แชร์ 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้ดูน่าทานเหมือนอยู่ร้านอาหาร

5 เทคนิคจัดจานอาหาร

การจัดจานอาหารนั้นมีความสำคัญไม่แพ้การปรุงรสให้อร่อยเลย เพราะการตกแต่งและวิธีการจัดเสิร์ฟนั้นส่งผลต่อประสบการณ์การรับประทานโดยตรง

แชร์ 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้ดูน่าทานเหมือนอยู่ร้านอาหาร

จานอาหารที่ดูน่ารับประทานและจัดวางอย่างพิถีพิถันจะช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยของเมนูนั้นๆ ยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำในการรับประทานอาหารมื้อนั้นๆ ด้วย หากคุณเป็นคนที่ชอบทำอาหารที่บ้าน ไม่ควรมองข้ามการจัดจานให้ดูน่าทาน

ทำไมการจัดจานอาหารให้น่าทานถึงสำคัญ

การจัดจานอาหารให้ดูน่าทานจะเพิ่มอรรถรสในการรับประทานให้สูงขึ้น ก่อนที่เราจะได้ลิ้มรสของอาหารนั้น สายตาจะเป็นประสาทสัมผัสแรกที่ได้สัมผัสกับเมนูอาหารนั้นๆ ก่อน การจัดวางและตกแต่งที่ดูน่ารับประทานจึงเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่จะทำให้ผู้รับประทานรู้สึกอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น

5 เทคนิคจัดจานอาหารให้น่าทาน ที่มือใหม่ก็ทำได้

บทความนี้จะพาไปดู 5 เทคนิคจัดจานอาหารให้น่าทาน ถ้าได้ลองทำแล้ว รับรองว่าจะเซอร์ไพรส์และเป็นที่จดจำแน่นอน! จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันเลย

1. เลือกสีจานให้ตัดกับอาหาร

1. เลือกสีจานให้ตัดกับอาหาร

เทคนิคการเลือกสีจานให้ตัดกับสีของอาหารนั้นถือเป็นวิธีการจัดจานที่ง่ายที่สุด เพราะสีจานที่ตัดกันกับอาหารจะช่วยให้อาหารนั้นดูโดดเด่นและน่าทาน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีอาหารสีเข้ม เช่น สเต๊กเนื้อ หรือผัดกะเพราหมูสับ ให้เลือกจานสีอ่อน เช่น สีขาว ครีม หรือเหลืองอ่อน ในทางกลับกันหากอาหารมีสีอ่อน ให้นำมาวางบนจานสีเข้ม เช่น สีดำ เทคนิคนี้ทำให้อาหารดูโดดเด่น กระตุ้นความอยากอาหารได้มากยิ่งขึ้น

2. ใช้ที่รองจานเพิ่มความน่าสนใจ

2. ใช้ที่รองจานเพิ่มความน่าสนใจ

การใช้ที่รองจานมาเป็นส่วนประกอบในการจัดจานนั้นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และยกระดับให้กับอาหารจานนั้นๆ ซึ่งที่รองจานมีให้เลือกหลากหลายวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่ทำจากไม้ กระเบื้อง เมลามีน หรืออื่นๆ เพียงแค่เลือกลวดลายและวัสดุที่เข้ากับสไตล์จานอาหาร ก็สามารถสร้างจุดสนใจและเปลี่ยนอาหารธรรมดาๆ ให้กลายเป็น fine dining ได้ 

3. ไม่วางจนล้น แต่ให้เหลือพื้นที่รอบจาน

3. ไม่วางจนล้น แต่ให้เหลือพื้นที่รอบจาน

เทคนิคนี้อาจฟังดูง่ายแต่หลายคนมักทำพลาดกันบ่อยๆ สำหรับการจัดจานอาหารให้ดูน่าทาน คุณไม่ควรวางอาหารจนเต็มจานจนแน่น แต่ควรจัดวางในลักษณะที่มีพื้นที่ว่างบริเวณขอบจานเล็กน้อย เทคนิคนี้จะทำให้จานดูสบายตา และไม่อึดอัด นอกจากนี้ พื้นที่ว่างรอบจานนั้นยังสามารถนำเครื่องเคียงอื่นๆ มาตกแต่งได้อีกด้วย เช่น สลัดผัก หรือแม้กระทั่งดอกไม้ประดับจานเพื่อความสวยงาม

4. ราดซอสลงบนจานอย่างมีชั้นเชิง

4. ราดซอสลงบนจานอย่างมีชั้นเชิง

หนึ่งในเคล็ดลับการจัดจานอาหารให้ดูน่าทานคือการราดหรือวางซอสอย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่ราดหรือวางลงบนจานส่งๆ การสร้างลวดลายหรือทิศทางการไหลของซอสจะเพิ่มมิติให้กับเมนูนั้นๆ เช่น ราดเป็นจุดๆ บนจาน การราดซอสแบบนี้จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและไม่ทำให้จานดูจืดชืดเกินไป

5. ตกแต่งให้ดูสวยงามปิดท้ายด้วยผักหรือเครื่องเทศ

5. ตกแต่งให้ดูสวยงามปิดท้ายด้วยผักหรือเครื่องเทศ

หลังจากจัดวางองค์ประกอบหลักๆ ลงบนจานแล้ว สิ่งสุดท้ายที่จะนำมาตกแต่งเพื่อเพิ่มความสวยงามและสร้างจุดสนใจให้กับจานอาหารคือผักสดและเครื่องเทศต่างๆ เพียงแค่โรยหรือวางประดับตรงจุดที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มสีสันและกลิ่นหอมแก่จานอาหารได้อย่างลงตัวแล้ว 

สรุปบทความ

การจัดจานนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับคนทั่วไป ด้วยการนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพียงเล็กน้อย คุณก็สามารถตกแต่งจานอาหารของตัวเองให้ดูน่าทานราวกับเป็นมืออาชีพได้แล้ว 

และหากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวที่สวย ปลอดภัย และทันสมัย Tecnogas นำเข้าเครื่องครัวยุโรปที่มาพร้อมกับฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกและระบบความปลอดภัยสูง และด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและวัสดุคุณภาพดีเยี่ยม จึงตอบโจทย์คนรักการทำอาหารอย่างแน่นอน

