เปิด-ปิด ถังแก๊สในครัวอย่างไรให้ปลอดภัยในการใช้งาน

การใช้งานเตาแก๊สและถังแก๊สหุงต้มภายในครัวนั้น จำเป็นต้องระมัดระวังและปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายจากการรั่วไหลของแก๊สหรือการระเบิด

เปิด-ปิด ถังแก๊สในครัวอย่างไรให้ปลอดภัยในการใช้งาน

ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายอย่างร้ายแรงได้ วิธีการเปิดแก๊สและปิดแก๊สอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรศึกษาและฝึกปฏิบัติเป็นนิสัย

ความเสี่ยงจากการเปิด-ปิดถังแก๊สผิดวิธี

ความเสี่ยงจากการเปิด-ปิดถังแก๊สผิดวิธี

ถังแก๊สเป็นอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงและอันตรายหากไม่ใช้งานอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการเปิดแก๊สและการปิดแก๊สที่ผิดวิธีนั้น อาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงได้ เช่น

  • แก๊สรั่วไหล – ถ้าหากเปิดแก๊สแรงเกินไปหรือไม่ปิดให้สนิทเมื่อเลิกใช้งาน อาจทำให้แก๊สรั่วซึมออกมาได้นำไปสู่อันตรายจากการสูดดมแก๊สพิษและความเสี่ยงต่อการระเบิด
  • ติดไฟหรือระเบิด – ในกรณีที่มีแก๊สรั่วไหลออกมาในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดไฟลุกลามและเกิดการระเบิดได้
  • วาล์วเสียหาย – การหมุนเปิดปิดแก๊สด้วยแรงที่มากเกินความจำเป็น อาจทำให้วาล์วเสียหาย ส่งผลให้แก๊สรั่วไหลและเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บ

4 ขั้นตอนในการเปิด-ปิด ถังแก๊สในการใช้งาน

เพื่อความปลอดภัยและป้องกันปัญหาการรั่วไหลของแก๊ส ควรปฏิบัติตาม 4 ขั้นตอนการเปิดแก๊ส-ปิดแก๊สทุกครั้งที่ใช้งาน

1. หมุนเปิดวาล์วถังแก๊สไม่เกิน 2 รอบ

1. หมุนเปิดวาล์วถังแก๊สไม่เกิน 2 รอบ

การหมุนวาล์วเปิดแก๊สไม่ควรทำมากเกินกว่า 2 รอบนับจากตำแหน่งปิดสนิท และหากหมุนแรงเกินไปจนสุด อาจส่งผลให้แรงดันแก๊สออกมาแรงเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงที่วาล์วหรือข้อต่ออาจรั่วหรือชำรุดได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้แก๊สไหลออกมามากเกินความจำเป็น และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นเคล็ดลับง่ายๆ คือให้หมุนวาล์วถังแก๊สไปทางขวาตามเข็มนาฬิกาประมาณ 1-2 รอบจากตำแหน่งปิด จนได้ยินเสียงแก๊สไหลออก ก็เพียงพอสำหรับการนำไปใช้งานหัวเตาแก๊สแล้ว 

2. บิดหัวเตาแก๊สให้ติดเพียงรอบเดียว

2. บิดหัวเตาแก๊สให้ติดเพียงรอบเดียว

ควรบิดหัวเตาแก๊สให้ติดเพียงรอบเดียว เพราะหากบิดหัวเตาแก๊สหลายรอบติดต่อกัน จะทำให้แก๊สไหลออกมาสะสมในบริเวณนั้นมากเกินความจำเป็น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการระเบิดได้ การบิดหัวเตาแก๊สเพียงรอบเดียวจะช่วยลดปริมาณแก๊สที่ไหลออกมา และลดความเสี่ยงจากการสะสมของแก๊สที่อาจนำไปสู่การระเบิดได้ 

3. ปิดหัวเตาทุกครั้งหากไม่ได้อยู่หน้าเตา

3. ปิดหัวเตาทุกครั้งหากไม่ได้อยู่หน้าเตา

ควรปิดหัวเตาทันทีเมื่อต้องไปทำอย่างอื่น แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะก็ควรปิดแก๊ส เพราะหากเปิดแก๊สโดยไม่มีผู้ดูแล อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ หากเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาโดยไม่มีใครสังเกต หรือแก๊สรั่วจากหัวเตาที่เปิดทิ้งไว้ ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงต่ออันตรายจากการระเบิดได้

4. หมุนปิดวาล์วถังแก๊สจนไฟดับก่อนปิดหัวเตา

4. หมุนปิดวาล์วถังแก๊สจนไฟดับก่อนปิดหัวเตา

เมื่อใช้งานเตาแก๊สเสร็จแล้ว ให้ปิดวาล์วถังแก๊สก่อน โดยให้หมุนวาล์วทวนเข็มนาฬิกาจนสุดเพื่อตัดการไหลของแก๊ส หลังจากนั้นจึงค่อยมาปิดหัวเตา โดยรอให้เปลวไฟบนหัวเตาดับสนิทก่อน แล้วจึงหมุนหัวเตาไปทางซ้ายเพื่อปิด อย่าปิดหัวเตาทันทีหลังปิดวาล์วถัง เพราะอาจมีแก๊สตกค้างบางส่วนในท่ออยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดประกายไฟและระเบิดได้

สรุปบทความ

การเรียนรู้และปฏิบัติตามวิธีการเปิด-ปิดถังแก๊สอย่างถูกต้องนี้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานถังแก๊สภายในครัวเรือนได้เป็นอย่างมาก รวมถึงลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการระเบิด ไฟไหม้ หรือการสูดดมแก๊สพิษที่อาจนำมาซึ่งอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

Tecnogas หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ใช้ครัวบ่อย ๆ ไม่ใช่น้อย และถ้าหากต้องการเลือกซื้อเตาแก๊สหรือเครื่องครัวยุโรปอื่นๆ ก็สามารถเลือกซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ของเรา

รวม 5 เคล็ดลับในการใช้งานเครื่องล้างจาน เพื่อการล้างที่ดีกว่าเดิม

เครื่องล้างจานถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการล้างจานได้อย่างมาก แต่หากใช้งานไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการล้างลดลง และอาจทำให้จานไม่สะอาดหมดจด

รวม 5 เคล็ดลับในการใช้งานเครื่องล้างจาน เพื่อการล้างที่ดีกว่าเดิม

วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน เพื่อช่วยให้คุณได้ใช้งานเครื่องล้างจานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถล้างจานได้สะอาดหมดจดทุกชิ้น

ใช้งานเครื่องล้างจานดีกว่าล้างด้วยมืออย่างไร

การใช้งานเครื่องล้างจานมีข้อได้เปรียบมากกว่าการล้างจานด้วยมือหลายประการ เช่น ประหยัดเวลาและประหยัดแรงได้มากขึ้น เนื่องจากเครื่องล้างจานจะทำงานอัตโนมัติ เพียงแค่ใส่จานลงไปและเปิดเครื่องก็พอแล้ว นอกจากนี้ เครื่องล้างจานยังสามารถล้างจานได้สะอาดมากกว่า เนื่องจากใช้น้ำร้อนและสารล้างจานที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยขจัดคราบสกปรกและไขมันได้อย่างหมดจด

5 เคล็ดลับใช้งานเครื่องล้างจานให้ทำความสะอาดได้หมดจด

บทความนี้ รวมมาให้แล้ว 5 เคล็ดลับการใช้งานเครื่องล้างจานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้จานสะอาดหมดจด ทำได้ง่ายๆ ได้จานสะอาด แถมยังประหยัดเวลาอีกด้วย!

