัน เพราะมีเมล็ดที่เรียวยาวสวยงาม เมื่อนึ่งจนสุกแล้ว จะมีสีขาว เกาะตัวเหนียว ดูดน้ำกะทิได้ดี ผิวมีความเลื่อมมันสวย แต่ไม่เละ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน และมีกลิ่นหอม ใครที่ใช้ข้าวเหนียวพันธุ์นี้มูน รับรองว่าจะได้ข้าวเหนียวมูนที่ดีอย่างแน่นอน

ส่วนผสมของข้าวเหนียวมูน

สำหรับส่วนผสมของข้าวเหนียวมูน มีดังนี้

ข้าวเหนียวมูน วิธีทำเป็นอย่างไร

การทำข้าวเหนียวมูนนั้น มีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากเลย แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในการแช่ข้าวเหนียว โดยวิธีการทำ มี 3 ขั้นตอนดังนี้

1.แช่และนึ่งข้าวเหนียว

ขั้นตอนแรก ให้นำข้าวเหนียวใส่ชามผสม เติมน้ำสะอาดให้พอท่วม แล้วขัดข้าวเหนียวกับสารส้มอย่างเบามือประมาณ 5 - 10 นาที การใช้สารส้มขัดข้าวเหนียวนั้น จะช่วยให้ข้าวเหนียวมูนมีลักษณะที่มันเงาสวยงาม
หลังจากที่ขัดด้วยสารส้มเรียบร้อย ให้นำไปล้างด้วยน้ำสะอาด 3 - 5 รอบจนน้ำใสดี และนำข้าวเหนียวไปแช่ในน้ำสะอาดอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือข้ามคืนเลยก็ได้
เมื่อแช่ข้าวเหนียวเสร็จแล้ว ให้นำไปสะเด็ดน้ำ และห่อด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ แล้วนำไปนึ่งด้วยความร้อนระดับปานกลางประมาณ 30 นาที ไม่ควรนึ่งให้ข้าวเหนียวสุกจนเกินไป เพราะจะทำให้เม็ดขาวบาน ไม่สวยงามได้

2.ทำน้ำกะทิสำหรับมูนข้าวเหนียว

การเตรียมน้ำกะทิสำหรับมูนข้าวเหนียวนั้น ทำได้ง่ายมาก ๆ แค่นำหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือใส่ลงไปหมอ เปิดเตาแก๊สตั้งไฟให้พอเดือด แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี หลังจากนั้นให้ยกลงจากเตา และพักไว้ให้เย็นลง เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำกะทิสำหรับไว้มูนข้าวเหนียวแล้ว

3.มูนข้าวเหนียว

สำหรับวิธีการมูนข้าวเหนียวนั้น ให้นำข้าวเหนียวที่เรานึ่งสุกแล้ว เทลงใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วใส่กะทิมูนข้าวที่พักไว้ให้ “เย็น” แล้ว ลงไปในข้าวเหนียวร้อน ๆ หลังจากนั้นให้ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที
เมื่อครบเวลาแล้ว ให้เปิดฝา แล้วพลิกข้าวเหนียวอีกด้านหนึ่ง และปิดฝาอีกครั้ง ทิ้งไว้ 10 นาที
หลังจากนั้นให้พักข้าวเหนียวให้เย็นลงเล็กน้อย ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนที่ดูดน้ำกะทิอย่างเข้มข้น สามารถนำไปกินคู่กับผลไม้ หรือขนมที่ชอบได้เลย โดยสูตรนี้สามารถเก็บไว้ในกล่องสุญญากาศที่อุณหภูมิห้องประมาณ 2 วัน

เป็นยังไงกันบ้างกับสูตรข้าวเหนียวมูนที่เรานำมาฝากในบทความนี้ เรียกได้ว่า บอกวิธีการทำข้าวเหนียวมูนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพันธุ์ข้าวเหนียว การเตรียมข้าวเหนียว ไปจนถึงวิธีการมูน หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้ รับรองว่าคุณจะได้ข้าวเหนียวมูนแสนอร่อยรสชาติไทยแท้ ๆ ไว้รับประทานคู่กับผลไม้ หรือหน้าขนมต่าง ๆ ที่ชอบอย่างแน่นอน

chevron-down