แจก 4 สูตรมันบด เอาใจคนรักมันฝรั่งแบบไม่มีเบื่อ

4 สูตรมันบด

ใครจะรู้ว่ามันฝรั่งธรรมดาๆ ที่เราเคยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นเมนูมันบดสุดอร่อยได้อย่างน่าทึ่ง

แจก 4 สูตรมันบด เอาใจคนรักมันฝรั่งแบบไม่มีเบื่อ

เพียงแค่ใช้เทคนิคนิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนรสชาติเพลนๆ ให้เป็นรสที่หอมหวานนุ่มละมุนได้ บทความนี้ได้รวบรวมวิธีทำมันบดหลากหลายแบบมาให้ มาดูกันว่ามีสูตรมันบดแบบไหนกันบ้าง

วิธีเลือกมันฝรั่งในการทำเมนูมันบด

วิธีเลือกมันฝรั่งในการทำเมนูมันบด

การเลือกมันฝรั่งที่มีคุณภาพดีเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการทำมันบดออกมาอร่อยและนุ่มเนียน มันฝรั่งที่ดีควรมีลักษณะเป็นรูปรีคงทรง ไม่บอบช้ำหรือมีรอยแตกร้าว เมื่อกดแล้วมีความกระชับ นุ่มนิดหน่อย เลือกซื้อมันฝรั่งสดๆ ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวไม่นานจะได้รสชาติดีที่สุด

4 สูตรมันบดแสนง่าย ทำเมื่อไหร่ก็อร่อย

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักมันบด เรามีสูตรมันบด 4 สูตรเด็ดมาฝากที่จะทำให้คุณได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ของมันบดอย่างไม่มีเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นคนรักมันบดตัวจริง หรือใครที่ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเมนูนี้มาก ก็สามารถทำตามสูตรโดยใช้เตาอบหรือเตาแก๊สได้อย่างง่ายดาย

1. สูตรมันบดราดน้ำเกรวี่

1. สูตรมันบดราดน้ำเกรวี่

เริ่มต้นด้วยสูตรมันบดสุดคลาสสิกที่ใครๆ ก็สามารถทำกันได้ ซึ่งก็คือมันบดเนียนนุ่มราดด้วยน้ำเกรวี่นั่นเอง รสชาติหอมอร่อย กลมกล่อม เป็นเมนูง่ายๆ ที่สามารถนำไปรับประทานคู่กับสเต๊กเนื้อได้อย่างลงตัว 

วัตถุดิบ: 

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • เนยรสจืด 75 กรัม
  • นมสด 185 มล.
  • Heavy cream 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยดำป่น 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำมันบด: 

  1. หันมันฝรั่งให้เป็นเต๋า 
  2. ใส่มันฝรั่งลงในหม้อพร้อมกับเติมน้ำ และใส่เกลือป่นเข้าไป 
  3. ต้มจนมันฝรั่งนุ่ม แล้วค่อยๆ กรองน้ำออก
  4. ละลายเนยในกระทะ จากนั้นเติมนมและ heavy cream ลงไป ต้มจนเริ่มเดือดแล้วยกออกจากเตา
  5. บดมันฝรั่งให้เนียนนุ่ม จากนั้นใส่เกลือป่น พริกไทยดำป่น และปรุงรสตามชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากัน 

วัตถุดิบของน้ำเกรวี่:

  • น้ำเดือด 565 มล.
  • ซุปก้อนไก่ 1 ก้อน
  • ซุปก้อนเนื้อ 1 ก้อน
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงหัวหอม หรือผงกระเทียม 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
  • เนยรสจืด 60 กรัม
  • แป้งสาลี 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำน้ำเกรวี่:

  1. ผสมซุปก้อนทั้ง 2 ชนิดกับน้ำเดือดจนมันละลายเข้าด้วยกัน 
  2. ละลายเนยจืดด้วยไฟกลางด้วยกระทะแยก
  3. เติมผงกระเทียม หรือผงหัวหอม และพริกไทยดำป่นไปผสม
  4. ค่อยๆ เทน้ำซุปที่ผสมไว้ในตอนแรกลงไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นผสมจนเกิดความเหนียวข้น
  5. เติมน้ำซุปที่เหลือลงไป กวนผสมต่อไปเรื่อยๆ อีกประมาณ 2 นาที จนส่วนผสมหนืดขึ้นอีกครั้ง จากนั้นก็ยกขึ้นพร้อมเสิร์ฟ

2. สูตรมันบดอบชีส

2. สูตรมันบดอบชีส

สูตรมันบดอบชีสสำหรับคนรักชีสโดยเฉพาะ ห้ามพลาดสูตรนี้! 

วัตถุดิบมันบดอบชีส:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • เชดดาร์ชีส หรือพาร์มีซานชีส หรือผสมกันก็ได้

วิธีทำมันบดอบชีส:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มจนมันฝรั่งนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. โรยหน้าด้วยชีสตามชอบ จากนั้นนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วนำออกมา พร้อมเสิร์ฟ

3. สูตรมันบดทอด

3. สูตรมันบดทอด

สำหรับคนที่เบื่อมันบดธรรมดาๆ แล้ว ต้องลองสูตรนี้ รับรองว่าใครที่ไม่ชอบความนุ่มเละของมันบดแบบดั้งเดิมจะต้องติดใจสูตรนี้อย่างแน่นอน

วัตถุดิบมันบดทอด:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • แป้งเกล็ดขนมปัง

วิธีทำมันบดทอด:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มมันฝรั่งจนนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วย ตีให้เรียบร้อยเพื่อชุบแป้งขนมปัง
  6. ปั้นมันฝรั่งบดเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วชุบไข่ จากนั้นนำมาคลุกกับเกล็ดขนมปังให้ทั่วทั้งชิ้น (ทำ 2 รอบเพื่อให้ได้แป้งที่หนาและอยู่ตัว)
  7. นำมันฝรั่งไปทอดในน้ำมันให้กรอบ จากนั้นสะเด็ดน้ำมันบนกระดาษซับน้ำมันพร้อมเสิร์ฟ