1. เขี่ยเศษอาหารบนจานออกให้หมด

1. เขี่ยเศษอาหารบนจานออกให้หมด

ก่อนที่จะใส่จานลงในเครื่องล้างจาน ควรเขี่ยเศษอาหารที่ติดอยู่บนจานออกให้หมดก่อน เพราะถ้าปล่อยให้เศษอาหารตกค้างอยู่ อาจทำให้เครื่องล้างจานอุดตัน หรือเศษอาหารเหล่านั้นจะแห้งและติดแน่นลงบนจาน ทำให้ยากต่อการล้างออก การเขี่ยเศษอาหารออกก่อนจะช่วยให้เครื่องล้างจานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. วางจานชามตามให้ตรงร่อง

2. วางจานชามตามให้ตรงร่อง

การวางจานและชามลงในเครื่องล้างจานควรวางตรงร่องที่จัดเตรียมไว้ โดยหันด้านที่สกปรกออกด้านนอก และไม่ควรวางจานชามซ้อนทับกัน เพราะจะทำให้น้ำไม่สามารถสัมผัสกับผิวจานได้ทั่วถึง ส่งผลให้การล้างจานไม่สะอาดหมดจด นอกจากนี้ควรวางจานและชามให้ห่างกันพอสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้จานชนหรือกระทบกันขณะล้าง

3. ทำความสะอาดไส้กรองเป็นประจำ

3. ทำความสะอาดไส้กรองเป็นประจำ

ไส้กรองของเครื่องล้างจานมีหน้าที่กรองเศษอาหารและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปนมากับน้ำ หากไม่ทำความสะอาดไส้กรองเป็นประจำ เศษอาหารและสิ่งสกปรกเหล่านี้จะสะสมและอุดตันไส้กรอง ส่งผลให้การไหลเวียนของน้ำไม่สะดวก และส่งผลต่อประสิทธิภาพการล้างจานด้วย ดังนั้นควรทำความสะอาดไส้กรองอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้เครื่องล้างจานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ

4. เลือกโปรแกรมล้างให้เหมาะสม

4. เลือกโปรแกรมล้างให้เหมาะสม

เครื่องล้างจานส่วนใหญ่มักจะมีโปรแกรมการล้างให้เลือกหลายแบบ การเลือกโปรแกรมล้างที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณประหยัดพลังงานและน้ำ รวมถึงได้ผลการล้างที่สะอาดหมดจดตามต้องการ หากมีจานสกปรกไม่มาก ก็สามารถเลือกใช้โปรแกรมล้างด่วนหรือล้างปกติได้ แต่หากมีจานสกปรกมาก ควรเลือกใช้โปรแกรมล้างแบบล้ำลึกเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการล้างที่ดียิ่งขึ้น

5. เลือกใช้น้ำยาล้างจานที่มีคุณภาพ

5. เลือกใช้น้ำยาล้างจานที่มีคุณภาพ

น้ำยาล้างจานมีส่วนสำคัญในการช่วยขจัดคราบสกปรกและไขมันออกจากจาน การเลือกใช้น้ำยาล้างจานที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกใช้น้ำยาล้างจานที่เหมาะสมกับเครื่องล้างจานของคุณ และอ่านคำแนะนำการใช้งานบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด

สรุปบทความ

ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมจานก่อนล้าง การวางจานอย่างถูกวิธี การเลือกใช้โปรแกรมและน้ำยาล้างจานที่เหมาะสม รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องล้างจานด้วยการทำความสะอาดเป็นประจำ เมื่อปฏิบัติตามเคล็ดลับเหล่านี้แล้ว คุณจะสามารถใช้งานเครื่องล้างจานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจานของคุณจะสะอาดหมดจด ไร้คราบสกปรกและไขมันตกค้างหลงเหลืออยู่เลยทีเดียว

ใครที่กำลังคิดว่าจะซื้อเครื่องล้างจานมาใช้เพื่อความสะดวกสบายและประหยัดเวลา แต่ไม่รู้ว่าจะซื้อที่ไหน แนะนำให้ไปที่หน้าเว็บ Tecnogas ของเราที่มีอุปกรณ์เครื่องครัวให้เลือกมากมาย ซึ่งเครื่องล้างจานที่เรานำเข้ามานั้นมีดีไซน์เรียบหรู เหมาะกับครัวทุกสไตล์ โปรแกรมตอบโจทย์การใช้งาน!

รวม 5 ตำแหน่งการวางไมโครเวฟที่ควรเลี่ยงหากไม่อยากให้พัง

เตาอบไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในครัวเรือน เนื่องจากให้ความสะดวกและประหยัดเวลาในการอุ่นและปรุงอาหาร อย่างไรก็ตาม การเลือกตำแหน่งการวางไมโครเวฟที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานและประสิทธิภาพการทำงานได้

รวม 5 ตำแหน่งการวางไมโครเวฟที่ควรเลี่ยงหากไม่อยากให้พัง

ดังนั้น เราจึงรวม 5 ตำแหน่งที่ไม่ควรวางเตาอบไมโครเวฟไว้ที่นี่แล้ว เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนานมากยิ่งขึ้น

ทำไมตำแหน่งวางไมโครเวฟถึงสำคัญ

ทำไมตำแหน่งวางไมโครเวฟถึงสำคัญ

เตาอบไมโครเวฟทำงานโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่ไมโครเวฟเพื่อให้ความร้อนแก่อาหาร ในระหว่างการทำงาน ตัวเครื่องจะปล่อยความร้อนออกมา ดังนั้นหากวางไมโครเวฟในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ความร้อนที่สะสมอาจส่งผลกระทบทั้งต่อตัวเครื่องเองและสภาพแวดล้อมบริเวณโดยรอบได้ นอกจากนี้ บางตำแหน่งอาจทำให้เตาไมโครเวฟได้รับความร้อนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น ส่งผลให้ทำงานหนักขึ้นและสิ้นเปลืองพลังงานมากยิ่งขึ้น 

5 ตำแหน่งที่ควรเลี่ยงในการวางเตาอบไมโครเวฟใช้งาน

5 ตำแหน่งที่ควรเลี่ยงในการวางเตาอบไมโครเวฟใช้งาน

รวม 5 ตำแหน่งที่ไม่ควรวางเตาอบไมโครเวฟไว้ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งาน หรือทำให้เสียประสิทธิภาพในการทำงานได้

1. วางไมโครเวฟเหนือตู้เย็น

การวางไมโครเวฟเหนือตู้เย็นนับเป็นตำแหน่งที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากตู้เย็นเป็นแหล่งกำเนิดความร้อน ซึ่งอาจส่งผลทำให้เตาอบไมโครเวฟต้องทำงานหนักกว่าปกติ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความร้อนมากเกินไป นอกจากนี้หากเกิดการรั่วซึมของสารทำความเย็น ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อไมโครเวฟได้เช่นกัน การเพิ่มระยะห่างระหว่างเตาไมโครเวฟและตู้เย็น จะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และยืดอายุการใช้งานของเตาไมโครเวฟให้ยาวนานขึ้น

2. วางไมโครเวฟชิดผนัง

การวางไมโครเวฟจะทำให้ระบายความร้อนออกจากเครื่องได้ไม่สะดวก ส่งผลให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้นกว่าปกติ เร่งให้ชิ้นส่วนต่างๆ เสื่อมสภาพเร็วขึ้น นอกจากนี้ การวางไมโครเวฟชิดผนังยังอาจทำให้ผนังร้อนจัด และอาจเป็นอันตรายหากผนังเป็นวัสดุไวไฟ เช่น ไม้อัด หรือวอลล์เปเปอร์ ควรเว้นระยะห่างจากผนังอย่างน้อย 10-15 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทและระบายความร้อนได้สะดวก

3. วางไมโครเวฟในตู้ครัวแบบปิด

การวางไมโครเวฟในตู้ครัวแบบปิดทึบมิดชิด ถือเป็นตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากภายในตู้มีอากาศถ่ายเทและระบายความร้อนได้ยาก ทำให้เตาไมโครเวฟต้องทำงานหนักขึ้น หากจำเป็นต้องวางไมโครเวฟในตู้ ให้เลือกตู้ที่มีช่องระบายอากาศด้านหน้า หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศเสริม นอกจากนี้ ควรหมั่นเปิดประตูตู้ทิ้งไว้เมื่อใช้งานเตาไมโครเวฟเสร็จ เพื่อช่วยระบายความร้อนด้วย

4.  วางไมโครเวฟเหนือเตา

การวางไมโครเวฟเหนือเตาหุงต้ม เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่ไม่ควรทำ เนื่องจากเมื่อใช้งานเตาหุงต้ม ความร้อนจะลอยขึ้นมาสู่เตาไมโครเวฟโดยตรง ทำให้เตาไมโครเวฟต้องรับความร้อนสูง อาจทำให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในเสียหาย อีกทั้งหากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้หรือการระเบิดจากเตาหุงต้มได้อีกด้วย ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการวางเตาอบไมโครเวฟเหนือเตาหุงต้ม โดยเว้นระยะห่างมากพอที่จะปลอดภัยจากความร้อนและสารเคมีต่างๆ

