วิธีอบผลไม้แห้งโดยใช้เตาอบ ทำง่าย ประหยัดเวลา เนื้อสัมผัสดี

ผลไม้อบแห้ง

การทำผลไม้แห้งไว้รับประทานเป็นของว่างเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะเตาอบในครัวเรือนสามารถเปลี่ยนผลไม้สดให้กลายเป็นของว่างชั้นดีได้ง่าย ๆ บทความนี้ จะนำเสนอวิธีอบผลไม้แห้งที่ทุกคนทำตามได้ เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มในอย่างลงตัว พร้อมแนะนำเคล็ดลับในแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกผลไม้ไปจนถึงการเก็บรักษา เพื่อให้เราได้ผลไม้แห้งที่อร่อยและเก็บไว้ได้นานที่สุด

วิธีอบผลไม้แห้งโดยใช้เตาอบ

วิธีอบผลไม้แห้งด้วยเตาอบเป็นเทคนิคที่ช่วยถนอมอาหารและเพิ่มรสชาติความอร่อยไปพร้อมกัน เพียงทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ทั้ง 8 ขั้นตอนนี้ เราก็สามารถสร้างสรรค์ผลไม้แห้งโฮมเมดที่สะอาด ปลอดภัย และมีเนื้อสัมผัสตามต้องการได้ไม่ยาก ซึ่งแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียดที่สำคัญแตกต่างกันไป

1. เลือกผลไม้สดที่คุณต้องการอบ

จุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการเลือกผลไม้ที่สดใหม่และมีความสุกกำลังดี เนื้อต้องไม่แข็งหรือเละเกินไป ผลไม้ที่นิยมนำมาทำผลไม้แห้ง ได้แก่ กล้วย แอปเปิล มะม่วง สับปะรด สตรอว์เบอร์รี หรือแอปริคอต การเลือกผลไม้ที่มีคุณภาพดีจะส่งผลโดยตรงต่อรสชาติและเนื้อสัมผัสของผลไม้แห้งที่ได้ ทำให้มีความหวานตามธรรมชาติและกลิ่นหอมชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งรสชาติเพิ่มเติม

2. ล้างและหั่นผลไม้ให้บางเท่ากัน

นำผลไม้ที่เลือกไว้มาล้างทำความสะอาดให้หมดจดและซับให้แห้ง จากนั้นหั่นผลไม้เป็นชิ้นบาง ๆ ที่มีความหนาเท่ากันทุกชิ้น โดยความหนาที่แนะนำคือประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร การหั่นให้มีความหนาสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผลไม้ทุกชิ้นแห้งพร้อมกันอย่างทั่วถึง ป้องกันปัญหาบางชิ้นไหม้ในขณะที่บางชิ้นยังแฉะอยู่ การใช้อุปกรณ์ช่วยหั่นจะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น

3. แช่ในน้ำเกลือหรือน้ำมะนาว

สำหรับผลไม้บางชนิด เช่น แอปเปิล หรือกล้วย ซึ่งมักจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเมื่อสัมผัสกับอากาศ เราสามารถป้องกันปัญหานี้ได้โดยการนำผลไม้ที่หั่นแล้วไปแช่ในน้ำที่ผสมน้ำมะนาวหรือเกลือเล็กน้อย ประมาณ 5-10 นาที กรดอ่อน ๆ จะช่วยรักษาสีสันของผลไม้ให้ดูสดใสน่ารับประทานหลังจากการอบเสร็จสิ้น จากนั้นนำขึ้นมาซับน้ำส่วนเกินออกเบา ๆ ให้แห้งหมาด

4. เรียงผลไม้ลงบนถาดอบ

นำผลไม้ที่เตรียมไว้มาเรียงลงบนถาดสำหรับอบที่รองด้วยกระดาษรองอบ หรือวางบนตะแกรงโดยตรง ข้อควรระวังคือการจัดเรียงผลไม้แต่ละชิ้นไม่ให้ซ้อนทับหรือสัมผัสกัน ควรเว้นระยะห่างเล็กน้อยเพื่อให้ลมร้อนสามารถไหลเวียนรอบชิ้นผลไม้ได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะช่วยให้ความชื้นระเหยออกไปได้อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลไม้แห้งสนิทและมีเนื้อสัมผัสที่ดี

5. ตั้งอุณหภูมิเตาอบต่ำ ๆ

ตั้งอุณหภูมิเตาอบต่ำ ๆ

หัวใจของวิธีอบผลไม้แห้งคือการใช้ความร้อนต่ำเป็นเวลานาน เพื่อค่อย ๆ ไล่ความชื้นออกจากผลไม้ ไม่ใช่การปรุงให้สุก เราควรตั้งอุณหภูมิเตาอบไว้ที่ประมาณ 50-80 องศาเซลเซียส หากเตาอบมีระบบพัดลม (Convection) ควรเปิดใช้งานเพื่อช่วยกระจายความร้อนให้ทั่วถึง เทคนิคเพิ่มเติมคือการแง้มฝาเตาอบไว้เล็กน้อย เพื่อให้ไอน้ำและความชื้นระบายออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้น

6. กลับด้านผลไม้เป็นระยะ ๆ

ในระหว่างกระบวนการอบ ควรหมั่นตรวจสอบและกลับด้านชิ้นผลไม้ทุก ๆ 30-60 นาที เพื่อให้ผลไม้ทั้งสองด้านสัมผัสกับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ การกลับด้านจะช่วยป้องกันไม่ให้ผลไม้ติดถาดหรือตะแกรง และช่วยให้ความชื้นระเหยออกไปจากทุกส่วนอย่างเท่าเทียมกัน ทำให้ได้ผลไม้แห้งที่มีความแห้งสม่ำเสมอทั่วทั้งชิ้น ไม่มีส่วนใดที่ยังคงความชื้นหลงเหลืออยู่

7. ตรวจสอบความแห้ง

ระยะเวลาในการอบจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิด ความหนา และปริมาณน้ำในผลไม้ โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ 4 ถึง 8 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น เราสามารถตรวจสอบว่าผลไม้แห้งได้ที่แล้วหรือยังโดยการหยิบออกมาพักให้เย็นสักครู่ แล้วลองสัมผัสดู เนื้อสัมผัสที่ดีควรจะแห้งแต่ยังคงความนุ่มยืดหยุ่นอยู่เล็กน้อย ไม่แข็งกระด้างหรือมีลักษณะกรอบจนแตกหัก

8. เก็บในภาชนะปิดสนิท

หลังจากนำผลไม้แห้งออกจากเตาอบแล้ว ต้องปล่อยให้เย็นสนิทที่อุณหภูมิห้องเสียก่อน เพราะการเก็บขณะที่ยังอุ่นจะทำให้เกิดไอน้ำและเชื้อราได้ เมื่อผลไม้เย็นสนิทแล้ว ให้นำไปเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและไม่ให้อากาศเข้า เช่น โหลแก้ว หรือถุงซิปล็อก แล้วนำไปเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ไม่โดนแสงแดดโดยตรง จะสามารถรักษาคุณภาพและรสชาติไว้ได้นานหลายเดือน

วิธีอบผลไม้แห้ง

วิธีอบผลไม้แห้งด้วยเตาอบเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน ช่วยให้เราควบคุมความสะอาดและรสชาติได้เต็มที่ การใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่การเลือกผลไม้จนถึงการเก็บรักษาจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การมีอุปกรณ์เครื่องครัวคุณภาพ โดยเฉพาะเตาอบที่ควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำจาก Tecnogas จะช่วยให้การทำผลไม้แห้งเป็นเรื่องง่ายและสนุกยิ่งขึ้น ได้เนื้อสัมผัสที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง

 ไขข้อสงสัย เครื่องในวัวมีอะไรบ้าง

ไขข้อสงสัย เครื่องในวัวมีอะไรบ้าง

“เครื่องในวัว” เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่มักถูกใช้เป็นโปรตีนหลัก ในการนำมาประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารไทย หรือเป็นเมนูอาหารฝรั่ง ก็สามารถใช้เครื่องในมาทำได้ เพราะเครื่องในของวัว และสัตว์ต่าง ๆ นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อย มีสัมผัสและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เครื่องในยังมีสารอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราด้วย ดังนั้นเพื่อให้คุณได้รับสารอาหารทางโภชนาการที่ครบถ้วน มาดูกันว่าเครื่องในวัวมีอะไรบ้างที่คนทั่วโลกนิยมเอามารับประทานกัน

6 เครื่องในวัว ครบเครื่องเรื่องเครื่องใน

หากกล่าวถึงเครื่องในวัวหลายคนอาจรู้จักกันแค่ ตับ หรือ ไส้ เนื่องจากทั้ง 2 ส่วนนี้ เป็นเครื่องในของสัตว์ที่มักเห็นได้บ่อยในอาหารหลายชนิด แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากตับและไส้แล้ว ยังมีเครื่องในวัวส่วนต่าง ๆ รวมถึงเครื่องในสัตว์ชนิดอื่นอีกมาก ที่สามารถรับประทานได้เช่นเดียวกัน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปดูกันเลยดีกว่าว่าเครื่องในที่ว่านั้นมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้าง

1. กึ๋น

“กึ๋น” เป็นเครื่องในที่มีลักษณะเป็นก้อนกลม มีรูปทรงคล้ายวงรี หน้าที่หลักของกึ๋น คือการบดอาหาร เพื่อให้อาหารที่สัตว์รับประทานเข้าไป เล็กพอที่จะย่อยในกระเพาะของสัตว์ได้ โดยส่วนใหญ่มักนิยมนำเอามาหั่นเป็นชิ้น ๆ และนำเอาไปเสียบไม้ย่าง แต่ก็สามารถนำเอามาประกอบอาหารอื่น ๆ เช่น ผัดกะเพรา และยำได้

2. เซี่ยงจี๊

“เซี่ยงจี๊” หรือ “เซ่งจี๊” เป็นอีกหนึ่งชื่อเรียกของไตหมู โดยเซี่ยงจี๊จะเป็นเครื่องใน ที่คนทั่วโลกนิยมนำเอามาประกอบอาหาร เซี่ยงจี๊จะมีลักษณะเป็นทรงรียาว คนไทยส่วนใหญ่มักนิยมนำเอามาทำลวกจิ้ม, ผัดกะเพรา รวมถึงเมนูพริกแกงเผ็ดต่าง ๆ 