4. สูตรมันบดชีสพันเบคอน

4. สูตรมันบดชีสพันเบคอน

เมนูนี้เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจคนรักเบคอน ชีสและมันบด มีความอร่อยครบรสจากความเค็มของเบคอน ความหอมของชีส ผสานกับความเนียนนุ่มของมันบด 

วัตถุดิบมันบดอบชีสเบคอน:

  • มันฝรั่ง 1 – 1.5 กิโลกรัม
  • วิปปิ้งครีม 125 มล.
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • เบคอน ตามชอบ
  • มอสซาเรลล่าชีส

วิธีทำมันบดอบชีสเบคอน:

  1. เปิดเตาแก๊ส ต้มมันฝรั่งจนนิ่ม 
  2. นำมันฝรั่งที่ต้มแล้วมาบดให้ละเอียด 
  3. ใส่วิปปิ้งครีมแล้วผสมให้เข้ากับมันฝรั่งเป็นเนื้อเดียว
  4. ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ
  5. โรยหน้าด้วยชีสและเบคอนตามต้องการ จากนั้นนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีแล้วนำออกมาพร้อมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

ไม่ว่าจะเป็นสูตรมันบดไหนก็ควรเลือกมันฝรั่งที่สดใหม่ เพื่อให้ได้เมนูมันบดที่อร่อยสมบูรณ์แบบ ใครที่สนใจทำกินเองหรือทำขายก็ลองทำตามสูตรเหล่านี้ได้ รับรองว่าอร่อยแสงออกปากอย่างแน่นอน!

นอกจากบทความนี้แล้ว Tecnogas มีบทความดีๆ ให้ติดตามอีกมากห้ามพลาดเป็นอันเด็ดขาด และที่ห้ามพลาดยิ่งกว่านั้นก็คือเครื่องครัวยุโรปที่ทาง Tecnogas นำเข้ามาขาย การันตีคุณภาพและความสวยงามของเครื่องครัวหลากหลายสไตล์ สามารถตามส่องกันได้ที่หน้าเว็บเลย!

จัดเต็ม 5 เมนูเด็กหอ อิ่มอร่อยได้ง่าย ๆ ด้วยกระทะไฟฟ้า

5 เมนูเด็กหอ

สำหรับใครที่เป็นเด็กหอหรือต้องการเมนูง่าย ๆ ประหยัดงบ แต่อร่อยได้สไตล์นักศึกษา วันนี้เรามีสูตรเมนูเด็กหอถึง 5 เมนู ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยกระทะไฟฟ้าใบเดียว

จัดเต็ม 5 เมนูเด็กหอ อิ่มอร่อยได้ง่าย ๆ ด้วยกระทะไฟฟ้า

ประกอบอาหารได้อย่างสะดวกสบาย อร่อยถูกถูกปาก แถมยังประหยัดงบการทำอาหารได้อีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปดูสูตรเมนูเด็กหอกันเลย!

ทำไมกระทะไฟฟ้าถึงตอบโจทย์การทำเมนูเด็กหอ

ทำไมกระทะไฟฟ้าถึงตอบโจทย์การทำเมนูเด็กหอ

เด็กหอต้องการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เตาไฟฟ้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพราะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีราคาไม่แพง ฟังก์ชันการทำงานหลากหลาย ทั้งการต้ม ผัด แกง และทอด นอกจากนี้เตาไฟฟ้ายังประหยัดพลังงานและง่ายต่อการทำความสะอาดอีกด้วย จึงคุ้มค่าสำหรับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการความสะดวก

5 สูตรเมนูเด็กหอ ทำง่าย อิ่มอร่อยแบบประหยัดงบ

บทความนี้ เราได้คัดสรรมาให้แล้ว 5 สูตรเมนูเด็กหอ ที่เหมาะกับทั้งสายคลีน สายกินคู่กับข้าว และสายอาหารจานเดียว

1. ข้าวผัดปลากระป๋อง

1. ข้าวผัดปลากระป๋อง

ข้าวผัดปลากระป๋องเป็นเมนูเด็กหอยอดนิยมที่ทำง่าย อร่อย ราคาไม่แพง และอุดมไปด้วยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ทำให้อิ่มท้องนาน แถมยังประหยัดงบอีกด้วย

ส่วนผสม:

  • ข้าวสวย 2 ถ้วยตวง
  • ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • หอมแดง 2 หัว
  • กระเทียมสับ 3 กลีบ
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • ซอสปรุงรส เช่น ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว
  • ผักสดตามชอบ เช่น  กะหล่ำปลี คะน้า
  • น้ำมันพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้าพร้อมกับใส่น้ำมันลงกระทะ และรอให้น้ำมันร้อนได้ที่
  2. ใส่หอมแดงและกระเทียม จากนั้นผัดจนหอมแล้วตามด้วยไข่สองฟอง
  3. ใส่ปลากระป๋อง พริกไทย และซอสปรุงรสลงผัดรวมกับไข่
  4. ใส่ข้าวสวยและผักลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นก็สามารถปรุงรสเพิ่มตามใจชอบ

2. ผัดมาม่าไส้กรอก

2. ผัดมาม่าไส้กรอก

ผัดมาม่าไส้กรอกเป็นเมนูเด็กหออาหารจานเดียวที่อร่อยและได้พลังงานสูง ส่วนผสมหลักคือ มาม่ากึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก และผักต่างๆ อร่อยถูกใจวัยเรียนอย่างแน่นอน

ส่วนผสม:

  • มาม่ากึ่งสำเร็จรูป 1-2 ซอง
  • ไส้กรอกหั่นชิ้น  
  • ผักตามชอบ เช่น กะหล่ำซอย เป็นต้น
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้าเพื่อต้มมาม่ากึ่งสำเร็จรูป
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน และรอให้ร้อน
  3. ผัดไข่ให้สุกได้ที่ แล้วใส่ไส้กรอก กะหล่ำซอยเข้าไป 
  4. ใส่เส้นมาม่า และซอสปรุงรสของมาม่า (สามารถใส่ซอสชนิดอื่นๆ ได้ตามชอบ)
  5. ผัดจนส่วนผสมสุกเข้ากัน และพร้อมเสิร์ฟ

3. ผัดมักกะโรนีไก่

3. ผัดมักกะโรนีไก่

ผัดมักกะโรนีไก่เป็นเมนูเด็ดสำหรับเด็กหอ ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ทำง่ายด้วยเตาไฟฟ้าเพียงใบเดียว