5.  วางไมโครเวฟใกล้ก๊อกน้ำ

ไม่ควรวางไมโครเวฟใกล้กับก๊อกน้ำหรือแหล่งน้ำอื่นๆ เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย น้ำและไอน้ำสามารถซึมผ่านเข้าไปในตัวเครื่องได้ ส่งผลให้วงจรไฟฟ้าเสียหาย หรือการลัดวงจร จึงควรเว้นระยะห่างจากก๊อกน้ำ เพื่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนานของเตาไมโครเวฟ

สรุปบทความ

สรุปบทความ

ไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และสะดวกสบายต่อการใช้งานในครัวเรือน แต่การเลือกตำแหน่งวางที่ถูกต้องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน หากวางไมโครเวฟในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่ออายุการใช้งานและประสิทธิภาพการทำงานของเตาไมโครเวฟได้ ตำแหน่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ เหนือตู้เย็น ชิดผนัง ในตู้ครัวแบบปิดทึบ เหนือเตาหุงต้ม และก๊อกน้ำ เนื่องจากบริเวณเหล่านี้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือมีความเสี่ยงจากน้ำ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่อาจทำให้เตาไมโครเวฟเสื่อมสภาพและพังก่อนเวลาอันควร 

ถ้าคุณสนใจจะซื้อไมโครเวฟมาไว้ใช้ เลือกซื้อได้ที่หน้าเว็บของ Tecnogas เรามีไมโครเวฟ เตาอบทั้งแบบตั้งโต๊ะ และแบบฝังเฟอร์นิเจอร์มาให้ได้เลือกสรร ชอบแบบไหน นำใส่ตะกร้าได้เลย!

แนะ 5 ขั้นตอนทำความสะอาดเครื่องล้างจานให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

เครื่องล้างจานเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความสำคัญมากในครัวเรือน ช่วยประหยัดเวลาในการล้างจานได้อย่างเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จานไม่สะอาด หรือเกิดคราบตะกรันสะสมได้

แนะ 5 ขั้นตอนทำความสะอาดเครื่องล้างจานให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 ขั้นตอนในการทำความสะอาดเครื่องล้างจานที่ถูกต้อง เพื่อให้เครื่องล้างจานของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน

เครื่องมือที่ต้องเตรียมก่อนทำความสะอาดเครื่องล้างจาน

เครื่องมือที่ต้องเตรียมก่อนทำความสะอาดเครื่องล้างจาน

ก่อนเริ่มทำความสะอาดเครื่องล้างจาน คุณควรเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ดังนี้ เตรียมผ้าก๊อซหรือผ้านุ่มๆ สำหรับเช็ดทำความสะอาด แปรงขัดฟองน้ำขนาดเล็กสำหรับขัดส่วนที่เป็นมุม น้ำยาล้างจานธรรมดาหรือน้ำยาขจัดคราบสำหรับเครื่องล้างจาน กระบอกฉีดน้ำแรงดันสูงก็จะช่วยขจัดคราบตะกรันได้ดีขึ้น สำลีก้อนหรือกระดาษทิชชูสำหรับเช็ดซับน้ำและคราบสกปรก นอกจากนี้ อย่าลืมสวมถุงมือยางด้วย เพื่อปกป้องมือจากสารเคมีและการขูดขีดต่างๆ เมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้ว ก็พร้อมสำหรับการทำความสะอาดเครื่องล้างจาน

5 ขั้นตอนทำความสะอาดเครื่องล้างจาน เพื่อการทำงานที่เต็มประสิทธิภาพ

การทำความสะอาดเครื่องล้างจานอย่างถูกวิธีนั้นมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเลย เพียงปฏิบัติตามขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ก็จะสามารถรักษาประสิทธิภาพของเครื่องล้างจานให้ดีเยี่ยมได้แล้ว

1. ถอดชิ้นส่วนเครื่องออก

1. ถอดชิ้นส่วนเครื่องออก

ก่อนอื่นให้ถอดชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องล้างจานออกก่อน เช่น ตะแกรงวางจาน ใบพัดน้ำ รวมถึงตัวกรองต่างๆ ทำความสะอาดแยกชิ้น ขจัดคราบสกปรกให้หมดจด เนื่องจากบางครั้งเศษอาหารและคราบสกปรกอาจติดค้างอยู่ตามร่องหรือซอกมุมต่างๆ ของชิ้นส่วนเหล่านี้  เมื่อถอดชิ้นส่วนออกมาหมดแล้ว ล้างน้ำเบาๆ เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ค้างออกไป

2. จัดการทำความสะอาดให้หมดจด

2. จัดการทำความสะอาดให้หมดจด

ใช้แปรงขนอ่อนหรือฟองน้ำขัดถูทำความสะอาดทุกชิ้นส่วนอย่างทั่วถึง ระวังอย่าใช้แปรงหรือวัสดุที่แข็งเกินไป เพราะอาจทำให้พื้นผิวเป็นรอยได้ สำหรับตัวถังของเครื่องล้างจาน ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะสำหรับเครื่องล้างจาน ขัดถูทั่วทั้งบริเวณด้านในและด้านนอก รวมถึงยังต้องดูแลทำความสะอาดท่อระบายน้ำทิ้งด้วย

3. เช็ดภายในชิ้นส่วนให้แห้งสนิท

3. เช็ดภายในชิ้นส่วนให้แห้งสนิท

หลังจากทำความสะอาดเครื่องล้างจานเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเช็ดให้แห้งสนิทเพราะหากยังมีความชื้นค้างอยู่ อาจนำไปสู่ปัญหาเชื้อราและกลิ่นอับได้ เริ่มจากการเช็ดตะแกรงล้างจาน ใบพัดน้ำ และชิ้นส่วนอื่นๆ ด้วยผ้าสะอาดจนแห้งสนิท สำหรับตัวถังภายในของเครื่องล้างจาน ให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง เน้นไปที่มุมอับและซอกซอนต่างๆ เพื่อดูดซับความชื้นให้หมดจด อย่าลืมเปิดประตูเครื่องล้างจานทิ้งไว้สักพักเพื่อระบายอากาศและความชื้นที่เหลืออยู่

4. ประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าที่เดิม

4. ประกอบชิ้นส่วนกลับเข้าที่เดิม

เมื่อทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งสนิทเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ กลับเข้าไปในตำแหน่งเดิม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกชิ้นส่วนถูกประกอบเข้าที่อย่างแน่นหนา มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องล้างจานได้ หลังจากนั้น ให้เติมน้ำยาล้างจานและน้ำยาเติมความเงางามลงในช่องที่เตรียมไว้ ปิดประตูเครื่องล้างจานให้สนิท

5. เปิดเครื่องใช้ฟังก์ชันทำความสะอาดตัวเองอีกครั้ง

5. เปิดเครื่องใช้ฟังก์ชันทำความสะอาดตัวเองอีกครั้ง

หลังจากประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้ากับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการเปิดเครื่องล้างจานและใช้ฟังก์ชันทำความสะอาดเครื่องล้างจานของมันเองอีกครั้ง แม้ว่าจะทำความสะอาดด้วยมือไปแล้วก็ตาม แต่การใช้ฟังก์ชันนี้จะช่วยกำจัดเศษสิ่งสกปรกและคราบตะกรันที่อาจยังค้างอยู่ภายในได้อย่างทั่วถึง หลังจากเครื่องล้างจานทำงานเสร็จสิ้น ให้เปิดประตูทิ้งไว้สักพักเพื่อระบายความร้อนและความชื้น จากนั้นเครื่องล้างจานก็พร้อมสำหรับการใช้งานอีกครั้ง

สรุปบทความ

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการทำความสะอาดเครื่องล้างจานประกอบด้วย การถอดชิ้นส่วนออกมาทำความสะอาด โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะสำหรับเครื่องล้างจานผสมน้ำอุ่นขัดถูให้ทั่วทั้งภายในและภายนอก จากนั้นเช็ดให้แห้งสนิททุกชิ้นส่วน ประกอบกลับเข้าตำแหน่งเดิมอย่างแน่นหนาและเติมน้ำยา ก่อนเปิดฟังก์ชันการทำความสะอาดตัวเองอีกรอบ ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและคราบตะกรันได้อย่างหมดจด ทำให้เครื่องล้างจานสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้อีกครั้ง

ใครที่กำลังคิดว่าจะซื้อเครื่องล้างจาน แต่ไม่รู้ว่าจะซื้อที่ไหน สามารถซื้อได้ที่หน้าเว็บ Tecnogas ของเรา ซึ่งเครื่องล้างจานที่เรานำเข้ามีดีไซน์เรียบหรู เหมาะกับครัวทุกสไตล์!