3. สามสิบกลีบ ผ้าขี้ริ้ว รังผึ้ง

หากกล่าวถึงเครื่องในวัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามสิบกลีบ, ผ้าขี้ริ้ว และรังผึ้ง ก็ล้วนเป็นเครื่องในที่หลายคนน่าจะรู้จักคุ้นหน้ากันดี โดยทั้ง 3 อย่างนี้จะเป็นชื่อเรียกของกระเพาะสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง อย่างเช่น วัว ถึงแม้ว่าสามสิบกลีบ, ผ้าขี้ริ้ว และรังผึ้ง จะไม่ใช่วัตถุดิบที่มีรสชาติเด่นชัด แต่เครื่องในเหล่านี้มีสัมผัสที่กรุบกรอบ และอร่อยมากทีเดียว 

สามสิบกลีบ ผ้าขี้ริ้ว รังผึ้ง

4. ไส้ตัน

“ไส้ตัน” เป็นเครื่องในที่มีลักษณะเป็นท่อโค้ง ๆ ซึ่งเรามักจะเจอกันบ่อยในเมนูไส้ตันทอดกระเทียม หรือยำไส้ตัน โดยหลาย ๆ คนอาจะเข้าใจว่าไส้ตัน เป็นลำไส้ของหมู แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไส้ตันคือส่วนหนึ่งของรังไข่หมู มีสัมผัสทั้งกรอบและนุ่ม อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก

5. มันกุ้ง

เนื่องจากมีหลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากว่า “มันกุ้ง” คือไขมันของกุ้ง แต่ความจริงแล้วรู้หรือไม่ว่า มันกุ้งที่อยู่บริเวณหัวของกุ้ง คือ “ตับที่รวมกับตัวอ่อนของกุ้ง” ดังนั้นมันกุ้งจึงถูกจัดเป็นหนึ่งในเครื่องในของสัตว์อย่างไม่ต้องสงสัย โดยมันกุ้งจะมีรสชาติมัน ๆ ถึงแม้จะไม่มีพิษที่อันตรายต่อร่างกาย แต่มันกุ้งเป็นส่วนที่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก จึงควรรับประทานอย่างพอดี

6. กระเพาะปลา

เครื่องในส่วนสุดท้ายที่เราอยากแนะนำ ได้แก่ “กระเพาะปลา” อวัยวะของปลาที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นอวัยวะที่ใช้ย่อยอาหาร แต่ความจริงแล้วหน้าที่หลัก ๆ ของกระเพาะปลา คือถุงลมที่ทำให้ระบบหายใจของปลาสามารถทำงานได้ดีขึ้น เป็นอวัยวะที่ช่วยกักเก็บแก๊สไว้ใช้สำหรับการหายใจ โดยราคาของเครื่องในชนิดนี้ จะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของปลา และขนาดของกระเพาะ หากยิ่งเป็นปลาหายาก หรือมีขนาดใหญ่ จะยิ่งมีราคาสูง

ประโยชน์ของเครื่องในสัตว์ที่ต้องรู้

อย่างที่เราได้มีการเน้นย้ำอยู่เสมอว่า เครื่องในวัวส่วนต่าง ๆ รวมถึงเครื่องในของสัตว์ชนิดอื่น ๆ เต็มไปด้วยสารอาหารสำคัญ โดยสารอาหารที่ว่านั้น ได้แก่

  • วิตามินบี 12
  • โปรตีน
  • โคลีน
  • ธาตุเหล็ก

ซึ่งความมากหรือน้อยของสารอาหาร จะขึ้นอยู่กับว่าเครื่องในที่นำเอามารับประทาน หรือนำเอามาประกอบอาหารนั้น เป็นเครื่องในส่วนไหน และเป็นเครื่องในของสัตว์ชนิดใด

ประโยชน์ของเครื่องในสัตว์ที่ต้องรู้

สรุปบทความ

สำหรับคนที่ไม่เคยรับประทานเครื่องในสัตว์มาก่อน และไม่กล้าที่จะรับประทานเพราะกังวลในเรื่องของความปลอดภัย หลังจากนี้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเรากล้าการันตีเลยว่าเครื่องในวัว, เครื่องในหมู, เครื่องในไก่ หรือไม่ว่าจะเป็นเครื่องในของสัตว์ชนิดไหนก็ตาม หากมีการล้างทำความสะอาดอย่างดี และมีการปรุงสุกด้วยการใช้ไฟ เตาแก๊ส และ เตาแก๊สแบบตั้งโต๊ะก็สามารถที่จะรับประทานได้อย่างปลอดภัยแน่นอน!!

ระดับความสุกของเนื้อ แต่ละแบบต่างกันอย่างไร มีวิธีทำอย่างไรบ้าง

ระดับความสุกของเนื้อแต่ละแบบต่างกันอย่างไร

การ “ย่างเนื้อ” ให้ได้ระดับความสุกของเนื้อตามต้องการ จัดเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เรียกว่าปราบเซียน แต่ถึงแม้ว่าจะยากแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแค่คุณรู้เทคนิค และหมั่นทำการฝึกฝนบ่อย ๆ คุณก็สามารถกลายเป็นเซียนแห่งการย่างเนื้อ ที่ไม่ว่าจะย่างเมื่อไหร่ก็ได้ระดับความสุกเนื้อตามต้องการทุกครั้งได้ หากคุณอยากเป็นเซียนย่างเนื้อ อยากทำเนื้อสเต็กอร่อย ๆ สามารถดูวิธีผ่านบทความนี้ได้เลย

6 ระดับความสุกของเนื้อ เพื่อเพิ่มอรรถรสของการกินสเต็ก

สำหรับคนที่ชอบทานเนื้ออยู่แล้ว คงจะรู้กันดีว่าเนื้อแต่ละระดับความสุก จะมีสัมผัสและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป หลายคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าระดับความสุกของสเต็ก มีทั้งหมด 6 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Well Done, Medium Well, Medium, Medium Rare, Rare และ Blue Rare ซึ่งในวันนี้เราจะพาไปดูวิธีการย่างให้ได้ระดับสเต็กตามต้องการ มาดูกันว่าเนื้อแต่ละระดับต้องย่างอย่างไรบ้าง

1. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Well Done

สำหรับระดับแรก คือความสุกของเนื้อแบบ Well Done หรือเนื้อที่สุกมากที่สุด โดยเชฟส่วนใหญ่จะไม่นิยมให้รับประทานเนื้อในระดับนี้ เนื่องจากเป็นระดับที่เนื้อมีความแห้ง และแข็งกระด้าง แต่หากคุณชอบหรือต้องการย่างเนื้อให้ได้ระดับ Well Done สามารถทำได้โดยการนาบบนกระทะ โดยใช้เวลาในการนาบข้างละประมาณ 9-10 นาที

2. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Medium Well

มาต่อกันที่ระดับความสุกของเนื้อ Medium Well หรือเนื้อที่มีความสุกเกือบจะสุกหมดทั้งชิ้น แต่ตรงกลางยังมีสีชมพูอ่อนบาง ๆ การจะย่างเนื้อให้ได้ในระดับความสุก Medium Well ไม่ว่าจะเลือกใช้ เตาแก๊สอินฟาเรด หรือ เตาแก๊สแบบตั้งโต๊ะ ก็สามารถทำได้โดยการนำเนื้อไปนาบบนกระทะ ข้างละประมาณ 6-8 นาที

3. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Medium

สำหรับระดับความสุกเนื้อแบบ Medium จะเป็นเนื้อที่มีลักษณะด้านในออกสีชมพู ส่วนเนื้อด้านนอกจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเนื้อในระดับนี้ จะยังถือว่ามีความชุ่มฉ่ำอยู่ แต่ด้านนอกอาจมีความเหนียวนิดหน่อย เป็นระดับความสุกที่เหมาะกับการทำสเต็กชิ้นหนา หรือเนื้อที่มีมันแทรกเยอะ หากต้องการย่างเนื้อให้ได้ระดับ Medium สามารถทำได้โดยการนาบเนื้อบนกระทะ ข้างละประมาณ 4-6 นาที

ระดับความสุกของเนื้อแบบ Medium

4. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Medium Rare 

ระดับความสุก Medium Rare นับเป็นระดับความสุกที่คนทานเนื้อส่วนใหญ่ชอบ โดยมีเดียมแรร์แปลว่าเนื้อที่จะสุกเพียงขอบด้านนอก ไล่เข้าไปด้านในประมาณ 50% ของชิ้นเนื้อ ส่วนเนื้อด้านในจะยังคงมีสีแดงอยู่ ระดับความสุกนี้จะทำให้เนื้อมีความหวานมาก หากต้องการย่างให้ได้ระดับ Medium Rare สามารถทำได้โดยการนาบบนกระทะ ข้างละประมาณ 3-4 นาที

5. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Rare 

Rare จะเป็นระดับความสุกของสเต็กที่สุกรองลงมาจาก Medium Rare ซึ่งเนื้อที่มีระดับความสุกนี้ ได้รับความนิยมไม่แพ้ Medium Rare เลย โดยระดับ Rare เนื้อจะมีลักษณะเป็นสีแดงประมาณ 75% หากต้องการย่างสเต็กให้ได้ในระดับ Rare สามารถทำได้โดยการนาบบนกระทะ ข้างละประมาณ 2-3 นาที

ระดับความสุกของเนื้อแบบ Rare

6. ระดับความสุกของเนื้อแบบ Blue Rare

และสุดท้ายกับความสุกระดับสเต็ก Blue Rare ระดับความสุกนี้อาจเป็นระดับความสุกที่คนไทยไม่คุ้นเคย เนื่องจากเป็นระดับความสุกที่คนไทยไม่นิยมรับประทานเท่าไหร่ โดยสเต็กที่มีระดับ Blue Rare จะเป็นสเต็กที่มีสีน้ำตาลแค่บริเวณด้านนอก ส่วนด้านในจะเป็นสีแดงสดทั้งชิ้น สามารถทำได้โดยการนาบบนกระทะ ข้างละประมาณ 30 วินาที ไปจนถึง 1 นาที

สรุปบทความ

วิธีการย่างสเต็กให้ได้ระดับความสุกของเนื้อต่าง ๆ จะมีระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขึ้นอยู่กับความหนาของเนื้อแต่ละชิ้นด้วย ดังนั้นการจะย่างเนื้อให้ได้ระดับสเต็กเท่าเดิมทุก ๆ ครั้ง อาจต้องใช้ความชำนาญในการย่าง ต้องฝึกทำบ่อย ๆ หรือหากจะให้ง่ายที่สุด คือการใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด และนอกจากนี้ยังมีเทคนิคเพิ่มเติม อย่างการนำเนื้อออกมาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องก่อน ไม่ควรย่างเนื้อทันทีที่นำเอาออกมาจากตู้เย็น หรือตู้แช่แข็งเด็ดขาด!!