ส่วนผสม:

  • เส้นมักกะโรนี 1-2 ถ้วย
  • เนื้อไก่ชิ้น 200 กรัม
  • ซอสมะเขือเทศ 3-4 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1-2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ชีสบด 1-2 แผ่น (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • พริกไทยป่น

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้า ต้มน้ำให้เดือด ใส่เส้นมะกะโรนีลงไปต้ม 8-10 นาทีจนนิ่มได้ที่ แล้วแยกเอาน้ำออก
  2. ตั้งกระทะพร้อมใส่น้ำมัน จากนั้นรอให้ร้อนได้ที่
  3. ใส่เนื้อไก่ลงไปผัด ตามด้วยไข่ไก่และซอสมะเขือเทศ 
  4. ปิดเตาแล้วใส่เส้นมะกะโรนีเข้าไปผัด จากนั้นวางแผ่นชีสแล้วใส่พริกไทยป่นเพิ่มความหอมให้กับผัดมะกะโรนี

4. กะเพราหมูสับ

4. กะเพราหมูสับ

ข้าวกะเพราหมูสับเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากในหมู่เด็กหอ เพราะทำง่าย รวดเร็ว แถมยังรสชาติอร่อย เข้าใจง่ายอีกด้วย

ส่วนผสม:

  • ข้าวสวย 1 จาน
  • หมูสับ 150 กรัม
  • ใบกะเพราสด 1 ถ้วย
  • กระเทียมสับ 4 กลีบ
  • พริกขี้หนูสับ 3 เม็ด
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ:

  1. เปิดเตาไฟฟ้า ใส่น้ำมันลงกระทะแล้วรอให้ร้อน
  2. ผัดกระเทียม และพริกขี้หนูจนหอม
  3. ใส่หมูสับลงไปผัดให้สุก
  4. ใส่ใบกะเพราและเครื่องปรุง เช่น น้ำปลา คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  5. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย 
  6. จัดใส่จานพร้อมเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนๆ

 5. สุกี้น้ำหมู

5. สุกี้น้ำหมู

สุกี้น้ำหมูเป็นอาหารจานเดียวที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตจากเส้นบะหมี่ โปรตีนจากหมูสับ และวิตามิน แร่ธาตุจากผักสดชนิดต่างๆ เหมาะสำหรับเด็กหอที่ต้องการเมนูอร่อยและทำง่าย

ส่วนผสม:

  • วุ้นเส้นแช่น้ำ 1 ซอง
  • หมูชิ้นตามต้องการ
  • ไข่ไก่
  • ผักกาดขาว ขึ้นฉ่าย ต้นหอม และอื่น ๆ ตามต้องการ
  • ซีอิ๊ว เกลือ พริก น้ำตาลทราย ตามชอบ
  • น้ำจิ้มสุกี้

วิธีทำ:

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำร้อนบนเตาไฟฟ้า พร้อมใส่เส้นสุกี้ลงไป
  2. เมื่อเส้นสุกได้ที่ ใส่เนื้อหมูลงไปต้มด้วย
  3. นำผักต่าง ๆ ใส่เข้าไปในหม้อต้ม ปรุงรสเบา ๆ ด้วยซีอิ๊ว น้ำตาล ฯลฯ
  4. เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว สามารถเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ได้เลย

สรุปบทความ

ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัดปลากระป๋อง ผัดมาม่าไส้กรอก ผัดมักกะโรนีไก่ กะเพราหมูสับ หรือสุกี้น้ำหมู ทุกเมนูล้วนมีส่วนผสมที่หาง่าย ทำได้ไม่ยาก มีค่าใช้จ่ายไม่สูง แถมยังให้พลังงานและสารอาหารที่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตของเด็กหออีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยคือเตาไฟฟ้า ที่ช่วยให้เมนูเด็กหอง่ายขึ้นเป็นกอง น้อง ๆ คนไหนอยากประหยัดค่าใช้จ่าย ต้องมีเตาไฟฟ้าติดห้อง เลือกซื้อได้ที่ Tecnogas เลย!

รวม 7 เมนูแคลน้อย สุขภาพดี ทำทานได้ง่ายๆ ที่บ้าน

7 เมนูแคลน้อย

หลายคนยังไม่รู้ว่าการอดอาหารทำให้ช่วยลดน้ำหนักได้เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น  เพราะการที่เราปล่อยให้ร่างกายอดอาหารเป็นเวลานาน จะยิ่งไปกระตุ้น Cortisol ให้เพิ่มความอยากอาหารมากขึ้น ส่งผลให้กลับมากินอาหารตามปกติ หรือกินเยอะขึ้นจนทำให้น้ำหนักขึ้นยิ่งกว่าเดิม

รวม 7 เมนูแคลน้อย สุขภาพดี ทำทานได้ง่ายๆ ที่บ้าน

แล้วถ้าอยากลดน้ำหนักจะต้องทำอย่างไรถ้าไม่อดอาหาร? คำตอบคือ ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และแคลอรีน้อยนั่นเอง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวม 7 เมนูที่ยังคงความอร่อย แต่ให้พลังงานต่ำ แถมยังทำง่ายๆได้ที่บ้านอีกด้วย

รู้ก่อนทำเมนูแคลน้อย! แคลอรีที่ต้องการต่อวัน คือเท่าไหร่

รู้ก่อนทำเมนูแคลน้อย! แคลอรีที่ต้องการต่อวัน คือเท่าไหร่

โดยทั่วไป ผู้ชายต้องการประมาณ 2,000-2,500 แคลอรีต่อวัน ส่วนผู้หญิงต้องการ 1,600-2,000 แคลอรีต่อวัน อย่างไรก็ตามจำนวนแคลอรีที่ร่างกายต้องการต่อวันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักตัว ความต้องการแคลอรีจากอายุ การทำกิจกรรมในแต่ละวัน และเป้าหมายน้ำหนักที่ต้องการจะมี ดังนั้นก่อนจะทำเมนูแคลน้อยเมนูโปรด ต้องคำนวณปัจจัยต่อไปนี้ก่อน