รวม 11 อาหารแห้งเก็บได้นาน เสบียงยามดึกของคนหิว

อาหารแห้งมักจะเก็บได้นานและง่ายต่อการประกอบอาหาร เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหารมากนัก หรือสำหรับใช้เป็นเสบียงในยามฉุกเฉิน บทความนี้ เราได้รวบรวมอาหารแห้งที่เก็บได้นาน 11 อย่างที่สามารถเก็บได้นานและทำทานง่ายไว้มาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้น อ่านต่อกันเลย

11 อาหารแห้งเก็บได้นาน หิวเมื่อไหร่ ก็ลุกขึ้นมาทำทานได้

อาหารแห้งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหาร หรือต้องการมีอาหารติดบ้านไว้กินยามหิว ด้วยอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดอายุง่ายๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกหิว คุณสามารถลุกขึ้นมาทำอาหารได้ในทันที 

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในอาหารแห้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสะดวกรวดเร็ว และมีรสชาติที่อร่อย มักจะอยู่ในรูปแบบถ้วยกระดาษหรือซองพลาสติก มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย เพียงแค่ต้มน้ำร้อนเทลงไป แล้วปล่อยทิ้งไว้สักพักก็สามารถทานได้แล้ว

2. ข้าวสาร

2. ข้าวสาร

อาหารแห้งที่เก็บได้นานและมีประโยชน์อีกอย่างคือ ข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะมีคุณค่าทางโภชนาการและเส้นใยอาหารสูง สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้ ข้าวสารเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานหลายปี หากเก็บในที่แห้งและปิดผนึกสนิท เมื่อหิวก็สามารถนำมาหุงหรือทำเป็นอาหารจานเดียวได้ง่ายๆ เช่น ข้าวผัด ข้าวกะเพราไข่เจียว เป็นต้น นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังช่วยให้อิ่มท้องได้นานอีกด้วย

3. กุนเชียง

3. กุนเชียง

กุนเชียงเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนไทย เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ผ่านการอบและตากแห้งอย่างดี กุนเชียงจึงสามารถเก็บได้นานหลายเดือนโดยไม่เสียคุณภาพ เมื่อหิวก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ง่าย

4. พาสต้า

4. พาสต้า

พาสต้าเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีอายุการเก็บรักษายาวนาน เนื่องจากผ่านกระบวนการอัดมาอย่างดี พาสต้ามีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าเส้นสปาเกตตี มะกะโรนี และอื่น ๆ โดยทั่วไปพาสต้าสามารถเก็บได้นานประมาณ 1-2 ปี เมื่อต้องการทาน ก็แค่ต้มสุกก่อนคลุกกับซอสต่างๆ ได้ตามใจชอบ เช่น ซอสมะเขือเทศ หรือซอสคาโบนาร่า เท่านี้ก็สามารถมีมื้ออาหารแสนอร่อยได้แล้ว

5. วุ้นเส้น

5. วุ้นเส้น

วุ้นเส้นเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นาน มีลักษณะเป็นเส้นบางๆ เล็กๆ นิยมนำไปผัดและต้มกับผัก เนื้อสัตว์ หรือทำเป็นก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และสุกี้โรล เป็นส่วนผสมที่ต้องมีติดครัวไว้ให้อุ่นใจ

6. เห็ดหอม

6. เห็ดหอม

เห็ดหอมเป็นอาหารแห้งที่นอกจากจะมีรสชาติอร่อยและเก็บรักษาได้นานแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย เห็ดหอมผ่านกรรมวิธีการอบแห้งจนมีลักษณะแข็งและแห้งสนิท สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายเดือน เมื่อต้องการทานก็เพียงแค่แช่น้ำอุ่นเพื่อให้พองตัวก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้ เช่น ผัดกับผักอื่นๆ ทำน้ำซุป หรือใส่ลงในก๋วยเตี๋ยวก็อร่อย

7. ปลาเค็ม

7. ปลาเค็ม

ปลาเค็มเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานหลายเดือน กระบวนการทำปลาเค็มจะผ่านการหมักด้วยเกลือและวิธีการตากแห้งจนแข็งและแห้งสนิท สามารถรับประทานได้เลยเมื่อต้องการ หรือนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู 

8. ผักดองกระป๋อง

8. ผักดองกระป๋อง

ผักดองกระป๋องเป็นผักที่ผ่านกระบวนการหมัก จึงมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน ผักดองกระป๋องมีให้เลือกหลายชนิด ทั้งผักกาดดอง แตงกวาดอง มะเขือเทศดอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติและความกรอบให้กับอาหารมากขึ้น สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย หรือทำเป็นเครื่องเคียงก็ได้

9. ปลากระป๋อง

9. ปลากระป๋อง

ปลากระป๋องเป็นอาหารแห้งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ สามารถรับประทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น มีให้เลือกหลายชนิด เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ เป็นต้น อุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น ยำปลากระป๋อง

10. หมูหย็อง

10. หมูหย็อง

หมูหย็องเป็นอีกหนึ่งอาหารแห้งที่เก็บได้นานที่ได้รับความนิยมมาก ทำจากหมูเนื้อแดงปรุงรสที่ต้มให้เปื่อยจนงวด แล้วนำไปผัดจนแห้งพร้อมทั้งขยี้ให้เป็นฝอย สามารถทานได้ทันที หรือนำมาโรยข้าวก็อร่อย

11. ปลาหมึกแห้ง

11. ปลาหมึกแห้ง

ปลาหมึกแห้งเป็นอาหารทะเลชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถเก็บรักษาได้นาน ปลาหมึกจะถูกนำมาผ่านกระบวนการตากแห้งจนมีลักษณะแข็งและสามารถเก็บได้นานหลายเดือน เมื่อต้องการทานก็นำมาแช่น้ำอุ่นเพื่อให้พองตัว แล้วจึงนำไปประกอบอาหาร เช่น ผัดกับผัก ทำน้ำพริก หรือปรุงรสต่างๆ ปลาหมึกแห้งไม่เพียงมีรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุจำเป็นต่างๆ อีกด้วย

สรุปบทความ

อาหารแห้งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหาร หรือต้องการมีเสบียงติดบ้านไว้กินยามหิว เนื่องจากมีอายุการเก็บรักษายาวนาน ทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดอายุ แถมยังเป็นวัตถุดิบที่ดี สามารถสรรค์สร้างมื้ออาหารอร่อย ๆ ได้จากอาหารแห้งเหล่านี้อีกด้วย

ทาง Tecnogas หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่ใช่น้อย และถ้าหากต้องการเลือกซื้อเครื่องครัวยุโรป ก็สามารถเลือกซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ของเรา

มือใหม่เข้าครัวต้องรู้! ควรมีเครื่องปรุงอาหารอะไรติดครัวในบ้าน

การทำอาหารเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือกระทั่งคนที่ชำนาญแล้ว การมีเครื่องปรุงอาหารติดบ้านจะช่วยให้การปรุงอาหารง่ายขึ้นและช่วยประหยัดเวลาในการวางแผนและซื้อของ

มือใหม่เข้าครัวต้องรู้! ควรมีเครื่องปรุงอาหารอะไรติดครัวในบ้าน

สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นทำอาหาร ควรมีเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นติดบ้านไว้ให้อุ่นใจ

10 เครื่องปรุงอาหารติดครัว สำหรับมือใหม่หัดทำอาหาร

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำอาหาร การมีเครื่องปรุงอาหารพื้นฐานติดบ้านจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างง่ายดายและมีรสชาติที่อร่อย โดยทั่วไปแล้ว รสชาติของอาหารจะประกอบไปด้วย 4 รสหลัก ได้แก่ หวาน เค็ม เปรี้ยว และเผ็ด ต่อไปนี้จะเป็น 10 เครื่องปรุงอาหารที่ควรมีติดครัวไว้

1. น้ำปลา

1. น้ำปลา

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับการปรุงอาหารไทย เพราะมันให้รสชาติเค็มและมีกลิ่นหอมที่โดดเด่น น้ำปลาช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ต้ม หรือทอด คุณสามารถใช้น้ำปลาในการปรุงอาหารทุกประเภท นอกจากนี้ น้ำปลายังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

2. น้ำตาล

2. น้ำตาล

น้ำตาลเป็นเครื่องปรุงอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรขาดในครัว เนื่องจากน้ำตาลช่วยเสริมรสชาติหวานให้กับอาหาร ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน สำหรับมือใหม่ การมีน้ำตาลติดครัวจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย และปรับแต่งรสชาติได้ตามต้องการ