แจกสูตรเมนูวันแม่ บอกรักแม่ด้วยเมนูแห่งความอร่อย

แจกสูตรเมนูวันแม่ บอกรักแม่ด้วยเมนูแห่งความอร่อย

สำหรับวันแม่ที่กำลังจะถึงนี้ หากครอบครัวไหนมีแพลนที่จะจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ ร่วมกันที่บ้าน ทำอาหารรับประทานกันเองง่าย ๆ แต่อร่อย เรามีเมนูวันแม่พร้อมสูตรอาหารมาฝาก โดยคุณสามารถนำเอาสูตรอาหารที่ว่านี้ไปทำให้คุณแม่รับประทาน หรือจะช่วยกันทำอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิมก็ยังได้

10 สูตรเมนูอาหารวันแม่ มีอะไรบ้าง

1. ข้าวคลุกกะปิ

ข้าวคลุกกะปิ

วัตถุดิบสำหรับทำข้าวคลุกกะปิเมนูวันแม่

  • ข้าวสวย
  • กะปิ
  • กระเทียม
  • หมูสามชั้น
  • หอมแดง
  • น้ำตาลปี๊บ
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซีอิ๊วดำ
  • เครื่องเคียง เช่น ไข่ม้วน, กุนเชียง, กุ้งแห้งทอด, พริกทอด, แตงกวา, มะม่วงเปรี้ยว เป็นต้น

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยกระเทียม (โขลกหรือสับ) เจียวให้มีกลิ่นหอม ใส่กะปิลงไป ผัดให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำเปล่า
  2. เมื่อกะปิหอมได้ที่แล้ว ให้เอาขึ้นมาพักไว้ก่อน
  3. นำข้าวสวยใส่ลงไปในกระทะที่ผัดกะปิ แล้วค่อย ๆ ใส่กะปิลงไปคลุกให้เข้ากัน
  4. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไป และตามด้วยหอมแดง
  5. เมื่อผัดหอมแดงจนสุกดีแล้ว ให้ใส่หมูสามชั้นลงไปผัดให้เข้ากัน
  6. ปรุงรสชาติหมูสามชั้นด้วยซีอิ๊วขาว, ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลปี๊บ เคี่ยวต่อจนได้ที่
  7. จัดจานข้าวคลุกกะปิ พร้อมหมูหวาน เสิร์ฟคู่กับเครื่องเคียงตามชอบ

2. ขนมจีนน้ำยากะทิ

ขนมจีนน้ำยากะทิ

วัตถุดิบสำหรับทำขนมจีนน้ำยากะทิเมนูวันแม่

  • พริกแกงเผ็ด
  • ปลาทูน่า 
  • กระชาย 
  • กะทิ 
  • น้ำ 
  • น้ำตาลมะพร้าว
  • น้ำปลา
  • ลูกชิ้นปลา
  • พริกแห้ง
  • ถั่วงอก
  • ถั่วฝักยาว

วิธีทำ

  1. ล้างกระชาย ปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นหยาบ ๆ
  2. นำพริกแกง ไปปั่นกับทูน่า และกระชายที่เตรียมไว้
  3. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน ใส่กะทิลงไป ตามด้วยส่วนผสมของเครื่องแกง ผัดให้เข้ากัน
  4. ใส่กะทิทั้งหมดตามลงไป คนให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่า ใส่ลูกชิ้นลงไป และปรุงรสตามชอบ
  5. นำผักที่เตรียมไว้มาลวก และน็อคด้วยน้ำเย็น
  6. จัดขนมจีนใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

3. ปลากะพงทอดน้ำปลา

ปลากะพงทอดน้ำปลา

วัตถุดิบสำหรับทำปลากะพงทอดน้ำปลาเมนูวันแม่

  • ปลากะพงขาว 
  • น้ำตาลปี๊บ  
  • น้ำปลาแท้  
  • น้ำเปล่า  
  • น้ำมะนาว  
  • มะม่วง
  • หอมแดง 
  • ขึ้นฉ่าย
  • พริกแดงจินดา และพริกขี้หนู 
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์

วิธีทำ

  1. นำปลากะพงมาล้างให้สะอาด และซับด้วยกระดาษทิชชู่ให้แห้ง
  2. ตั้งน้ำมันให้ร้อนจัด ใส่ปลาลงไปทอด (อย่าเพิ่งกลับจนกว่าเนื้อฝั่งแรกจะสุกแล้วประมาณหนึ่ง) เมื่อปลาสุกดีแล้วทั้ง 2 ฝั่งให้ตักขึ้นมาพัก สะเด็ดน้ำมัน
  3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำเปล่าลงไป
  4. เมื่อเคี่ยวน้ำปลาได้ที่แล้ว ให้นำเอาไปราดบนปลากะพง
  5. เตรียมน้ำยำ โดยใช้น้ำปลา, น้ำตาลปี๊บ, น้ำมะนาว และพริกซอย คนให้เข้ากัน
  6. ขูดมะม่วงเปรี้ยวที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในน้ำยำ ตามด้วยหอมแดง และโรยด้วยเม็ดมะม่วงถือเป็นอันเสร็จ

4. ต้มข่าไก่

ต้มข่าไก่

วัตถุดิบสำหรับทำต้มข่าไก่เมนูวันแม่

  • สะโพกไก่
  • เห็ดนางฟ้า 
  • ข่า 
  • ตะไคร้ 
  • หอมแดง 
  • พริกแดงจินดา 
  • ใบมะกรูด 
  • ผักชีฝรั่ง 
  • ผักชีไทย
  • พริกแห้ง 
  • หัวกะทิ 
  • น้ำ 
  • มะขามเปียก 
  • น้ำมะนาว 
  • น้ำตาลปี๊บ
  • น้ำปลา 

วิธีทำ

  1. นำสะโพกไก่ และเห็ดนางฟ้ามาทำความสะอาด พร้อมหั่นเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
  2. หั่นข่า, ตะไคร้, ผักชีฝรั่ง และผักชี รวมถึงนำหอมแดง และพริกแดงมาบุบให้พอแตก
  3. นำพริกแห้งไปคั่วบนกระทะ (ระวังอย่าให้ไหม้)
  4. ตั้งหม้อเทน้ำเปล่าใส่ลงไป เมื่อน้ำเดือดแล้วให้ใส่มะขามเปียก, ตะไคร้, ข่า, หอมแดง, ใบมะกรูด และรอจนน้ำเดือดอีกครั้ง
  5. ใส่ไก่ลงไปโดยที่ไม่ต้องคน
  6. ใส่เห็ดนางฟ้าลงไป รอสักพักให้ใส่หัวกะทิ คนและปรุงรสชาติได้ตามชอบ
  7. เร่งไฟและเติมหัวกะทิลงไปอีกเล็กน้อย ใส่ใบมะกรูด, พริกแดง, พริกคั่ว, ผักชีฝรั่ง, ผักชีไทย คนและปิดไฟได้เลย
  8. ใส่น้ำมะนาวลงไปปิดท้าย คนอีกครั้ง ตักเสิร์ฟได้

5. ต้มยำทะเล

ต้มยำทะเล

วัตถุดิบสำหรับทำต้มยำทะเลเมนูวันแม่

  • เนื้อสัตว์ตามชอบ
  • เห็ดฟาง 
  • ข่า 
  • ตะไคร้ 
  • หอมแดง 
  • ผักชีไทย 
  • ผักชีฝรั่ง 
  • ใบมะกรูด 
  • รากผักชี 
  • พริกแดงจินดา หรือพริกขี้หนูสวน 
  • น้ำ 
  • เกลือ 
  • น้ำปลา 
  • น้ำมะนาว

วิธีทำ

  1. นำเนื้อสัตว์ และวัตถุดิบต่าง ๆ มาล้างทำความสะอาดบน ซิ้งค์ล้างจาน
  2. โขลกหรือปั่นพริกเตรียมเอาไว้ 
  3. นำหม้อมาตั้งน้ำให้เดือด จากนั้นให้ใส่เครื่องต้มยำลงไป
  4. ใส่เนื้อสัตว์ลงไป โดยเรียงลำดับจากเนื้อสัตว์ที่สุกยากที่สุดก่อน
  5. ใส่เห็ดฟางลงไป
  6. ปรุงรสให้ได้รสชาติที่ชอบ (ยังไม่ต้องใส่พริก)
  7. ใส่ผักชีไทย และผักชีฝรั่งลงไป
  8. ปิดไฟ ใส่พริกลงไปในขั้นตอนสุดท้าย พร้อมเสิร์ฟ

6. กุ้งอบวุ้นเส้น

กุ้งอบวุ้นเส้น

วัตถุดิบสำหรับทำกุ้งอบวุ้นเส้นเมนูวันแม่

  • กุ้งก้ามกราม 
  • หมูสามชั้น
  • วุ้นเส้น 
  • ต้นหอม
  • ขึ้นฉ่าย
  • ขิงแก่
  • กระเทียม
  • รากผักชี
  • พริกไทยป่น
  • น้ำเปล่า
  • ซอสหอยนางรม
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซีอิ๊วดำ
  • น้ำมันงา 
  • น้ำตาลทราย

วิธีทำ

  1. เตรียมส่วนผสมเครื่องปรุงซอส โดยใช้น้ำเปล่า, ซอสหอยนางรม, ซีอิ๊วขาว, ซีอิ๊วดำ, น้ำมันงา และน้ำตาลทราย มาผสมให้เข้ากัน
  2. นำกุ้งที่ล้างสะอาด และวุ้นเส้น ลงไปคลุกกับซอสที่เตรียมเอาไว้
  3. นำกระทะมาตั้งไฟ ใส่หมูสามชั้นลงไปผัด
  4. เมื่อน้ำมันจากหมูสามชั้นออกมาแล้ว ให้นำกระเทียม, รากผักชี, ขิงแก่ ลงไปผัดให้หอม
  5. ใส่วุ้นเส้นลงไปบนกระทะ โดยวางบนหมูสามชั้น พร้อมใส่กุ้งไว้ที่ด้านบน และนำเอาฝามาปิดเพื่อทำการอบ
  6. คอยหมั่นเปิดและคนสลับบนลงล่าง เพื่อไม่ให้วุ้นเส้นไหม้ติดกระทะ
  7. เมื่อวุ้นเส้นสุก กุ้งสุก และน้ำซอสแห้งดีแล้ว ให้ทำการปิดไฟ ก่อนจะใส่ต้นหอม และขึ้นฉ่ายลงไป เท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟ

7. น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิ

วัตถุดิบสำหรับทำน้ำพริกกะปิเมนูวันแม่

  • กะปิ 
  • กระเทียม 
  • พริกขี้หนู 
  • พริกแดงจินดา 
  • มะเขือพวง 
  • น้ำตาลปี๊บ 
  • น้ำมะนาว 
  • น้ำปลา 