วิธีคำนวณแคลอรีที่ร่างกายต้องการต่อวัน

มาดูวิธีคำนวณแคลอรีกันเลยดีกว่า ซึ่งผู้หญิงกับผู้ชายจะมีการคำนวณที่แตกต่างกันดังนี้

ผู้หญิง : BMR = 665 + (9.6 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (1.8 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (4.7 x อายุ) 

เช่น นางสาว A มีอายุ 25 ปี ส่วนสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนัก 45 กิโลกรัม

BMR = 665 + (9.6 x 45) + (1.8 x 160) – (4.7 x 25) =1267.5 กิโลแคลอรี

ผู้ชาย : BMR = 66 + (13.7 x น้ำหนักตัวเป็น กก.) + (5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – (6.8 x อายุ) 

เช่น นาย A มีอายุ 35 ปี ส่วนสูง 170 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม

BMR = 66 + (13.7 x 60) + (5 x 170) – (6.8 x 35) = 1500 กิโลแคลอรี

หลังจากที่คำนวณ BMR แล้ว ให้นำ BMR ที่ได้มาคำนวณกับ TDEE (Total Daily Energy Expenditure) หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทำต่อ เช่น 

  • นั่งทำงาน (BMR x 1.2)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1-3 วัน (BMR x 1.375)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 วัน (BMR x 1.55)
  • ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 6-7 วัน (BMR x 1.725)
  • ออกกำลังกายมากกว่าสัปดาห์ละ 6-7 วัน (BMR x 1.9)

เช่น นางสาว A นั่งทำงานทั้งวัน (1267.5 x 1.2) สามารถรับประทานอาหารได้ 1521 กิโลแคลอรี เป็นต้น

7 เมนูแคลน้อย ตอบโจทย์คนอยากลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี

เมนูแคลน้อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสมดุลจะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ ซึ่งเมนูแคลน้อยที่ว่ามีดังนี้

1. ก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัม (180 แคลอรี)

1. ก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัม (180 แคลอรี)

หนึ่งในเมนูแคลน้อยที่ต้องบอกว่าทั้งอร่อย ทั้งให้พลังงานและคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนคือก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก๋วยเตี๋ยวหมูสับน้ำใส 250 กรัมนี้ จะให้พลังงานอยู่ที่ 180 แคลอรี โดยเนื้อหมูสับจะให้พลังงานจากโปรตีน และเส้นก๋วยเตี๋ยวให้คาร์โบไฮเดรต และเนื่องจากใช้น้ำซุปใสแทนน้ำซุปข้น จึงมีแคลอรีต่ำกว่า แถมยังได้วิตามินและแร่ธาตุจากผักที่ใส่เพิ่มเข้าไปอีกด้วย เช่น ต้นหอม ถั่วงอก เป็นต้น 

2. แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม (120 แคลอรี)

2. แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม (120 แคลอรี)

แกงจืดเต้าหู้หมูสับ 200 กรัม ให้พลังงาน 120 แคลอรี เป็นเมนูแคลน้อยที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ มีไขมันต่ำเนื่องจากไม่ใช้น้ำมัน โดยได้รสชาติจากการเคี่ยวผักและสมุนไพรจนได้ซุปหอมเข้มข้น เต้าหู้เป็นแหล่งโปรตีนจากพืช ส่วนหมูสับให้โปรตีนจากสัตว์ควบคู่กับผักต่างๆ เช่น ผักกาดขาว แครอท เป็นต้น 

3. ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 200 กรัม (155 แคลอรี)

3. ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ 200 กรัม (155 แคลอรี)

ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้เป็นหนึ่งในเมนูแคลน้อยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก โดยถั่วงอกอุดมด้วยโปรตีน ใยอาหาร วิตามินและเกลือแร่ จึงทำให้อิ่มท้องได้นาน ส่วนเต้าหู้ก็เป็นแหล่งโปรตีนจากถั่วเหลืองที่ย่อยง่าย เมื่อนำมาผัดรวมกับผักอื่นๆ เช่น ต้นหอม ก็จะได้รับใยอาหารอย่างครบครัน 

4. เกาเหลาเนื้อตุ๋น 280 กรัม (170 แคลอรี)

4. เกาเหลาเนื้อตุ๋น 280 กรัม (170 แคลอรี)

เกาเหลาเป็นอาหารไทยที่มีรสชาติกลมกล่อม ซึ่งประกอบด้วยเนื้อตุ๋นที่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี เมื่อรับประทานคู่กับผักต่างๆ แล้ว ก็จะได้รับสารอาหารที่หลากหลาย อร่อยแถมยังมีแคลอรีเพียง 170 เท่านั้น ใครที่เป็นสายเนื้อแต่ยังอยากกินเมนูแคลน้อย เมนูนี้ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

5. สุกี้น้ำหมู 250 กรัม (240 แคลอรี)

5. สุกี้น้ำหมู 250 กรัม (240 แคลอรี)

สุกี้น้ำหมูเป็นอาหารจานเดียวที่อร่อยและอิ่มท้อง ส่วนผสมหลักคือเส้นสุกี้ ผักสดหลากชนิด เนื้อหมู และน้ำซุปรสชาติกลมกล่อมจากซอสถั่วเหลืองและเครื่องปรุงรส แถมยังอุดมไปด้วยโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ โปรตีนจากเนื้อหมู คาร์โบไฮเดรตจากเส้นสุกี้ วิตามินและแร่ธาตุจากผักนานาชนิด ตอบโจทย์คนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างดี

6. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 2 โรล (220 แคลอรี)

6. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน 2 โรล (220 แคลอรี)

ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเป็นเมนูแคลน้อยที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มนวล ทานง่าย รสชาติจะมีความหอมหวาน เปรี้ยวๆ เค็มๆ เมื่อรับประทานคู่กับหอมแดงหั่น พริกแห้ง จะได้รสชาติที่เข้มข้นขึ้น โรลก๋วยเตี๋ยวลุยสวนจะให้พลังงานเพียง 220 แคลอรีเท่านั้น สามารถบริโภคได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดเลย

7. ลาบเห็ด 150 กรัม (145 แคลอรี)

7. ลาบเห็ด 150 กรัม (145 แคลอรี)