3. พริกป่น

3. พริกป่น

พริกป่นเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับมือใหม่ เนื่องจากช่วยเสริมรสชาติเผ็ดและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับอาหาร พริกป่นมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นพริกป่นขาว พริกป่นสวน พริกป่นกะเหรี่ยง หรือพริกป่นเม็ดพริกชนิดอื่นๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ความเผ็ดและกลิ่นหอมที่แตกต่างกัน

4. น้ำมันหอย

4. น้ำมันหอย

น้ำมันหอยเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งช่วยเสริมรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหารได้เป็นอย่างดี น้ำมันหอยมักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารไทยหลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอย และเครื่องจิ้ม

5. พริกไทย

5. พริกไทย

พริกไทยเป็นเครื่องเทศที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารในหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทย การมีพริกไทยติดครัวจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมและมีกลิ่นหอมที่น่าลิ้มลอง

6. ซอสปรุงรส

6. ซอสปรุงรส

ซอสปรุงรสเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีประโยชน์มากสำหรับมือใหม่ เพราะไม่ต้องมีพื้นฐานการทำอาหารมากมาย ก็สามารถใช้ซอสปรุงรสให้อาหารอร่อยได้ แถมยังช่วยให้คุณประหยัดเวลาอีกด้วย ซอสปรุงรสมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสบาร์บีคิว เป็นต้น

7. ผงชูรส

7. ผงชูรส

ผงชูรสเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่สำคัญสำหรับมือใหม่ เนื่องจากสามารถเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งพื้นฐานการทำอาหารที่ดีมาก ผงปรุงรสประกอบด้วยรสชาติหลักๆ เช่น รสเค็ม รสหวาน และรสอื่นๆ ที่ช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างลงตัว

8. เกลือ

8. เกลือ

เกลือถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นที่สุดสำหรับมือใหม่ เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการเสริมรสชาติเค็มให้กับอาหาร นอกจากนี้เกลือยังช่วยเสริมรสชาติของวัตถุดิบอื่นๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรใช้เกลือในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากการบริโภคเกลือมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

9. ซีอิ๊วขาว

9. ซีอิ๊วขาว

ซีอิ๊วขาวเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีรสชาติหอม มักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารจีนและอาหารเอเชียอื่นๆ อย่างแพร่หลาย  นอกจากนี้ซีอิ๊วขาวยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนมหรือเบเกอรี่ได้อีกด้วย

10. ซีอิ๊วดำ

10. ซีอิ๊วดำ

ซีอิ๊วดำเป็นเครื่องปรุงอาหารชนิดหนึ่งที่มีรสชาติเข้มข้น มักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารซุป และอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ ซีอิ๊วดำสามารถนำมาใช้ในการปรุงอาหารดองได้อีกด้วย ด้วยรสชาติที่เข้มข้นและมีเอกลักษณ์ ซีอิ๊วดำจึงเป็นเครื่องปรุงที่ช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างดี ควรมีติดครัวไว้

สรุปบทความ

การมีเครื่องปรุงอาหารติดครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นการทำอาหาร เพราะจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างง่ายดายและมีรสชาติที่อร่อย แถมยังช่วยประหยัดเวลาอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์ภายในครัวอยู่ Tecnogas นำเข้าเครื่องครัวยุโรปที่ดีไซน์สวย ทันสมัยและทำจากวัสดุคุณภาพดีเยี่ยม รับประกันความสะดวกและความปลอดภัย ส่งเสริมให้การทำอาหารของคุณง่ายขึ้น!

แชร์ 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้ดูน่าทานเหมือนอยู่ร้านอาหาร

การจัดจานอาหารนั้นมีความสำคัญไม่แพ้การปรุงรสให้อร่อยเลย เพราะการตกแต่งและวิธีการจัดเสิร์ฟนั้นส่งผลต่อประสบการณ์การรับประทานโดยตรง

แชร์ 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้ดูน่าทานเหมือนอยู่ร้านอาหาร

จานอาหารที่ดูน่ารับประทานและจัดวางอย่างพิถีพิถันจะช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยของเมนูนั้นๆ ยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำในการรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ด้วย หากคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหารที่บ้าน ไม่ควรมองข้ามการจัดจานให้ดูน่าทาน

ทำไมการจัดจานอาหารให้น่าทานถึงสำคัญ

การจัดจานอาหารให้ดูน่าทานจะเพิ่มอรรถรสในการรับประทานให้สูงขึ้น ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสของอาหารนั้น สายตาจะเป็นประสาทสัมผัสแรกที่ได้สัมผัสกับเมนูอาหารนั้นๆ ก่อน การจัดวางและตกแต่งที่ดูน่ารับประทานจึงเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่จะทำให้ผู้รับประทานรู้สึกอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น

5 เทคนิคจัดจานอาหารให้น่าทาน ที่มือใหม่ก็ทำได้

บทความนี้จะพาไปดู 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้น่าทาน ถ้าได้ลองทำแล้ว รับรองว่าจะเซอร์ไพรส์และเป็นที่จดจำแน่นอน! จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

1. เลือกสีจานให้ตัดกับอาหาร

1. เลือกสีจานให้ตัดกับอาหาร

เทคนิคการเลือกสีจานให้ตัดกับสีของอาหารนั้นถือเป็นวิธีการจัดจานที่ง่ายที่สุด เพราะสีจานที่ตัดกันกับอาหารจะช่วยให้อาหารนั้นดูโดดเด่นและน่าทาน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีอาหารสีเข้ม เช่น สเต๊กเนื้อ หรือผัดกะเพราหมูสับ ให้เลือกจานสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือเหลืองอ่อน ในทางกลับกันหากอาหารมีสีอ่อน ให้นำมาวางบนจานสีเข้ม เช่น สีดำ เทคนิคนี้ทำให้อาหารดูโดดเด่น กระตุ้นความอยากอาหารได้มากยิ่งขึ้น

2. ใช้ที่รองจานเพิ่มความน่าสนใจ

2. ใช้ที่รองจานเพิ่มความน่าสนใจ

การใช้ที่รองจานมาเป็นส่วนประกอบในการจัดจานนั้นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และยกระดับให้กับอาหารจานนั้นๆ ซึ่งที่รองจานมีให้เลือกหลากหลายวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ทำจากไม้ กระเบื้อง เมลามีน หรืออื่นๆ เพียงแค่เลือกลวดลายและวัสดุที่เข้ากับสไตล์จานอาหาร ก็สามารถสร้างจุดสนใจและเปลี่ยนอาหารธรรมดาๆ ให้กลายเป็น fine dining ได้ 

3. ไม่วางจนล้น แต่ให้เหลือพื้นที่รอบจาน

3. ไม่วางจนล้น แต่ให้เหลือพื้นที่รอบจาน

เทคนิคนี้อาจฟังดูง่ายแต่หลายคนมักทำพลาดกันบ่อยๆ สำหรับการจัดจานอาหารให้ดูน่าทาน คุณไม่ควรวางอาหารจนเต็มจานจนแน่น แต่ควรจัดวางในลักษณะที่มีพื้นที่ว่างบริเวณขอบจานเล็กน้อย เทคนิคนี้จะทำให้จานดูสบายตา และไม่อึดอัด นอกจากนี้ พื้นที่ว่างรอบจานนั้นยังสามารถนำเครื่องเคียงอื่นๆ มาตกแต่งได้อีกด้วย เช่น สลัดผัก หรือแม้กระทั่งดอกไม้ประดับจานเพื่อความสวยงาม

4. ราดซอสลงบนจานอย่างมีชั้นเชิง

4. ราดซอสลงบนจานอย่างมีชั้นเชิง

หนึ่งในเคล็ดลับการจัดจานอาหารให้ดูน่าทานคือการราดหรือวางซอสอย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่ราดหรือวางลงบนจานส่งๆ การสร้างลวดลายหรือทิศทางการไหลของซอสจะเพิ่มมิติให้กับเมนูนั้นๆ เช่น ราดเป็นจุดๆ บนจาน การราดซอสแบบนี้จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและไม่ทำให้จานดูจืดชืดเกินไป