วิธีทำ

  1. นำกะปิมาห่อด้วยใบตอง และย่างบนเตาถ่าน หรือจะย่างด้วยกระทะบน เตาแก๊สอินฟาเรด ก็ได้
  2. นำพริกขี้หนู, พริกแดงจินดา และกระเทียมมาตำให้ละเอียด
  3. ใส่กะปิที่ย่างไว้ไปในครก ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ และตำให้ส่วนผสมเข้ากัน
  4. ใส่มะเขือพวงลงไป และตำบุบ ๆ ให้พอแตก
  5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมให้ได้รสชาติตามต้องการ

8. ราดหน้าเส้นไข่

ราดหน้าเส้นไข่

วัตถุดิบสำหรับทำราดหน้าเส้นไข่เมนูวันแม่

  • ไข่ไก่
  • น้ำมันพืช
  • กระเทียมสับ
  • หมูหมัก
  • แครอท 
  • ข้าวโพดอ่อน
  • คะน้า 
  • เต้าเจี้ยว 
  • น้ำตาลทราย
  • พริกไทยป่น 
  • ซอยหอยนางรม
  • ซอสปรุงรส 
  • แป้งข้าวโพด 
  • น้ำซุป 

วิธีทำ

  1. ตอกไข่ใส่ชาม และตีให้ไข่ขาวกับไข่แดงเข้ากัน
  2. นำไข่ไปทอดบนกระทะให้มีลักษณะคล้ายกับแป้งบาง ๆ ก่อนจะเอาขึ้นมาหั่นเป็นเส้น
  3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป ตามด้วยกระเทียมเอาลงไปผัดให้หอม
  4. ใส่หมูหมักลงไปผัดให้สุก เติมน้ำซุป ตามด้วยเต้าเจี้ยว ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย, ซอยหอยนางรม และพริกไทยป่น
  5. ใส่คะน้า, แครอท และข้าวโพดอ่อนลงไปผัดให้สุก
  6. นำแป้งข้าวโพดมาละลายน้ำ และค่อย ๆ เทลงไปผสมกับน้ำราดน้ำทีละนิด จนได้ความข้นตามที่ต้องการ
  7. จัดเส้นใส่จาน ราดด้วยน้ำราดหน้า พร้อมเสิร์ฟ

9. วุ้นกะทิ

วุ้นกะทิ

วัตถุดิบสำหรับทำวุ้นกะทิเมนูวันแม่

  • ผงวุ้น
  • กะทิ 
  • น้ำเปล่า
  • น้ำตาล
  • เกลือป่น
  • น้ำตาล
  • สีผสมอาหารตามใจชอบ
  • แม่พิมพ์ซิลิโคนตามใจชอบ

วิธีทำ

  1. นำน้ำเปล่ากับผงวุ้นมาผสมให้เข้ากัน เมื่อผงวุ้นละลายจนเริ่มอิ่มตัวแล้ว ให้นำเอาไปตั้งไฟ
  2. คอยคนผงวุ้นตลอด ไม่ให้ติดกันเป็นก้อน เมื่อผงวุ้นเริ่มเดือด ให้หรี่ไฟลง และเติมน้ำกะทิลงไป
  3. คนผงวุ้นกับน้ำกะทิให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำตาลทราย และเกลือป่น เมื่อละลายดีแล้ว ให้ปิดเตา
  4. นำผงวุ้นเทใส่ถ้วยเล็กหลาย ๆ ถ้วย ตามจำนวนสีที่ต้องการ หยดสีผสมอาหารลงไป และคนให้สีเข้ากัน
  5. นำวุ้นลงไปเทใส่แม่พิมพ์ที่เตรียมเอาไว้ อาจจะเป็นลายดอกไม้ก็ได้ให้ดูน่ารัก เมื่อวุ้นเซตดีแล้ว ให้หยอดกะทิลงไปปิดท้าย
  6. นำวุ้นไปแช่เย็น และแกะออกจากพิมพ์พร้อมเสิร์ฟ

10. บัวลอยดอกไม้

บัวลอยดอกไม้

วัตถุดิบสำหรับทำบัวลอยดอกไม้เมนูวันแม่

  • แป้งข้าวเหนียว
  • แป้งมันสำปะหลัง
  • มันม่วงสุก
  • น้ำเปล่า 
  • ฟักทองสุกหั่นชิ้น 
  • กะทิ 
  • น้ำตาลโตนด 
  • น้ำตาลทราย
  • เกลือ 
  • ใบเตย 

วิธีทำ

  1. นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง และมันม่วงสุกหั่นชิ้น จากนั้นใช้มือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เทน้ำเปล่าใส่ลงไปทีละน้อย
  2. นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง และฟักทองสุกหั่นชิ้น จากนั้นใช้มือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เทน้ำเปล่าใส่ลงไปทีละน้อย
  3. นำบัวลอยมันม่วง และบัวลอยฟักทอง ที่นวดเตรียมเอาไว้มาปั้นให้มีลักษณะเป็นก้อนกลม จากนั้นนำเอามาติดกันให้เป็นรูปทรงดอกไม้
  4. ตั้งน้ำให้เดือด จากนั้นใส่บัวลอยรูปทรงดอกไม้ลงไปต้ม เมื่อแป้งบัวลอยสุกแล้วให้ตักขึ้นมาพักเอาไว้ก่อน
  5. นำกะทิขึ้นไปตั้งไฟ จากนั้นให้ใส่น้ำตาลโตนด, น้ำตาลทราย, เกลือ และใบเตยลงไปต้ม
  6. เมื่อส่วนผสมของน้ำกะทิเข้ากันดีแล้ว ให้ตักเสิร์ฟคู่กับบัวลอยได้เลย

สรุปบทความ

การทำอาหารกับครอบครัว หรือการทำอาหารกับคุณแม่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ตอบโจทย์อย่างมาก ในช่วงวันแม่ที่กำลังจะถึงนี้ หากคุณยังไม่มีแพลนที่จะไปเที่ยวไหน แต่อยากสร้างความทรงจำสุดพิเศษร่วมกันกับคุณแม่ ลองเลือกสักเมนูสองเมนูที่ถูกใจ นำเอาเสนอคุณแม่ รับรองว่าท่านจะประทับใจไปอีกนาน

แจกสูตรเด็ดผัดกะเพราหมูสับ สูตรร้านดัง รับรองว่าเด็ด

แจกสูตรเด็ดผัดกะเพราหมูสับ สูตรร้านดัง

เมนู “กะเพราหมูสับ” เป็นเมนูยอดฮิตสุดโปรดของคนไทยหลาย ๆ คน เชื่อเถอะว่าหากมีการเก็บสถิติยอดขาย จากร้านอาหารทั่วประเทศไทย เราคิดว่า “ผัดกะเพราหมูสับ” คงจะเป็นเมนูที่มียอดขายอันดับ 1 อย่างแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าเมนูกะเพราหมูจะเป็นเมนูที่คนไทยทุกคนรู้จัก หรือเป็นเมนูที่คนไทยทุกคนรับประทานบ่อยแค่ไหน ก็ใช่ว่าทุกคนจะทำเป็น ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากจะมาแจกสูตรเด็ด วิธีทำผัดกะเพราหมูสับง่าย ๆ หากใครชอบเมนูนี้แต่ทำไม่เป็น สามารถทำตามสูตรนี้ได้เลย

ประโยชน์กะเพราที่คุณต้องรู้

ประโยชน์กะเพราที่คุณต้องรู้

“กะเพรา” นอกจากจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มีความสำคัญ ยังถือเป็นวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากทีเดียว เนื่องจากกะเพราจัดเป็นพืชผักพื้นบ้าน ที่มีสรรพคุณในด้านของการรักษาโรค หากรับประทานกะเพรา จะสามารถช่วยป้องกันหวัด, บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน, ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร, แก้จุกเสียด แน่นท้อง, ช่วยลดระดับไขมันในร่างกาย, ลดน้ำตาลในเส้นเลือก, ป้องกันเบาหวาน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี เพราะเหตุนี้จึงทำให้ “กะเพรา” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่คนไทย มักนิยมนำมาใช้ประกอบอาหารในหลาย ๆ เมนูนั่นเอง

เลือกหมูสับสำหรับเมนูกะเพราอย่างไร

ก่อนที่จะไปดูสูตรกะเพราหมูสับที่เรานำเอามาฝาก รู้หรือไม่ว่าการเลือก “หมูสับ” ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน หากคุณอยากให้ผัดกะเพราหมูสับที่ใช้ เตาแก๊สอินฟาเรด หรือใช้อุปกรณ์ทำครัวอะไรก็ตาม ทำออกมาแล้วอร่อย จะต้องเริ่มจากการเลือกหมูสับที่มีคุณภาพ สังเกตเลือกหมูสับที่มีสีชมพูธรรมชาติ ไม่เขียว ไม่คล้ำ และสีของหมูสับจะต้องไม่ซีดมากจนเกินไป ในส่วนมันหมูที่ผสมอยู่ก็จะต้องเป็นสีขาว ไม่ใช่สีเหลือง เพราะนั่นอาจแสดงว่าหมูสับเหล่านั้น ไม่สด และไม่สะอาด

วัตถุดิบเมนูผัดกะเพราหมูสับมีอะไรบ้าง

  • พริกขี้หนู
  • กระเทียม
  • หมูสับ หรือหมูบด
  • ใบกะเพรา
  • น้ำมันพืช
  • น้ำปลา
  • ซอสหอยนางรม
  • ซอสปรุงรส
  • น้ำตาลทราย

วิธีทำผัดกะเพราหมูสับ

  1. นำพริกและกระเทียมมาโขลกหยาบรวมกัน หรือจะนำเอาไปปั่นหยาบก็ได้ตามความถนัด
  2. นำกระทะมาตั้งไฟ เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย
  3. นำพริกและกระเทียมที่เตรียมเอาไว้ ลงไปผัดในน้ำมันให้มีกลิ่นหอม
  4. ใส่หมูสับลงไปผัด ให้หมูสับอยู่ในระดับเกือบสุก
  5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซอสหอยนางรม, ซอสปรุงรส และน้ำตาลทรายตามชอบ
  6. เมื่อผัดให้ส่วนผสมและเครื่องปรุงเข้ากันดีแล้ว ให้เพิ่มระดับไฟและใส่ใบกะเพราลงไปผัดให้เข้ากัน เท่านี้ถือเป็นอันเสร็จสิ้น