ลาบเห็ดเป็นอีกหนึ่งเมนูแคลน้อยที่เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ โดยจะแทนที่เนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วยเห็ดนางฟ้าหรือเห็ดชนิดอื่นๆ ซึ่งนอกจากเห็ดจะเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่ดีแล้ว ยังมีใยอาหาร วิตามินและเกลือแร่ เมื่อคลุกเคล้ากับน้ำปรุงรสจัดจ้านแบบลาบอีสานแล้ว ก็จะได้รสชาติเผ็ดร้อน หอมเครื่องเทศขึ้นไปอีก รับประทานคู่กับผักสดก็เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย ใครที่ชื่นชอบอาหารรสจัด ลาบเห็ดตอบโจทย์อย่างแน่นอน

สรุปบทความ

การลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีนั้น ต้องมีการควบคุมแคลอรีและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างเมนูแคลน้อยที่ยกตัวอย่างให้ดูทั้ง 7 เมนู สามารถทำตามกันได้ง่ายๆ เลย 

อย่างไรก็ตาม ใครที่กำลังจะเริ่มต้นทำอาหารแต่ยังไม่มีเตาแก๊สหรือเครื่องครัวอื่นๆ ติดบ้าน สามารถเข้าไปดูได้ที่ Tecnogas ที่ได้นำเข้าเครื่องครัวจากแบรนด์ยุโรปชั้นนำ การันตีคุณภาพระดับสากลให้ทุกคนได้ทำอาหารกันอย่างสะดวกและปลอดภัยในที่เดียวแล้ว

รวม 3 สูตรหมักอกไก่ให้นุ่มเอาใจสายกินคลีน ทานง่าย ไม่ฝืดคอ

3 สูตรหมักอกไก่ให้นุ่ม กินง่าย

สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้ว “อกไก่” น่าจะเป็นแหล่งโปรตีนที่คุ้นเคยกันดี เนื่องจากอกไก่เป็นเมนูที่ทำให้ไม่อ้วน แถมยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อให้กับผู้ที่ออกกำลังกายด้วย แต่อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า อกไก่นั้นเป็นเนื้อสัตว์ที่มีความแห้งค่อนข้างสูง และหากคุณเพิ่งเข้าวงการดูแลสุขภาพ การทานอกไก่ต้ม อกไก่นึ่ง หรืออกไก่ปั่นแบบไม่ได้ปรุงรสอะไร ก็อาจจะทานยากไปบ้าง ดังนั้นเราจึงมีสูตรหมักอกไก่ที่ทำให้อกไก่อร่อยขึ้น ทานง่ายขึ้น นำเอามาฝากกัน

สารอาหารในอกไก่ที่ถูกใจสายกินคลีน

อกไก่เป็นเนื้อสัตว์ที่มีปริมาณโปรตีนสูง ซึ่งโปรตีนคือสิ่งที่ร่างกายของเราจะขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยอกไก่จะให้พลังงานที่พอเหมาะในแต่ละวัน สำหรับวิธีการคำนวณโปรตีนที่ต้องการในแต่ละวันนั้น สามารถคำนวณได้จากการนำเอาน้ำหนักตัวไปหาค่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องมีการนำเอากิจกรรม หรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมาคิดประกอบด้วย เพราะร่างกายของแต่ละคน อาจมีความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน ที่แตกต่างกันออกไป

3 สูตรหมักอกไก่ให้นุ่ม ทานง่าย ไม่ฝืดคอ

ตามที่เราได้มีการเกริ่นไปในตอนต้นแล้วว่า วันนี้เราจะมาเอาใจสายรักสุขภาพ ที่เริ่มหันมาทานอกไก่ให้สามารถทานอกไก่ได้ง่ายขึ้น เราจึงได้นำเอา 3 สูตรหมักอกไก่ที่จะทำให้อกไก่นุ่ม มีรสชาติอร่อย ทานง่าย ไม่ฝืดคอ นำเอามาฝากกัน ซึ่งสูตรที่เรานำเอามาฝากนี้ สามารถนำเอาไปปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตามความชอบของตัวเองได้ไม่มีถูกผิด แต่แนะนำว่าให้ใช้เครื่องปรุงอย่างพอดี หากไม่อยากให้พลังงานแคลอรีสูงจนเกินไป

1. สูตรหมักอกไก่นุ่มพริกไทยดำ

สูตรหมักอกไก่นุ่มพริกไทยดำ

วัตถุดิบสำหรับสูตรหมักอกไก่นุ่มพริกไทยดำ

  • อกไก่ปริมาณตามความต้องการของแต่ละบุคคล
  • นมสดรสจืด 100 มิลลิลิตร
  • พริกไทยดำบด 1 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชา
  • เกลือ 1:4 ช้อนชา

วิธีการหมักอกไก่นุ่มพริกไทยดำ

  1. นำเอาส่วนผสมทั้งหมด มาคลุกหมักกับอกไก่ที่เตรียมเอาไว้
  2. นำเอาอกไก่ที่หมักใส่กล่องที่มีฝาปิด
  3. ใส่ไว้ในตู้เย็นช่องปกติ 4 ชั่วโมง หรือจะหมักเก็บไว้ข้ามคืนก็ได้เช่นกัน
  4. ตั้งน้ำให้เดือด นำเอาอกไก่ที่หมักเอาไว้ไปต้ม หรือย่างรับประทานตามความชอบ

2. สูตรหมักอกไก่นุ่มนมสด

วัตถุดิบสำหรับสูตรหมักอกไก่นมสด

  • อกไก่ปริมาณตามความต้องการของแต่ละบุคคล
  • พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา
  • เกลือป่น 2 ช้อนชา
  • นมสด 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีการหมักอกไก่นมสด

  1. นำอกไก่มาจิ้มด้วยส้อมให้ทั่วทั้งชิ้น 
  2. นำพริกไทยและเกลือ มาโขลกรวมกันให้พอแหลก
  3. เอาอกไก่ที่เตรียมไว้ มาคลุกรวมกับพริกไทย, เกลือ และนมสด
  4. นำไก่ที่หมักกับเครื่องปรุงเก็บใส่กล่องปิดฝา และแช่ช่องฟรีซเก็บเอาไว้ เพื่อให้ส่วนผสมเข้าเนื้อแนะนำให้หมักข้ามคืน
  5. เมื่อจะนำเอามารับประทาน ให้นำอกไก่ไปละลาย และเลือกปรุงอาหารตามวิธีที่ต้องการได้เลย จะใช้ เตาแก๊ส ในการประกอบอาหาร หรือใช้เตาอบก็ได้เช่นเดียวกัน