5. ตกแต่งให้ดูสวยงามปิดท้ายด้วยผักหรือเครื่องเทศ

5. ตกแต่งให้ดูสวยงามปิดท้ายด้วยผักหรือเครื่องเทศ

หลังจากจัดวางองค์ประกอบหลักๆ ลงบนจานแล้ว สิ่งสุดท้ายที่จะนำมาตกแต่งเพื่อเพิ่มความสวยงามและสร้างจุดสนใจให้กับจานอาหารคือผักสดและเครื่องเทศต่างๆ เพียงแค่โรยหรือวางประดับตรงจุดที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มสีสันและกลิ่นหอมแก่จานอาหารได้อย่างลงตัวแล้ว 

สรุปบทความ

การจัดจานนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับคนทั่วไป ด้วยการนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพียงเล็กน้อย คุณก็สามารถตกแต่งจานอาหารของตัวเองให้ดูน่าทานราวกับเป็นมืออาชีพได้แล้ว 

และหากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่สวย ปลอดภัย และทันสมัย Tecnogas นำเข้าเครื่องครัวยุโรปที่มาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกและระบบความปลอดภัยสูง และด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและวัสดุคุณภาพดีเยี่ยม จึงตอบโจทย์คนรักการทำอาหารอย่างแน่นอน

แจก 4 สูตรมันบด เอาใจคนรักมันฝรั่งแบบไม่มีเบื่อ

ใครจะรู้ว่ามันฝรั่งธรรมดาๆ ที่เราเคยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นเมนูมันบดสุดอร่อยได้อย่างน่าทึ่ง

แจก 4 สูตรมันบด เอาใจคนรักมันฝรั่งแบบไม่มีเบื่อ

เพียงแค่ใช้เทคนิคนิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนรสชาติเพลนๆ ให้เป็นรสที่หอมหวานนุ่มละมุนได้ บทความนี้ได้รวบรวมวิธีทำมันบดหลากหลายแบบมาให้ มาดูกันว่ามีสูตรมันบดแบบไหนกันบ้าง

วิธีเลือกมันฝรั่งในการทำเมนูมันบด

วิธีเลือกมันฝรั่งในการทำเมนูมันบด

การเลือกมันฝรั่งที่มีคุณภาพดีเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำมันบดออกมาอร่อยและนุ่มเนียน มันฝรั่งที่ดีควรมีลักษณะเป็นรูปรีคงทรง ไม่บอบช้ำหรือมีรอยแตกร้าว เมื่อกดแล้วมีความกระชับ นุ่มนิดหน่อย เลือกซื้อมันฝรั่งสดๆ ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวไม่นานจะได้รสชาติดีที่สุด

4 สูตรมันบดแสนง่าย ทำเมื่อไหร่ก็อร่อย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักมันบด เรามีสูตรมันบด 4 สูตรเด็ดมาฝากที่จะทำให้คุณได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ของมันบดอย่างไม่มีเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนรักมันบดตัวจริง หรือใครที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมนูนี้มาก ก็สามารถทำตามสูตรโดยใช้เตาอบหรือเตาแก๊สได้อย่างง่ายดาย

1. สูตรมันบดราดน้ำเกรวี่

1. สูตรมันบดราดน้ำเกรวี่

เริ่มต้นด้วยสูตรมันบดสุดคลาสสิกที่ใครๆ ก็สามารถทำกันได้ ซึ่งก็คือมันบดเนียนนุ่มราดด้วยน้ำเกรวี่นั่นเอง รสชาติหอมอร่อย กลมกล่อม เป็นเมนูง่ายๆ ที่สามารถนำไปรับประทานคู่กับสเต๊กเนื้อได้อย่างลงตัว 

วัตถุดิบ: 

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • เนยรสจืด 75 กรัม
  • นมสด 185 มล.
  • Heavy cream 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำมันบด: 

  1. หันมันฝรั่งให้เป็นเต๋า 
  2. ใส่มันฝรั่งลงในหม้อพร้อมกับเติมน้ำ และใส่เกลือป่นเข้าไป 
  3. ต้มจนมันฝรั่งนุ่ม แล้วค่อยๆ กรองน้ำออก
  4. ละลายเนยในกระทะ จากนั้นเติมนมและ heavy cream ลงไป ต้มจนเริ่มเดือดแล้วยกออกจากเตา
  5. บดมันฝรั่งให้เนียนนุ่ม จากนั้นใส่เกลือป่น พริกไทยดำป่น และปรุงรสตามชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากัน 

วัตถุดิบของน้ำเกรวี่:

  • น้ำเดือด 565 มล.
  • ซุปก้อนไก่ 1 ก้อน
  • ซุปก้อนเนื้อ 1 ก้อน
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงหัวหอม หรือผงกระเทียม 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
  • เนยรสจืด 60 กรัม
  • แป้งสาลี 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำเกรวี่:

  1. ผสมซุปก้อนทั้ง 2 ชนิดกับน้ำเดือดจนมันละลายเข้าด้วยกัน 
  2. ละลายเนยจืดด้วยไฟกลางด้วยกระทะแยก
  3. เติมผงกระเทียม หรือผงหัวหอม และพริกไทยดำป่นไปผสม
  4. ค่อยๆ เทน้ำซุปที่ผสมไว้ในตอนแรกลงไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นผสมจนเกิดความเหนียวข้น
  5. เติมน้ำซุปที่เหลือลงไป กวนผสมต่อไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 2 นาที จนส่วนผสมหนืดขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ยกขึ้นพร้อมเสิร์ฟ

2. สูตรมันบดอบชีส

2. สูตรมันบดอบชีส

สูตรมันบดอบชีสสำหรับคนรักชีสโดยเฉพาะ ห้ามพลาดสูตรนี้! 

วัตถุดิบมันบดอบชีส:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • เชดดาร์ชีส หรือพาร์มีซานชีส หรือผสมกันก็ได้

วิธีทำมันบดอบชีส:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มจนมันฝรั่งนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. โรยหน้าด้วยชีสตามชอบ จากนั้นนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วนำออกมา พร้อมเสิร์ฟ

3. สูตรมันบดทอด

3. สูตรมันบดทอด

สำหรับคนที่เบื่อมันบดธรรมดาๆ แล้ว ต้องลองสูตรนี้ รับรองว่าใครที่ไม่ชอบความนุ่มเละของมันบดแบบดั้งเดิมจะต้องติดใจสูตรนี้อย่างแน่นอน

วัตถุดิบมันบดทอด:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • แป้งเกล็ดขนมปัง

วิธีทำมันบดทอด:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มมันฝรั่งจนนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วย ตีให้เรียบร้อยเพื่อชุบแป้งขนมปัง
  6. ปั้นมันฝรั่งบดเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วชุบไข่ จากนั้นนำมาคลุกกับเกล็ดขนมปังให้ทั่วทั้งชิ้น (ทำ 2 รอบเพื่อให้ได้แป้งที่หนาและอยู่ตัว)
  7. นำมันฝรั่งไปทอดในน้ำมันให้กรอบ จากนั้นสะเด็ดน้ำมันบนกระดาษซับน้ำมันพร้อมเสิร์ฟ

4. สูตรมันบดชีสพันเบคอน

4. สูตรมันบดชีสพันเบคอน

เมนูนี้เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจคนรักเบคอน ชีสและมันบด มีความอร่อยครบรสจากความเค็มของเบคอน ความหอมของชีส ผสานกับความเนียนนุ่มของมันบด 

วัตถุดิบมันบดอบชีสเบคอน:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • เบคอน ตามชอบ
  • มอสซาเรลล่าชีส

วิธีทำมันบดอบชีสเบคอน:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มมันฝรั่งจนนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. โรยหน้าด้วยชีสและเบคอนตามต้องการ จากนั้นนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีแล้วนำออกมาพร้อมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

ไม่ว่าจะเป็นสูตรมันบดไหนก็ควรเลือกมันฝรั่งที่สดใหม่ เพื่อให้ได้เมนูมันบดที่อร่อยสมบูรณ์แบบ ใครที่สนใจทำกินเองหรือทำขายก็ลองทำตามสูตรเหล่านี้ได้ รับรองว่าอร่อยแสงออกปากอย่างแน่นอน!

นอกจากบทความนี้แล้ว Tecnogas มีบทความดีๆ ให้ติดตามอีกมากห้ามพลาดเป็นอันเด็ดขาด และที่ห้ามพลาดยิ่งกว่านั้นก็คือเครื่องครัวยุโรปที่ทาง Tecnogas นำเข้ามาขาย การันตีคุณภาพและความสวยงามของเครื่องครัวหลากหลายสไตล์ สามารถตามส่องกันได้ที่หน้าเว็บเลย!