แชร์เคล็ดลับการทำผัดกะเพราหมูสับให้อร่อย

ในการทำผัดกะเพราหมูไม่ว่าจะเป็นหมูสับ หรือหมูชิ้นก็ตาม หากต้องการให้เมนูที่ทำนี้ออกมามีรสชาติอร่อย มีทริคอยู่ที่ขั้นตอนการเตรียมพริก และกระเทียม เราขอแนะนำให้เลือกใช้วิธีการโขลกโดยใช้ครกตำหยาบ ๆ จะทำให้รส และกลิ่นที่ได้ดีกว่าการใช้เครื่องปั่น รวมถึงในขั้นตอนการผัด หลายคนอาจเคยชินกับการนำหมูสับลงไปผัดกับน้ำมันก่อน แต่จากการทดลองทำหลาย ๆ ครั้ง เราค้นพบว่าการผัดพริกกับกระเทียมให้มีกลิ่นหอม ก่อนที่จะเอาหมูสับลงไปผัด ทำให้เมนูกะเพราหมูอร่อยกว่าเดิมหลายเท่า นี่เป็นเคล็ดลับเล็ก ๆ ในการทำที่เรากล้าการันตีเลยว่า คุณจะได้กะเพราที่อร่อยขึ้นอย่างแน่นอน

แชร์เคล็ดลับการทำผัดกะเพราหมูสับให้อร่อย

สรุปบทความ

ก็จบลงไปแล้วกับวิธีทำผัดกะเพราหมูสับง่าย ๆ ที่เรานำเอามาฝากกันในวันนี้ สำหรับใครที่จะนำเอาสูตรข้างต้นไปทำตาม ไม่ว่าจะทำเพื่อรับประทานเอง หรือนำเอาไปทำเพื่อเปิดร้านขาย อย่าลืมให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความสะอาดของวัตถุดิบที่เลือกใช้ อย่าลืมล้างทำความสะอาดวัตถุดิบ อย่าง พริก, กระเทียม และใบกะเพราที่ ซิ้งค์ล้างจาน ก่อนนำเอามาประกอบอาหารทุกครั้ง รับรองว่ากะเพราที่ได้จะเป็นกะเพราที่มีรสชาติอร่อยถูกใจ สะอาด และปลอดภัย 100% 

รวม 8 เมนูปลากระป๋องน่าทำกินเองที่บ้าน

รวม 8 เมนูปลากระป๋องน่าทำกินเองที่บ้าน

ปลากระป๋องเป็นวัตถุดิบที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง และสามารถเก็บไว้ได้นาน เหมาะสำหรับการทำอาหารกินเองที่บ้านได้ บทความนี้จะมาแนะนำ 8 เมนูปลากระป๋องน่าทำ ใครพร้อมแล้วไปดูกันเลยว่ามีเมนูอะไรน่าสนใจบ้าง!

ข้อดีของเมนูปลากระป๋อง

ข้อดีของเมนูปลากระป๋อง

เมนูปลากระป๋องมีข้อดีหลายประการ ได้แก่

  • ประหยัดเวลาในการเตรียมและปรุงอาหาร
  • ปลากระป๋องมีราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ
  • ปลากระป๋องเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม โอเมก้า 3 และมีไขมันต่ำ
  • เก็บรักษาปลากระป๋องได้นาน ไม่เน่าเสียง่าย
  • ปรุงได้หลากหลายเมนูตามความชอบ
  • หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน

8 เมนูปลากระป๋องทำง่าย อร่อยได้ทุกเวลา

 เมนูปลากระป๋องทำง่าย อร่อยได้ทุกเวลา

เรามาดูกันดีกว่าว่า 8 เมนูปลากระป๋องที่จะแนะนำมีอะไรบ้าง แต่ละเมนูสามารถทำได้ไม่ยาก ใช้อุปกรณ์ทำครัวพื้นฐานอย่างเตาแก๊สหัวคู่ในการผัด ทอด ต้ม และใช้อ่างล้างจานสำหรับล้างทำความสะอาดหลังปรุงอาหารเสร็จ เพียงเท่านี้ก็จะได้เมนูปลากระป๋องที่หลากหลาย อร่อยถูกใจ และทำได้ทุกเวลาที่อยากทานแล้ว

1. ข้าวผัดปลากระป๋อง

ข้าวผัดปลากระป๋อง

เมนูปลากระป๋องเมนูแรกคือข้าวผัดปลากระป๋อง โดยนำปลากระป๋องมาผัดกับข้าวสวย เครื่องปรุงรส และผักชนิดต่าง ๆ เช่น หอมใหญ่ แครอท ถั่วงอก ไข่ไก่ เป็นต้น โดยใช้น้ำมันเล็กน้อยผัดในกระทะบนเตาแก๊ส ใส่เครื่องปรุงอย่างซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาวให้เข้ากัน เพียงเท่านี้ก็ได้จานโปรดแล้ว!

2. ไข่เจียวปลากระป๋อง

ไข่เจียวปลากระป๋อง

ใครชอบทานไข่เจียว ก็ลองทำไข่เจียวใส่ปลากระป๋องดู ซึ่งวิธีทำก็ไม่ยาก เพียงนำไข่ไก่มาตีให้เข้ากัน ใส่ปลากระป๋อง หอมใหญ่ซอย ต้นหอมซอย พริกไทยป่นลงไปผสม ตั้งกระทะใส่น้ำมันบนเตาแก๊ส พอน้ำมันร้อนก็เทไข่ที่ผสมแล้วลงไปทอด กลับด้านให้สุกทั่ว ตักขึ้นจัดใส่จาน ทานร้อน ๆ กับข้าวสวย ซอสพริก หรือน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้าน อิ่มอร่อยได้แบบไม่ต้องใช้เวลาทำนาน

3. ยำปลากระป๋อง

ยำปลากระป๋อง

สำหรับเมนูปลากระป๋องถัดมาที่อยากแนะนำคือเมนูยำปลากระป๋อง ด้วยการนำปลากระป๋องมาผสมกับน้ำยำ ได้แก่ พริกขี้หนู หอมแดง กระเทียม น้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ปรุงรสให้กลมกล่อมแล้วใส่ผักต่าง ๆ ตามชอบลงไป จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน เท่านี้ก็ได้ยำปลากระป๋องรสชาติจัดจ้าน เปรี้ยวเค็มหวานกลมกล่อม อร่อยแล้ว

4. น้ำพริกปลากระป๋อง

 น้ำพริกปลากระป๋อง

น้ำพริกปลากระป๋องเป็นอีกหนึ่งเมนูปลากระป๋องที่อร่อยและทำได้ง่าย เพียงนำพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม มาคั่วในกระทะให้หอม แล้วโขลกรวมกับปลากระป๋อง กะปิย่าง น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ โขลกจนส่วนผสมเข้ากันดี ชิมรสชาติและปรุงเพิ่มตามใจชอบ เสร็จแล้วใส่ถ้วยจัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง เช่น ไข่ต้ม แตงกวา ถั่วฝักยาว ใบแมงลัก ผักสด จะจิ้มกับข้าวเหนียวร้อน ๆ หรือข้าวสวยก็อร่อยถูกใจสายน้ำพริกแน่นอน

5. ลาบปลากระป๋อง

ลาบปลากระป๋อง

ลาบปลากระป๋องเป็นอีกหนึ่งเมนูจานโปรดของหลาย ๆ คน เริ่มที่นำปลากระป๋องมาผสมกับเครื่องปรุงอย่างข้าวคั่ว หอมแดง ต้นหอม พริกป่น รากผักชี น้ำปลา และน้ำมะนาว คลุกเคล้าให้เข้ากัน โดยชิมรสชาติและปรุงให้ได้ความเปรี้ยว เค็ม หวานตามชอบ เสิร์ฟกับผักแกล้มอย่างแตงกวา กะหล่ำปลี หรือจะทานกับข้าวเหนียวก็ฟินสุด ๆ ไปเลย

6. ปลากระป๋องทอดกระเทียม

6. ปลากระป๋องทอดกระเทียม

เมนูปลากระป๋องต่อมาเป็นปลากระป๋องทอดกระเทียม อีกหนึ่งเมนูที่ทำง่าย อร่อย มีกลิ่นหอมของกระเทียมชวนหิว เริ่มจากนำกระเทียมสับมาเจียวในน้ำมันให้เหลืองหอม แล้วใส่ปลากระป๋องไปผัดจนเข้ากัน ปรุงรสนิดหน่อยด้วยซีอิ๊วขาว น้ำปลา และน้ำตาลตามชอบ ผัดพอให้ส่วนผสมคลุกเคล้ากันดี จากนั้นตักใส่จานทานกับข้าวสวยร้อน ๆ พร้อมเสิร์ฟ

7. ฉู่ฉี่ปลากระป๋อง

ฉู่ฉี่ปลากระป๋อง

สายชอบอาหารรสจัดต้องห้ามพลาดเมนูฉู่ฉี่ปลากระป๋องเลย เพิ่มความเข้มข้นด้วยการทำเครื่องแกง ใช้พริกแห้งโขลกละเอียดและพริกขี้หนูสด ผสมลงไปในเครื่องปรุงน้ำฉู่ฉี่ที่มีกะทิข้น นำไปต้มกับปลากระป๋องให้เข้ากัน ชิมรสชาติจัดจ้าน รสเปรี้ยวเค็มตัดด้วยหวานเล็กน้อย ใครที่เบื่อเมนูปลากระป๋องธรรมดา ๆ ต้องลองเมนูนี้เลย!