3. สูตรหมักอกไก่นุ่มสมุนไพร

สูตรหมักอกไก่นุ่มสมุนไพร

วัตถุดิบสำหรับสูตรหมักอกไก่สมุนไพร

  • อกไก่ปริมาณตามความต้องการของแต่ละบุคคล
  • น้ำส้มสายชูบัลซามิก 1:4 ถ้วย
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • มัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  • วูสเตอร์ซอส 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับปริมาณตามชอบ
  • ใบไทม์แห้ง
  • ออริกาโนแห้ง
  • เกลือ
  • พริกไทยดำบด

วิธีการหมักอกไก่สมุนไพร

  1. นำวัตถุดิบส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้มาผสมให้เข้ากัน และนำเอาอกไก่ลงไปคลุก
  2. อกไก่ที่ทำการหมักเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอาไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือข้ามวัน
  3. นำเอาอกไก่ไปย่างด้วยกระทะ หรือย่างในเตาอบ พร้อมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

เป็นอย่างไรบ้างกับสูตรหมักอกไก่ทั้ง 3 สูตร ที่เราได้นำเอามาฝากกันในวันนี้ สามารถทำตามได้ง่ายๆ ไม่ยากจริงหรือไม่ สำหรับใครที่เป็นสายคลีน หรือต้องการจะเลือกทานอาหารแนวสุขภาพ อยากเริ่มต้นที่จะทานอกไก่ สามารถนำเอาสูตรการหมักข้างต้น ไปปรับใช้เพิ่มหรือลดอัตราส่วนผสมได้ตามสะดวก แต่นอกเหนือจากสูตรการหมักไก่ที่เรานำเอามาฝากในวันนี้แล้ว ที่เว็บไซต์เรายังมีสูตรอาหารอื่นๆ นำเอามาฝากคุณผู้อ่านอยู่เสมอ หากคุณไม่อยากพลาดสูตรอาหารอร่อยๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของเรา และเลือกสูตรอาหารที่สนใจไปทำตามกันได้เลย

แจก 6 เมนูแตงโมกินง่าย หวานฉ่ำ

แจกเมนูแตงโม

ในช่วงที่อากาศร้อนๆ แบบนี้ หลายคนคงกำลังมองหาเมนูดับร้อนกันอยู่จริงไหม ซึ่งแน่นอนว่า “แตงโม” ถือเป็นเมนูดับร้อนที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องของความสดชื่นได้แล้ว ยังเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย และที่สำคัญแตงโม สามารถที่จะนำเอาไปทำเมนูแตงโมได้ค่อนข้างหลากหลาย จะมีอะไรบ้างนั้นไปดู

6 เมนูแตงโมทำง่าย คลายร้อน

สำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าแตงโม สามารถนำเอาไปทำเป็นเมนูแตงโมคลายร้อนอะไรได้บ้าง นอกจากการนำเอาไปแช่ตู้เย็น วันนี้เราได้รวบรวม 6 เมนูคลายร้อน ที่รับประกันเลยว่าอร่อย ไม่ว่าคุณจะทำเพื่อรับประทานเอง หรือทำให้คนอื่นๆ รับประทานด้วย ก็อร่อยถูกใจ เตรียมรับคำชมได้เลย

1. บิงซูแตงโม

สูตรบิงซูแตงโม

เมนูแตงโมสุดครีเอทเมนูแรก ที่เราขอนำเสนอในวันนี้ ได้แก่ “บิงซูแตงโม” เมนูนี้สามารถทำได้ง่ายๆ มีวัตถุดิบและวิธีทำดังนี้

วัตถุดิบทำบิงซูแตงโม

  • แตงโม
  • น้ำเชื่อม 230 กรัม
  • นมข้นหวานตามความชอบ
  • น้ำแข็ง
  • วิปปิ้งครีม 230 กรัม
  • นมสด 230 กรัม

วิธีทำบิงซูแตงโม

  1. นำวิปปิ้งครีม, น้ำเชื่อม และนมสดมาผสมให้เข้ากัน และเทใส่ลงไปในพิมพ์น้ำแข็ง
  2. นำเอาพิมพ์น้ำแข็งไปแช่ช่องแช่แข็ง
  3. หากนมที่แช่ไว้กลายเป็นน้ำแข็งแล้ว ให้แกะออกจากพิมพ์ และนำเอาไปใส่เครื่องทำน้ำแข็งไส
  4. นำแตงโมที่แช่เย็นไว้จัดเรียง ให้กลายเป็นท็อปปิ้งทานคู่กับน้ำแข็งไส เพื่อความสดชื่น
  5. สามารถราดนมข้นหวานเพิ่ม ตามความชอบได้เลย

2. ไอศกรีมแตงโม

หากคุณอยากได้เมนูสดชื่น ทำง่ายๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเยอะ เราขอเสนอไอศกรีมแตงโม มีวัตถุดิบและวิธีทำดังนี้

วัตถุดิบทำไอศกรีมแตงโม

  • เนื้อแตงโมหั่น
  • น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ
  • นมมะพร้าว
  • ช็อกโกแลตชิพ

วิธีทำไอศกรีมแตงโม

  1. นำเนื้อแตงโม, น้ำตาลทราย, น้ำเลมอน ไปปั่นให้ละเอียด
  2. เมื่อได้เนื้อของไอศกรีมแล้ว ให้นำเอาไปใส่ในพิมพ์ไอศกรีมแท่ง นำช็อกโกแลตชิพโรยเพิ่มตามความชอบ
  3. แช่ช่องแช่แข็งประมาณ 3 ชั่วโมง
  4. นำนมมะพร้าวกับน้ำตาลทราย มาผสมเข้าด้วยกัน และนำเอาไปราดใส่ไอศกรีมอีกที
  5. แช่ช่องแช่แข็งต่ออีกประมาณ 45 นาที หรือมากกว่านั้น
  6. เมื่อไอศกรีมแข็งดีแล้ว ก็สามารถนำมารับประทานได้เลย