จัดเต็ม 5 เมนูเด็กหอ อิ่มอร่อยได้ง่าย ๆ ด้วยกระทะไฟฟ้า

สำหรับใครที่เป็นเด็กหอหรือต้องการเมนูง่าย ๆ ประหยัดงบ แต่อร่อยได้สไตล์นักศึกษา วันนี้เรามีสูตรเมนูเด็กหอถึง 5 เมนู ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยกระทะไฟฟ้าใบเดียว

จัดเต็ม 5 เมนูเด็กหอ อิ่มอร่อยได้ง่าย ๆ ด้วยกระทะไฟฟ้า

ประกอบอาหารได้อย่างสะดวกสบาย อร่อยถูกถูกปาก แถมยังประหยัดงบการทำอาหารได้อีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปดูสูตรเมนูเด็กหอกันเลย!

ทำไมกระทะไฟฟ้าถึงตอบโจทย์การทำเมนูเด็กหอ

ทำไมกระทะไฟฟ้าถึงตอบโจทย์การทำเมนูเด็กหอ

เด็กหอต้องการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เตาไฟฟ้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีราคาไม่แพง ฟังก์ชันการทำงานหลากหลาย ทั้งการต้ม ผัด แกง และทอด นอกจากนี้เตาไฟฟ้ายังประหยัดพลังงานและง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย จึงคุ้มค่าสำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการความสะดวก

5 สูตรเมนูเด็กหอ ทำง่าย อิ่มอร่อยแบบประหยัดงบ

บทความนี้ เราได้คัดสรรมาให้แล้ว 5 สูตรเมนูเด็กหอ ที่เหมาะกับทั้งสายคลีน สายกินคู่กับข้าว และสายอาหารจานเดียว

1. ข้าวผัดปลากระป๋อง

1. ข้าวผัดปลากระป๋อง

ข้าวผัดปลากระป๋องเป็นเมนูเด็กหอยอดนิยมที่ทำง่าย อร่อย ราคาไม่แพง และอุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ทำให้อิ่มท้องนาน แถมยังประหยัดงบอีกด้วย

ส่วนผสม:

  • ข้าวสวย 2 ถ้วยตวง
  • ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • หอมแดง 2 หัว
  • กระเทียมสับ 3 กลีบ
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • ซอสปรุงรส เช่น ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว
  • ผักสดตามชอบ เช่น  กะหล่ำปลี คะน้า
  • น้ำมันพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้าพร้อมกับใส่น้ำมันลงกระทะ และรอให้น้ำมันร้อนได้ที่
  2. ใส่หอมแดงและกระเทียม จากนั้นผัดจนหอมแล้วตามด้วยไข่สองฟอง
  3. ใส่ปลากระป๋อง พริกไทย และซอสปรุงรสลงผัดรวมกับไข่
  4. ใส่ข้าวสวยและผักลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นก็สามารถปรุงรสเพิ่มตามใจชอบ

2. ผัดมาม่าไส้กรอก

2. ผัดมาม่าไส้กรอก

ผัดมาม่าไส้กรอกเป็นเมนูเด็กหออาหารจานเดียวที่อร่อยและได้พลังงานสูง ส่วนผสมหลักคือ มาม่ากึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก และผักต่างๆ อร่อยถูกใจวัยเรียนอย่างแน่นอน

ส่วนผสม:

  • มาม่ากึ่งสำเร็จรูป 1-2 ซอง
  • ไส้กรอกหั่นชิ้น  
  • ผักตามชอบ เช่น กะหล่ำซอย เป็นต้น
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้าเพื่อต้มมาม่ากึ่งสำเร็จรูป
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน และรอให้ร้อน
  3. ผัดไข่ให้สุกได้ที่ แล้วใส่ไส้กรอก กะหล่ำซอยเข้าไป 
  4. ใส่เส้นมาม่า และซอสปรุงรสของมาม่า (สามารถใส่ซอสชนิดอื่นๆ ได้ตามชอบ)
  5. ผัดจนส่วนผสมสุกเข้ากัน และพร้อมเสิร์ฟ

3. ผัดมักกะโรนีไก่

3. ผัดมักกะโรนีไก่

ผัดมักกะโรนีไก่เป็นเมนูเด็ดสำหรับเด็กหอ ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ทำง่ายด้วยเตาไฟฟ้าเพียงใบเดียว

ส่วนผสม:

  • เส้นมักกะโรนี 1-2 ถ้วย
  • เนื้อไก่ชิ้น 200 กรัม
  • ซอสมะเขือเทศ 3-4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1-2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ชีสบด 1-2 แผ่น (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • พริกไทยป่น

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้า ต้มน้ำให้เดือด ใส่เส้นมะกะโรนีลงไปต้ม 8-10 นาทีจนนิ่มได้ที่ แล้วแยกเอาน้ำออก
  2. ตั้งกระทะพร้อมใส่น้ำมัน จากนั้นรอให้ร้อนได้ที่
  3. ใส่เนื้อไก่ลงไปผัด ตามด้วยไข่ไก่และซอสมะเขือเทศ 
  4. ปิดเตาแล้วใส่เส้นมะกะโรนีเข้าไปผัด จากนั้นวางแผ่นชีสแล้วใส่พริกไทยป่นเพิ่มความหอมให้กับผัดมะกะโรนี

4. กะเพราหมูสับ

4. กะเพราหมูสับ

ข้าวกะเพราหมูสับเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เด็กหอ เพราะทำง่าย รวดเร็ว แถมยังรสชาติอร่อย เข้าใจง่ายอีกด้วย

ส่วนผสม:

  • ข้าวสวย 1 จาน
  • หมูสับ 150 กรัม
  • ใบกะเพราสด 1 ถ้วย
  • กระเทียมสับ 4 กลีบ
  • พริกขี้หนูสับ 3 เม็ด
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้า ใส่น้ำมันลงกระทะแล้วรอให้ร้อน
  2. ผัดกระเทียม และพริกขี้หนูจนหอม
  3. ใส่หมูสับลงไปผัดให้สุก
  4. ใส่ใบกะเพราและเครื่องปรุง เช่น น้ำปลา คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  5. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย 
  6. จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ

 5. สุกี้น้ำหมู

5. สุกี้น้ำหมู

สุกี้น้ำหมูเป็นอาหารจานเดียวที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตจากเส้นบะหมี่ โปรตีนจากหมูสับ และวิตามิน แร่ธาตุจากผักสดชนิดต่างๆ เหมาะสำหรับเด็กหอที่ต้องการเมนูอร่อยและทำง่าย

ส่วนผสม:

  • วุ้นเส้นแช่น้ำ 1 ซอง
  • หมูชิ้นตามต้องการ
  • ไข่ไก่
  • ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย ต้นหอม และอื่น ๆ ตามต้องการ
  • ซีอิ๊ว เกลือ พริก น้ำตาลทราย ตามชอบ
  • น้ำจิ้มสุกี้

วิธีทำ:

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำร้อนบนเตาไฟฟ้า พร้อมใส่เส้นสุกี้ลงไป
  2. เมื่อเส้นสุกได้ที่ ใส่เนื้อหมูลงไปต้มด้วย
  3. นำผักต่าง ๆ ใส่เข้าไปในหม้อต้ม ปรุงรสเบา ๆ ด้วยซีอิ๊ว น้ำตาล ฯลฯ
  4. เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว สามารถเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ได้เลย

สรุปบทความ

ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดปลากระป๋อง ผัดมาม่าไส้กรอก ผัดมักกะโรนีไก่ กะเพราหมูสับ หรือสุกี้น้ำหมู ทุกเมนูล้วนมีส่วนผสมที่หาง่าย ทำได้ไม่ยาก มีค่าใช้จ่ายไม่สูง แถมยังให้พลังงานและสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของเด็กหออีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยคือเตาไฟฟ้า ที่ช่วยให้เมนูเด็กหอง่ายขึ้นเป็นกอง น้อง ๆ คนไหนอยากประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องมีเตาไฟฟ้าติดห้อง เลือกซื้อได้ที่ Tecnogas เลย!