8. ขนมจีนน้ำยาปลากระป๋อง

ขนมจีนน้ำยาปลากระป๋อง

ปิดท้ายเมนูปลากระป๋องด้วยขนมจีนน้ำยาปลากระป๋อง ที่จะนำเอาปลากระป๋องมาใช้แทนปลาบดในส่วนผสมของน้ำยา นอกนั้นก็ยังเป็นพริกแกงใต้โขลกผสมกับเครื่องแกง กะทิ น้ำปลา และปรุงรสให้ได้ที่ ต้มจนน้ำยาเดือดแล้วใส่ปลากระป๋องลงไปคนให้เข้ากัน ได้น้ำยาที่ข้นเหนียว หอม อร่อยแล้วก็นำมาราดบนขนมจีนเส้นสด ตักเคียงด้วยผักต่าง ๆ อย่างถั่วงอก ผักบุ้งต้มราดกะทิ ถูกใจสายกินเส้นแน่นอน

สรุปบทความ

8 เมนูปลากระป๋องที่แนะนำไปทั้งหมดนี้ เป็นเมนูที่ทำได้ง่ายแต่อร่อยถูกใจ เพียงมีปลากระป๋องเตรียมไว้ในครัว ก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายแล้ว รับรองว่าจะได้เมนูปลากระป๋องที่อิ่มอร่อยได้ทุกมื้อแน่นอน อย่ารอช้าไปหาซื้อปลากระป๋องมาเตรียมไว้ในตู้กับข้าวเลย!ส่วนใครที่สนใจการทำอาหารง่าย ๆ แต่ยังไม่มีเครื่องครัวที่ตอบโจทย์ สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ Tecnogas ได้ เรานำเข้าแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยมคุณภาพชั้นนำจากอิตาลี พร้อมมอบประสบการณ์ทำครัวเหนือระดับสู่ครัวทุกบ้าน ทำให้การทำอาหารของคุณสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

แจก 6 สูตรไก่ย่างยอดนิยม หอมอร่อยแบบลงตัว

แจก 6 สูตรไก่ย่างยอดนิยม หอมอร่อยแบบลงตัว

หลายคนอาจคิดว่าเมนูไก่ย่างทำยาก และถ้าจะให้อร่อยถูกใจต้องไปซื้อที่ร้านเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถทำทานเองที่บ้านได้ไม่ยาก แถมยังอร่อยด้วย วันนี้จะมาแนะนำ 6 สูตรไก่ย่าง ทำตามได้ง่าย ๆ ทั้งสไตล์ไทยและสไตล์ฝรั่ง แค่มีเตาอบไฟฟ้า ใครพร้อมแล้วไปดูวิธีทำไก่ย่างหลากสูตรกันเลย!

วิธีเลือกซื้อไก่สดมาประกอบอาหาร

วิธีเลือกซื้อไก่สดมาประกอบอาหาร

ก่อนจะทำไก่ย่างแบบต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือต้องรู้วิธีเลือกซื้อเนื้อไก่มาประกอบอาหารก่อน โดยสามารถดูจาก

  • เนื้อไก่ต้องมีสีชมพูอ่อน ไม่คล้ำหรือมีจุดม่วง
  • ผิวหนังเรียบตึง กดแล้วไม่ทิ้งรอยบุ๋มไว้
  • ไม่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
  • ควรเลือกไก่สดที่วางขายในตู้แช่เย็น หรือแช่น้ำแข็ง
  • ดูวันผลิตและวันหมดอายุ 
  • ซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีการรับรองคุณภาพ

6 สูตรไก่ย่างยอดนิยม ทำกินเองก็อร่อย ทำขายก็ง่าย

สูตรไก่ย่างยอดนิยม ทำกินเองก็อร่อย ทำขายก็ง่าย

เมื่อได้ไก่สดหั่นชิ้นพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาเลือกสูตรหมักไก่ย่าง ซึ่งมีอยู่ 6 สูตรที่เป็นที่นิยม ทั้งแบบคลาสสิคและแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะทำกินเองในครอบครัว หรือทำขายก็ตอบโจทย์ความอร่อย เลือกสูตรที่ชอบแล้วลงมือเปิดเตาแก๊ส หรือเปิดเตาอบทำตามกันได้เลย!

1. สูตรไก่ย่างพริกไทยดำ

สูตรไก่ย่างพริกไทยดำ

ไก่ย่างพริกไทยดำเป็นอีกหนึ่งสูตรไก่ย่างยอดนิยมที่รสชาติเข้มข้น เผ็ดร้อนจากพริกไทยดำ ส่วนผสมคือ

  • สะโพกหรือเนื้อไก่ส่วนอื่น ๆ
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสพริก 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชีสับ 2 ราก

วิธีทำสูตรไก่ย่างพริกไทยดำ

  1. นำส่วนซอสปรุงรสต่าง ๆ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน 
  2. นำไก่ไปหมักกับส่วนผสม ทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ให้ซอสเข้าเนื้อ
  3. จากนั้นจึงนำไปย่างบนตะแกรงหรือเข้าเตาอบจนสุกหอม เนื้อไก่จะมีสีน้ำตาลแดงน่าทาน จากนั้นนำมาจัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

2. สูตรไก่ย่างสมุนไพร

สูตรไก่ย่างสมุนไพร

ใครชอบไก่ย่างรสชาติไทย ๆ ต้องลองทำสูตรไก่ย่างสมุนไพรดู ซึ่งส่วนผสมหลัก ได้แก่

  • น่องไก่ติดสะโพก หรือเนื้อไก่หั่นตามชอบ
  • ตะไคร้ซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  • ข่าซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทย 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูสดตามระดับความเผ็ดที่ชอบ
  • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด ¼ ถ้วยตวง

วิธีทำสูตรไก่ย่างสมุนไพร

  1. โขลกส่วนผสมพวกสมุนไพร กระเทียม และพริกขี้หนูจนเข้ากัน 
  2. ปรุงรสด้วยน้ำตาลและซีอิ๊ว หมักเนื้อไก่กับนมข้นจืดทิ้งไว้ 15-20 นาที 
  3. นำไก่ที่หมักแล้วไปย่างให้สุกหอม จะได้ไก่ย่างรสเผ็ดหวานมันกลมกล่อม หอมสมุนไพรไทย เหมาะจะทานเป็นอาหารจานเดียวหรือเมนูกับแกล้มเครื่องดื่มก็ดีไปอีกแบบ

3. สูตรไก่ย่างขมิ้น

สูตรไก่ย่างขมิ้น

ไก่ย่างขมิ้น เป็นอีกหนึ่งเมนูไก่ย่างที่อร่อย ทำกินเองที่บ้านได้ในราคาย่อมเยา ซึ่งส่วนผสมหลัก ได้แก่

  • เนื้อไก่ตามชอบ
  • ผงขมิ้น 4-5 ช้อนโต๊ะ
  • นมสดรสจืด 1 ถ้วยตวง
  • กระเทียมหั่น 1 ถ้วย
  • พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • ลูกผักชี 3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยขาว 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำสูตรไก่ย่างขมิ้น

  1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไก่ไปหมักทิ้งไว้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง 
  2. นำไปย่างโดยใช้ไฟกลางประมาณ 30-40 นาทีจนเนื้อไก่สุกทั่ว มีสีเหลืองและกลิ่นหอมของขมิ้นและสมุนไพร พร้อมเสิร์ฟ

4. สูตรไก่ย่างนมสด

สูตรไก่ย่างนมสด

มาถึงเมนูไก่ย่างนมสดกันบ้าง เมนูนี้เป็นเมนูสำหรับผู้ที่ชอบความเข้มข้น หอมมัน ซึ่งส่วนผสมของสูตรไก่ย่างนมสดนี้มีดังนี้

  • เนื้อไก่หั่นชิ้นหรือไก่ส่วนอื่น ๆ ตามชอบ
  • นมสดจืด 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทย 1/4 ช้อนโต๊ะ 
  • ​ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  •  ​ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำสูตรไก่ย่างนมสด

  1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำเนื้อไก่ไปหมัก ทิ้งไว้ในตู้เย็น 2-3 ชั่วโมง
  2. นำไปย่างจนสุกเหลือง ขณะย่างให้พรมนมสดด้วย รสชาติจะเข้มข้นมัน เนื้อไก่แน่น นุ่มละลายในปาก พร้อมเสิร์ฟ

5. สูตรไก่ย่างแดง

สูตรไก่ย่างแดง

สูตรต่อมาสำหรับสายชอบทานไก่ย่างรสจัดจ้าน สูตรไก่ย่างแดงถือว่าตอบโจทย์เลย โดยสูตรไก่ย่างแดงมีส่วนประกอบดังนี้

  • เนื้อไก่หั่นชิ้น
  • สีผสมอาหารสีแดง 2 ช้อนชา
  • กะทิ 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำสูตรไก่ย่างแดง

  1. นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันรวมทั้งใส่สีผสมอาหารสีแดง แล้วนำเนื้อไก่ไปหมัก
  2. หมักกับไก่พักทิ้งไว้ 5-6 ชั่วโมง หรือสามารถหมักข้ามคืนได้เพื่อให้ส่วนผสมเข้าเนื้อไก่มากที่สุด 
  3. นำไปย่างในอุณหภูมิปานกลาง จะได้ไก่ย่างเนื้อเปื่อยนุ่ม สีส้มแดงเข้ม รสชาติจัดจ้าน ทานคู่กับข้าวเหนียว อร่อยสุด ๆ

6. สูตรไก่ย่างหนังกรอบ

สูตรไก่ย่างหนังกรอบ

ปิดท้ายด้วยสูตรเด็ดไก่ย่างหนังกรอบ ใครที่ชอบทานหนังไก่กรอบ ๆ ไม่ควรพลาด เพียงเตรียมวัตถุดิบง่าย ๆ คือ

  • ไก่ทั้งตัวหรือไก่หั่นชิ้น
  • ผงปรุงรส 2 ช้อนชา
  • น้ำมันมะกอก 1 ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยขาว 3 ช้อนชา
  • ลูกผักชี 2 ช้อนชา

วิธีทำสูตรไก่ย่างหนังกรอบ

  1. หมักไก่กับส่วนผสมทั้งหมดยกเว้นน้ำมันมะกอก ทิ้งไว้อย่าน้อย 1 ชั่วโมง 
  2. เมื่อครบเวลาแล้ว ให้นำน้ำมันมะกอกมาทาบนผิวไก่ให้ทั่ว
  3. นำไปย่างด้วยไฟกลาง 15 นาที จากนั้นทาน้ำมันมะกอกเพิ่มแล้วย่างต่ออีก 10 นาที จนได้ที่ เพียงเท่านี้ก็ได้ไก่ย่างหนังกรอบ เนื้อฉ่ำนุ่ม หอมเครื่องเทศแล้ว

สรุปบทความ

ทั้ง 6 สูตรไก่ย่างที่แนะนำมานี้ ไม่ว่าจะหมักแบบไหนก็ล้วนให้รสชาติไก่ย่างที่เข้มข้น หอมอร่อย ปรับใช้ได้ตามความถนัด สามารถทำทานเองที่บ้านโดยไม่ต้องไปซื้อจากข้างนอก ที่สำคัญ สะดวกและประหยัดมาก ๆ Tecnogas หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และหากใครสนใจอุปกรณ์ภายในครัวเรือนคุณภาพดี สามารถเลือกซื้อได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือโทร 02-274-3434 เราให้บริการทุกวัน 09.00 – 18.00 น.

แจก 7 เมนูไส้กรอกสุดง่าย อร่อยได้แบบหลากหลาย

เมนูไส้กรอก

ไส้กรอกเป็นวัตถุดิบที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และทำได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานหลักหรือของทานเล่น นอกจากนี้ ไส้กรอกยังหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน สามารถเก็บสต๊อกไว้ในตู้เย็นได้นาน แถมราคาไม่แพงจนเกินไปด้วย สำหรับคนที่ชอบความรวดเร็วในการทำอาหาร แนะนำให้ลองทำเมนูไส้กรอกกันดู ซึ่งในบทความนี้ได้รวบรวมมาให้แล้วถึง 7 เมนูด้วยกัน! 

เลือกซื้อไส้กรอกอย่างไรให้ปลอดภัย

แต่ก่อนจะไปดูเมนูไส้กรอกต่าง ๆ สิ่งแรกที่ควรตระหนักคือการเลือกซื้อไส้กรอกที่มีคุณภาพปลอดภัย 

  • เลือกไส้กรอกจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมาย อย. และ มอก.
  • ดูวันผลิตและวันหมดอายุ  
  • ซื้อไส้กรอกที่มีสีตรงกับเนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอกหมูควรมีสีชมพูอ่อน ๆ
  • สภาพของไส้กรอกต้องดูสด สะอาด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม 
  • หากเป็นแบบแช่เย็น ให้ดูการจัดเรียงในตู้ให้เป็นระเบียบ แช่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • มีฉลากระบุข้อมูลโภชนาการ วัตถุดิบที่ใช้ อัตราส่วน และสารปรุงแต่ง

ก่อนปรุงอาหาร อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ในครัวให้พร้อม รวมถึงเตาแก๊สอินฟราเรดที่จะช่วยประหยัดค่าแก๊ส แถมยังทำอาหารง่าย ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลังจากทานอาหารเสร็จ ควรเตรียมซิ้งค์ล้างจานให้พร้อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้เราทำความสะอาดภาชนะและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถนัด

7 เมนูไส้กรอกสุดง่าย ประยุกต์ได้หลายเมนู

เมนูไส้กรอกสุดง่าย ประยุกต์ได้หลายเมนู

จากที่ได้เลือกซื้อไส้กรอกมาเตรียมไว้แล้ว ก็ได้เวลานำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูต่าง ๆ ที่ทำได้ไม่ยาก หลายเมนูสามารถประยุกต์ใช้กับอาหารคาวหวานแตกต่างกันออกไป ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเมนูทำกันได้ไม่ซ้ำ ดังนั้นขอแนะนำ 7 เมนูไส้กรอกที่ควรลองทำทานดู รับรองว่าอร่อยติดใจอย่างแน่นอน!

1. ไส้กรอกคลุกฝุ่น

ไส้กรอกคลุกฝุ่น

ไส้กรอกคลุกฝุ่นเป็นเมนูง่าย ๆ แต่ได้รสชาติที่อร่อยถูกใจ หอมกรอบเหมาะเป็นอาหารว่างหรือกับแกล้ม วิธีทำก็ง่าย ๆ เพียงแค่นำไส้กรอกมาหั่นเป็นท่อนพอดีคำ จากนั้นนำไปพันกับเบคอน แล้วนำไปย่างในกระทะจนสุกกรอบ ส่วนตัวซอสสามารถทำได้โดยการผสมซอสพริกศรีราชา พริกป่น ข้าวคั่ว จากนั้นทาซอสลงบนไส้กรอกที่ย่างอยู่ จัดใส่จานพร้อมทาน เสิร์ฟกับผักสลัดก็ยิ่งเพิ่มรสชาติอร่อยขึ้นไปอีก

2. ไส้กรอกผัดซอส

ไส้กรอกผัดซอส

มาถึงเมนูที่เป็นเมนูโปรดของใครหลายคน ซึ่งก็คือเมนูไส้กรอกผัดซอสนั่นเอง เมนูนี้ทำง่ายไม่แพ้ไส้กรอกคลุกฝุ่นเลย เพียงแค่หั่นไส้กรอกเป็นชิ้น ๆ ตามต้องการ ตั้งกระทะแล้วใส่ไส้กรอกที่หั่นชิ้นลงไปผัดกับซอสมะเขือเทศ ผัดจนเกือบจะสุกแล้วปรุงรสด้วยซอสปรุงรสต่าง ๆ รวมถึงน้ำตาล และพริกไทยตามชอบ จากนั้นโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย แล้วนำมาตักราดข้าวสวยร้อน ๆ รับรองอิ่มท้องแน่นอน

3. สปาเก็ตตีพริกแห้งไส้กรอก

สปาเก็ตตีพริกแห้งไส้กรอก

สปาเก็ตตีพริกแห้งไส้กรอกเป็นอีกหนึ่งเมนูไส้กรอกง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน ซึ่งขั้นตอนการทำก็มีแค่ต้มสปาเก็ตตีในน้ำเดือดให้สุกได้ที่ จากนั้นนำกระเทียมสับและหอมใหญ่ซอยมาผัดในน้ำมันมะกอกให้หอม แล้วค่อยใส่ไส้กรอกหั่นชิ้นลงไปผัดให้สุก ใส่สปาเก็ตตีต้มสุกตามลงไปพร้อมทั้งใบโหระพา ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และพริกแห้งลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จัดใส่จานตกแต่งให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

4. ข้าวไข่ข้นไส้กรอก

ข้าวไข่ข้นไส้กรอก

ในวันที่เร่งรีบหรืออยากทานอะไรง่าย ๆ ข้าวไข่ข้นไส้กรอกถือว่าตอบโจทย์ วิธีทำก็แสนง่าย เริ่มโดยตีไข่ไก่ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ แล้วนำไปทอดในกระทะโดยใช้ไฟอ่อน คนไข่ในกระทะไปเรื่อย ๆ จนข้น จากนั้นค่อยใส่ไส้กรอกที่หั่นแว่นลงไป เมื่อสุกได้ที่สามารถยกออกจากกระทะมาราดข้าวสวยร้อน ๆ ได้เลย เท่านี้ก็ได้เมนูไส้กรอกอร่อย ๆ แล้ว

5. ขนมโตเกียวไส้กรอก

ขนมโตเกียวไส้กรอก

นอกจากเมนูไส้กรอกแบบคาวแล้ว ไส้กรอกก็สามารถนำมาทำเมนูทานเล่นได้ อย่างขนมโตเกียวไส้กรอกนั่นเอง อย่างแรกเตรียมแป้งขนมโตเกียวให้เรียบร้อย จากนั้นนำแป้งลงกระทะ โรยพริกไทยหรือใส่ไข่เพิ่มตามชอบ แล้วใส่ไส้กรอกลงไป จากนั้นปิดแป้งโตเกียวให้เป็นทรงยาว พร้อมรับประทาน

6. ไส้กรอกพันเบคอน

ไส้กรอกพันเบคอน

ไส้กรอกพันเบคอนแล้วนำไปย่างหรือทอด เป็นอีกเมนูที่ทำง่ายแต่ฟินสุด ๆ ด้วยวิธีทำง่าย ๆ คือแค่นำเบคอนไปห่อไส้กรอกแล้วม้วนให้แน่น นำไปทอดหรือย่างในกระทะบนเตาแก๊สอินฟราเรดจนเบคอนหอมกรอบ แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟเมนูไส้กรอกแสนอร่อยแล้ว

7. ไส้กรอกพันหมี่กรอบ

ไส้กรอกพันหมี่กรอบ

ปิดท้ายด้วยเมนูไส้กรอกพันหมี่กรอบ ซึ่งเป็นเมนูอาหารว่างที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นหู แต่เป็นเมนูที่อร่อยสุด ๆ โดยวิธีทำมีแค่นำบะหมี่เส้นกลมมาพันรอบไส้กรอกให้แน่น จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันเดือดก็เป็นอันเสร็จ กรอบนอกนุ่มใน อร่อยสุด ๆ ไปเลย

สรุปบทความ

สรุปบทความ

สุดท้ายนี้ ไส้กรอกเป็นวัตถุดิบสารพัดประโยชน์ที่สามารถประยุกต์ทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งเมนูไส้กรอกง่ายๆ อย่างไส้กรอกคลุกฝุ่น ไส้กรอกผัดซอส สปาเก็ตตีไส้กรอก ขนมโตเกียวไส้กรอก ไส้กรอกพันเบคอน หรือไส้กรอกพันหมี่กรอบ ก็ล้วนทำได้ไม่ยาก ได้รสชาติที่อร่อยถูกใจ ทานได้ทุกโอกาส! Tecnogas หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ และหากใครสนใจแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายอดนิยมคุณภาพชั้นนำ ในราคาที่สมเหตุสมผล สามารถเลือกดูได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือโทร 02-274-3434 เรายินดีให้คำปรึกษา

รวม 11 อาหารแห้งเก็บได้นาน เสบียงยามดึกของคนหิว

11 อาหารแห้งเก็บได้นาน

อาหารแห้งมักจะเก็บได้นานและง่ายต่อการประกอบอาหาร เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหารมากนัก หรือสำหรับใช้เป็นเสบียงในยามฉุกเฉิน บทความนี้ เราได้รวบรวมอาหารแห้งที่เก็บได้นาน 11 อย่างที่สามารถเก็บได้นานและทำทานง่ายไว้มาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้น อ่านต่อกันเลย

11 อาหารแห้งเก็บได้นาน หิวเมื่อไหร่ ก็ลุกขึ้นมาทำทานได้

อาหารแห้งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหาร หรือต้องการมีอาหารติดบ้านไว้กินยามหิว ด้วยอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดอายุง่ายๆ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกหิว คุณสามารถลุกขึ้นมาทำอาหารได้ในทันที 

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

1. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหนึ่งในอาหารแห้งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสะดวกรวดเร็ว และมีรสชาติที่อร่อย มักจะอยู่ในรูปแบบถ้วยกระดาษหรือซองพลาสติก มีรสชาติให้เลือกหลากหลาย เพียงแค่ต้มน้ำร้อนเทลงไป แล้วปล่อยทิ้งไว้สักพักก็สามารถทานได้แล้ว

2. ข้าวสาร

2. ข้าวสาร

อาหารแห้งที่เก็บได้นานและมีประโยชน์อีกอย่างคือ ข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะมีคุณค่าทางโภชนาการและเส้นใยอาหารสูง สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้ ข้าวสารเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานหลายปี หากเก็บในที่แห้งและปิดผนึกสนิท เมื่อหิวก็สามารถนำมาหุงหรือทำเป็นอาหารจานเดียวได้ง่ายๆ เช่น ข้าวผัด ข้าวกะเพราไข่เจียว เป็นต้น นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังช่วยให้อิ่มท้องได้นานอีกด้วย

3. กุนเชียง

3. กุนเชียง

กุนเชียงเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนไทย เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ผ่านการอบและตากแห้งอย่างดี กุนเชียงจึงสามารถเก็บได้นานหลายเดือนโดยไม่เสียคุณภาพ เมื่อหิวก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้ง่าย