รวม 7 เมนูแคลน้อย สุขภาพดี ทำทานได้ง่ายๆ ที่บ้าน

หลายคนยังไม่รู้ว่าการอดอาหารทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น  เพราะการที่เราปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานาน จะยิ่งไปกระตุ้น Cortisol ให้เพิ่มความอยากอาหารมากขึ้น ส่งผลให้กลับมากินอาหารตามปกติ หรือกินเยอะขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม

รวม 7 เมนูแคลน้อย สุขภาพดี ทำทานได้ง่ายๆ ที่บ้าน

แล้วถ้าอยากลดน้ำหนักจะต้องทำอย่างไรถ้าไม่อดอาหาร? คำตอบคือ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และแคลอรีน้อยนั่นเอง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวม 7 เมนูที่ยังคงความอร่อย แต่ให้พลังงานต่ำ แถมยังทำง่ายๆได้ที่บ้านอีกด้วย

รู้ก่อนทำเมนูแคลน้อย! แคลอรีที่ต้องการต่อวัน คือเท่าไหร่

รู้ก่อนทำเมนูแคลน้อย! แคลอรีที่ต้องการต่อวัน คือเท่าไหร่

โดยทั่วไป ผู้ชายต้องการประมาณ 2,000-2,500 แคลอรีต่อวัน ส่วนผู้หญิงต้องการ 1,600-2,000 แคลอรีต่อวัน อย่างไรก็ตามจำนวนแคลอรีที่ร่างกายต้องการต่อวันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว ความต้องการแคลอรีจากอายุ การทำกิจกรรมในแต่ละวัน และเป้าหมายน้ำหนักที่ต้องการจะมี ดังนั้นก่อนจะทำเมนูแคลน้อยเมนูโปรด ต้องคำนวณปัจจัยต่อไปนี้ก่อน

วิธีคำนวณแคลอรีที่ร่างกายต้องการต่อวัน

มาดูวิธีคำนวณแคลอรีกันเลยดีกว่า ซึ่งผู้หญิงกับผู้ชายจะมีการคำนวณที่แตกต่างกันดังนี้

ผู้หญิง : BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ) 

เช่น นางสาว A มีอายุ 25 ปี ส่วนสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนัก 45 กิโลกรัม

BMR = 665 + (9.6 x 45) + (1.8 x 160) – (4.7 x 25) =1267.5 กิโลแคลอรี

ผู้ชาย : BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ) 

เช่น นาย A มีอายุ 35 ปี ส่วนสูง 170 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม

BMR = 66 + (13.7 x 60) + (5 x 170) – (6.8 x 35) = 1500 กิโลแคลอรี

หลังจากที่คำนวณ BMR แล้ว ให้นำ BMR ที่ได้มาคำนวณกับ TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำต่อ เช่น 

  • นั่งทำงาน (BMR x 1.2)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1-3 วัน (BMR x 1.375)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 วัน (BMR x 1.55)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 6-7 วัน (BMR x 1.725)
  • ออกกำลังกายมากกว่าสัปดาห์ละ 6-7 วัน (BMR x 1.9)

เช่น นางสาว A นั่งทำงานทั้งวัน (1267.5 x 1.2) สามารถรับประทานอาหารได้ 1521 กิโลแคลอรี เป็นต้น

7 เมนูแคลน้อย ตอบโจทย์คนอยากลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี

เมนูแคลน้อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสมดุลจะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ ซึ่งเมนูแคลน้อยที่ว่ามีดังนี้

1. ก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัม (180 แคลอรี)

1. ก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัม (180 แคลอรี)

หนึ่งในเมนูแคลน้อยที่ต้องบอกว่าทั้งอร่อย ทั้งให้พลังงานและคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนคือก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัมนี้ จะให้พลังงานอยู่ที่ 180 แคลอรี โดยเนื้อหมูสับจะให้พลังงานจากโปรตีน และเส้นก๋วยเตี๋ยวให้คาร์โบไฮเดรต และเนื่องจากใช้น้ำซุปใสแทนน้ำซุปข้น จึงมีแคลอรีต่ำกว่า แถมยังได้วิตามินและแร่ธาตุจากผักที่ใส่เพิ่มเข้าไปอีกด้วย เช่น ต้นหอม ถั่วงอก เป็นต้น 

2. แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม (120 แคลอรี)

2. แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม (120 แคลอรี)

แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม ให้พลังงาน 120 แคลอรี เป็นเมนูแคลน้อยที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีไขมันต่ำเนื่องจากไม่ใช้น้ำมัน โดยได้รสชาติจากการเคี่ยวผักและสมุนไพรจนได้ซุปหอมเข้มข้น เต้าหู้เป็นแหล่งโปรตีนจากพืช ส่วนหมูสับให้โปรตีนจากสัตว์ควบคู่กับผักต่างๆ เช่น ผักกาดขาว แครอท เป็นต้น 

3. ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 200 กรัม (155 แคลอรี)

3. ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 200 กรัม (155 แคลอรี)

ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้เป็นหนึ่งในเมนูแคลน้อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก โดยถั่วงอกอุดมด้วยโปรตีน ใยอาหาร วิตามินและเกลือแร่ จึงทำให้อิ่มท้องได้นาน ส่วนเต้าหู้ก็เป็นแหล่งโปรตีนจากถั่วเหลืองที่ย่อยง่าย เมื่อนำมาผัดรวมกับผักอื่นๆ เช่น ต้นหอม ก็จะได้รับใยอาหารอย่างครบครัน 

4. เกาเหลาเนื้อตุ๋น 280 กรัม (170 แคลอรี)

4. เกาเหลาเนื้อตุ๋น 280 กรัม (170 แคลอรี)

เกาเหลาเป็นอาหารไทยที่มีรสชาติกลมกล่อม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อตุ๋นที่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี เมื่อรับประทานคู่กับผักต่างๆ แล้ว ก็จะได้รับสารอาหารที่หลากหลาย อร่อยแถมยังมีแคลอรีเพียง 170 เท่านั้น ใครที่เป็นสายเนื้อแต่ยังอยากกินเมนูแคลน้อย เมนูนี้ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

5. สุกี้น้ำหมู 250 กรัม (240 แคลอรี)

5. สุกี้น้ำหมู 250 กรัม (240 แคลอรี)

สุกี้น้ำหมูเป็นอาหารจานเดียวที่อร่อยและอิ่มท้อง ส่วนผสมหลักคือเส้นสุกี้ ผักสดหลากชนิด เนื้อหมู และน้ำซุปรสชาติกลมกล่อมจากซอสถั่วเหลืองและเครื่องปรุงรส แถมยังอุดมไปด้วยโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ โปรตีนจากเนื้อหมู คาร์โบไฮเดรตจากเส้นสุกี้ วิตามินและแร่ธาตุจากผักนานาชนิด ตอบโจทย์คนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างดี

6. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 2 โรล (220 แคลอรี)

6. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 2 โรล (220 แคลอรี)

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเป็นเมนูแคลน้อยที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มนวล ทานง่าย รสชาติจะมีความหอมหวาน เปรี้ยวๆ เค็มๆ เมื่อรับประทานคู่กับหอมแดงหั่น พริกแห้ง จะได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น โรลก๋วยเตี๋ยวลุยสวนจะให้พลังงานเพียง 220 แคลอรีเท่านั้น สามารถบริโภคได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดเลย

7. ลาบเห็ด 150 กรัม (145 แคลอรี)

7. ลาบเห็ด 150 กรัม (145 แคลอรี)

ลาบเห็ดเป็นอีกหนึ่งเมนูแคลน้อยที่เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ โดยจะแทนที่เนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วยเห็ดนางฟ้าหรือเห็ดชนิดอื่นๆ ซึ่งนอกจากเห็ดจะเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีแล้ว ยังมีใยอาหาร วิตามินและเกลือแร่ เมื่อคลุกเคล้ากับน้ำปรุงรสจัดจ้านแบบลาบอีสานแล้ว ก็จะได้รสชาติเผ็ดร้อน หอมเครื่องเทศขึ้นไปอีก รับประทานคู่กับผักสดก็เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย ใครที่ชื่นชอบอาหารรสจัด ลาบเห็ดตอบโจทย์อย่างแน่นอน

สรุปบทความ

การลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีนั้น ต้องมีการควบคุมแคลอรีและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเมนูแคลน้อยที่ยกตัวอย่างให้ดูทั้ง 7 เมนู สามารถทำตามกันได้ง่ายๆ เลย 

อย่างไรก็ตาม ใครที่กำลังจะเริ่มต้นทำอาหารแต่ยังไม่มีเตาแก๊สหรือเครื่องครัวอื่นๆ ติดบ้าน สามารถเข้าไปดูได้ที่ Tecnogas ที่ได้นำเข้าเครื่องครัวจากแบรนด์ยุโรปชั้นนำ การันตีคุณภาพระดับสากลให้ทุกคนได้ทำอาหารกันอย่างสะดวกและปลอดภัยในที่เดียวแล้ว

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310