4. พาสต้า

4. พาสต้า

พาสต้าเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีอายุการเก็บรักษายาวนาน เนื่องจากผ่านกระบวนการอัดมาอย่างดี พาสต้ามีหลากหลายรูปแบบให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นพาสต้าเส้นสปาเกตตี มะกะโรนี และอื่น ๆ โดยทั่วไปพาสต้าสามารถเก็บได้นานประมาณ 1-2 ปี เมื่อต้องการทาน ก็แค่ต้มสุกก่อนคลุกกับซอสต่างๆ ได้ตามใจชอบ เช่น ซอสมะเขือเทศ หรือซอสคาโบนาร่า เท่านี้ก็สามารถมีมื้ออาหารแสนอร่อยได้แล้ว

5. วุ้นเส้น

5. วุ้นเส้น

วุ้นเส้นเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นาน มีลักษณะเป็นเส้นบางๆ เล็กๆ นิยมนำไปผัดและต้มกับผัก เนื้อสัตว์ หรือทำเป็นก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และสุกี้โรล เป็นส่วนผสมที่ต้องมีติดครัวไว้ให้อุ่นใจ

6. เห็ดหอม

6. เห็ดหอม

เห็ดหอมเป็นอาหารแห้งที่นอกจากจะมีรสชาติอร่อยและเก็บรักษาได้นานแล้ว ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย เห็ดหอมผ่านกรรมวิธีการอบแห้งจนมีลักษณะแข็งและแห้งสนิท สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายเดือน เมื่อต้องการทานก็เพียงแค่แช่น้ำอุ่นเพื่อให้พองตัวก็สามารถนำไปประกอบอาหารได้ เช่น ผัดกับผักอื่นๆ ทำน้ำซุป หรือใส่ลงในก๋วยเตี๋ยวก็อร่อย

7. ปลาเค็ม

7. ปลาเค็ม

ปลาเค็มเป็นอาหารแห้งที่เก็บได้นานหลายเดือน กระบวนการทำปลาเค็มจะผ่านการหมักด้วยเกลือและวิธีการตากแห้งจนแข็งและแห้งสนิท สามารถรับประทานได้เลยเมื่อต้องการ หรือนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู 

8. ผักดองกระป๋อง

8. ผักดองกระป๋อง

ผักดองกระป๋องเป็นผักที่ผ่านกระบวนการหมัก จึงมีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน ผักดองกระป๋องมีให้เลือกหลายชนิด ทั้งผักกาดดอง แตงกวาดอง มะเขือเทศดอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรสชาติและความกรอบให้กับอาหารมากขึ้น สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย หรือทำเป็นเครื่องเคียงก็ได้

9. ปลากระป๋อง

9. ปลากระป๋อง

ปลากระป๋องเป็นอาหารแห้งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ สามารถรับประทานได้ทั้งแบบร้อนและเย็น มีให้เลือกหลายชนิด เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ เป็นต้น อุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพ วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น ยำปลากระป๋อง

10. หมูหย็อง

10. หมูหย็อง

หมูหย็องเป็นอีกหนึ่งอาหารแห้งที่เก็บได้นานที่ได้รับความนิยมมาก ทำจากหมูเนื้อแดงปรุงรสที่ต้มให้เปื่อยจนงวด แล้วนำไปผัดจนแห้งพร้อมทั้งขยี้ให้เป็นฝอย สามารถทานได้ทันที หรือนำมาโรยข้าวก็อร่อย

11. ปลาหมึกแห้ง

11. ปลาหมึกแห้ง

ปลาหมึกแห้งเป็นอาหารทะเลชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถเก็บรักษาได้นาน ปลาหมึกจะถูกนำมาผ่านกระบวนการตากแห้งจนมีลักษณะแข็งและสามารถเก็บได้นานหลายเดือน เมื่อต้องการทานก็นำมาแช่น้ำอุ่นเพื่อให้พองตัว แล้วจึงนำไปประกอบอาหาร เช่น ผัดกับผัก ทำน้ำพริก หรือปรุงรสต่างๆ ปลาหมึกแห้งไม่เพียงมีรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุจำเป็นต่างๆ อีกด้วย

สรุปบทความ

อาหารแห้งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำอาหาร หรือต้องการมีเสบียงติดบ้านไว้กินยามหิว เนื่องจากมีอายุการเก็บรักษายาวนาน ทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหมดอายุ แถมยังเป็นวัตถุดิบที่ดี สามารถสรรค์สร้างมื้ออาหารอร่อย ๆ ได้จากอาหารแห้งเหล่านี้อีกด้วย

ทาง Tecnogas หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่ใช่น้อย และถ้าหากต้องการเลือกซื้อเครื่องครัวยุโรป ก็สามารถเลือกซื้อได้ที่หน้าเว็บไซต์ของเรา

มือใหม่เข้าครัวต้องรู้! ควรมีเครื่องปรุงอาหารอะไรติดครัวในบ้าน

10 เครื่องปรุงอาหารติดครัว

การทำอาหารเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือกระทั่งคนที่ชำนาญแล้ว การมีเครื่องปรุงอาหารติดบ้านจะช่วยให้การปรุงอาหารง่ายขึ้นและช่วยประหยัดเวลาในการวางแผนและซื้อของ

มือใหม่เข้าครัวต้องรู้! ควรมีเครื่องปรุงอาหารอะไรติดครัวในบ้าน

สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นทำอาหาร ควรมีเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นติดบ้านไว้ให้อุ่นใจ

10 เครื่องปรุงอาหารติดครัว สำหรับมือใหม่หัดทำอาหาร

สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทำอาหาร การมีเครื่องปรุงอาหารพื้นฐานติดบ้านจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างง่ายดายและมีรสชาติที่อร่อย โดยทั่วไปแล้ว รสชาติของอาหารจะประกอบไปด้วย 4 รสหลัก ได้แก่ หวาน เค็ม เปรี้ยว และเผ็ด ต่อไปนี้จะเป็น 10 เครื่องปรุงอาหารที่ควรมีติดครัวไว้

1. น้ำปลา

1. น้ำปลา

น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับการปรุงอาหารไทย เพราะมันให้รสชาติเค็มและมีกลิ่นหอมที่โดดเด่น น้ำปลาช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแกง ผัด ต้ม หรือทอด คุณสามารถใช้น้ำปลาในการปรุงอาหารทุกประเภท นอกจากนี้ น้ำปลายังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

2. น้ำตาล

2. น้ำตาล

น้ำตาลเป็นเครื่องปรุงอาหารที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรขาดในครัว เนื่องจากน้ำตาลช่วยเสริมรสชาติหวานให้กับอาหาร ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน สำหรับมือใหม่ การมีน้ำตาลติดครัวจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลาย และปรับแต่งรสชาติได้ตามต้องการ

3. พริกป่น

3. พริกป่น

พริกป่นเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่ขาดไม่ได้สำหรับมือใหม่ เนื่องจากช่วยเสริมรสชาติเผ็ดและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับอาหาร พริกป่นมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นพริกป่นขาว พริกป่นสวน พริกป่นกะเหรี่ยง หรือพริกป่นเม็ดพริกชนิดอื่นๆ ซึ่งแต่ละชนิดจะให้ความเผ็ดและกลิ่นหอมที่แตกต่างกัน

4. น้ำมันหอย

4. น้ำมันหอย

น้ำมันหอยเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีรสชาติที่กลมกล่อม ซึ่งช่วยเสริมรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหารได้เป็นอย่างดี น้ำมันหอยมักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารไทยหลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอย และเครื่องจิ้ม

5. พริกไทย

5. พริกไทย

พริกไทยเป็นเครื่องเทศที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารในหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารไทย การมีพริกไทยติดครัวจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารไทยรสชาติดั้งเดิมและมีกลิ่นหอมที่น่าลิ้มลอง

6. ซอสปรุงรส

6. ซอสปรุงรส

ซอสปรุงรสเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีประโยชน์มากสำหรับมือใหม่ เพราะไม่ต้องมีพื้นฐานการทำอาหารมากมาย ก็สามารถใช้ซอสปรุงรสให้อาหารอร่อยได้ แถมยังช่วยให้คุณประหยัดเวลาอีกด้วย ซอสปรุงรสมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซอสบาร์บีคิว เป็นต้น

7. ผงชูรส

7. ผงชูรส

ผงชูรสเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่สำคัญสำหรับมือใหม่ เนื่องจากสามารถเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งพื้นฐานการทำอาหารที่ดีมาก ผงปรุงรสประกอบด้วยรสชาติหลักๆ เช่น รสเค็ม รสหวาน และรสอื่นๆ ที่ช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างลงตัว

8. เกลือ

8. เกลือ

เกลือถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงอาหารที่จำเป็นที่สุดสำหรับมือใหม่ เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการเสริมรสชาติเค็มให้กับอาหาร นอกจากนี้เกลือยังช่วยเสริมรสชาติของวัตถุดิบอื่นๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรใช้เกลือในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากการบริโภคเกลือมากเกินไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

9. ซีอิ๊วขาว

9. ซีอิ๊วขาว

ซีอิ๊วขาวเป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีรสชาติหอม มักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารจีนและอาหารเอเชียอื่นๆ อย่างแพร่หลาย  นอกจากนี้ซีอิ๊วขาวยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนมหรือเบเกอรี่ได้อีกด้วย

10. ซีอิ๊วดำ

10. ซีอิ๊วดำ

ซีอิ๊วดำเป็นเครื่องปรุงอาหารชนิดหนึ่งที่มีรสชาติเข้มข้น มักถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารซุป และอาหารอื่นๆ นอกจากนี้ ซีอิ๊วดำสามารถนำมาใช้ในการปรุงอาหารดองได้อีกด้วย ด้วยรสชาติที่เข้มข้นและมีเอกลักษณ์ ซีอิ๊วดำจึงเป็นเครื่องปรุงที่ช่วยเสริมรสชาติให้กับอาหารได้อย่างดี ควรมีติดครัวไว้

สรุปบทความ

การมีเครื่องปรุงอาหารติดครัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นการทำอาหาร เพราะจะช่วยให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างง่ายดายและมีรสชาติที่อร่อย แถมยังช่วยประหยัดเวลาอีกด้วย

หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์ภายในครัวอยู่ Tecnogas นำเข้าเครื่องครัวยุโรปที่ดีไซน์สวย ทันสมัยและทำจากวัสดุคุณภาพดีเยี่ยม รับประกันความสะดวกและความปลอดภัย ส่งเสริมให้การทำอาหารของคุณง่ายขึ้น!

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310