3. วุ้นแตงโมผลไม้รวม

อีกหนึ่งเมนูแตงโมเย็นๆ ที่แนะนำว่าไม่ควรพลาด สำหรับคนที่ชอบทานผลไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เราขอแนะนำวุ้นแตงโมผลไม้รวม โดยผลไม้ต่างๆ ที่นำเอามาใส่ สามารถเลือกได้ตามความชื่นชอบ

วัตถุดิบทำวุ้นแตงโม

  • แตงโม
  • ผลไม้ต่างๆ ตามชอบ
  • ผงวุ้นครึ่งซอง

วิธีทำวุ้นแตงโม

  1. ตักแยกเนื้อแตงโมออกจากเปลือก โดยส่วนเปลือกให้เก็บไว้สำหรับทำเป็นภาชนะใส่
  2. นำเอาผลไม้ต่างๆ ที่เตรียมไว้ พร้อมกับแตงโมหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไปเรียงใส่ให้เต็มเปลือกแตงโม
  3. ต้มผงวุ้นให้เดือด เทวุ้นใส่ลูกแตงโมให้เต็ม และนำเอาไปแช่เย็นรอเซ็ตตัว
  4. นำเอาวุ้นแตงโมที่แช่เย็นไว้มาตัดให้เป็นชิ้น ขนาดน่ารับประทานก่อนเสิร์ฟ

4. น้ำแตงโมปั่น

สูตรน้ำแตงโมปั่น

หากไม่อยากเสียเวลาไปกับขั้นตอนการทำที่วุ่นวาย น้ำแตงโมปั่นก็ถือเป็นเมนูง่ายๆ ที่สามารถคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะเพียงแค่นำเอาวัตถุดิบมาปั่นรวมก็สามารถดื่มได้แล้ว

วัตถุดิบน้ำแตงโมปั่น

  • เนื้อแตงโม 120 กรัม
  • น้ำเชื่อม 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำแข็งตามชอบ
  • เกลือป่นเล็กน้อย

วิธีทำน้ำแตงโมปั่น

  1. นำวัตถุดิบที่เตรียมไว้ ใส่ในเครื่องปั่น
  2. ปั่นให้ได้ความละเอียดตามชอบ เป็นอันเสร็จ

5. มิลค์เชคแตงโม

ถ้าอยากได้ความสดชื่น และความหวานมัน แนะนำเมนูแตงโมที่เป็นเครื่องดื่มสุดฮิต อย่าง “มิลค์เชคแตงโม” วิธีทำนั้นง่ายแสนง่าย หากวัตถุดิบพร้อม มีเครื่องปั่น ก็สามารถทำได้เลยในทันที

วัตถุดิบมิลค์เชคแตงโม

  • แตงโมหั่น 210 กรัม (แนะนำให้แช่เย็น)
  • น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 1 ถ้วยตวง
  • กลิ่นวานิลลา 1 เล็กน้อย
  • ช็อกโกแลตชิพตามชอบ

วิธีทำมิลค์เชคแตงโม

  1. นำส่วนแตงโม, น้ำเชื่อม, และกะทิ มาปั่นรวมกันให้ละเอียด
  2. ใส่กลิ่นวานิลลาลงไป และปั่นต่อเล็กน้อย แค่ให้พอเข้ากัน
  3. เทมิลค์เชคที่ได้ใส่แก้ว และนำเอาช็อกโกแลตชิพมาโรยเพิ่ม ถือเป็นอันเสร็จ

6. ข้าวแต๋นน้ำแตงโม

อีกหนึ่งเมนูแตงโมที่เรานำเอามาฝาก คือเมนูข้าวแต๋นน้ำแตงโม โดยเมนูนี้จะแตกต่างไปจากเมนูอื่นๆ ตรงที่ไม่ใช่เมนูเครื่องดื่ม และไม่ใช่เมนูเย็น แต่เพราะเมนูนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูอร่อยที่ห้ามพลาด เราจึงอยากนำเอามาแนะนำเพิ่มเติมให้กับคุณ สำหรับเมนูนี้ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องปั่น แต่จะต้องมี เตาแก๊ส มาเป็นอุปกรณ์ในการทำแทน

วัตถุดิบข้าวแต๋นน้ำแตงโม

  • น้ำแตงโมคั้น 20 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 40 กรัม
  • เกลือป่น
  • ข้าวเหนียวนึ่งแล้ว 1 กิโลกรัม
  • กะทิ 50 มิลลิลิตร
  • งาดำ
  • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
  • น้ำตาลมะพร้าว 400 กรัม
  • น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำข้าวแต๋นน้ำแตงโม

  1. นำน้ำตาลทราย, เกลือ และน้ำแตงโมมาผสมให้เข้ากัน
  2. นำส่วนผสมที่ได้ตามข้อ 1 ไปเทใส่รวมกับข้าวเหนียว คลุกเคล้าให้ทั่ว และใส่กะทิลงไป
  3. พักข้าวทิ้งเอาไว้ ให้ข้าวดูดน้ำประมาณ 2-3 นาที จากนั้นให้ใส่งาดำลงไป
  4. นำพิมพ์ไปจุ่มน้ำ ตักข้าวเหนียวใส่ลงพิมพ์ และกดให้เสมอกัน ไม่ต้องแน่นมาก
  5. นำเอาข้าวเหนียวไปตากแดดประมาณ 1 วัน
  6. เมื่อข้าวเหนียวที่ตากแห้งดีแล้ว ให้นำเอาไปทอดด้วยไฟแรง เมื่อข้าวแต๋นสุกพองให้ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
  7. นำน้ำตาลมะพร้าว, น้ำตาลทรายแดง, เกลือ และน้ำไปตั้งไฟอ่อน เมื่อละลายดีแล้ว ให้นำเอามาราดบนตัวขนม เตรียมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

ก็จบลงไปแล้วกับ 6 เมนูคลายร้อนจากแตงโมที่เรานำมาฝากในวันนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการจะทำในปริมาณที่มากๆ คุณสามารถเพิ่มปริมาณแตงโม และวัตถุดิบอื่นๆ ตามสูตรได้เลย หรือหากอยากปรับเปลี่ยนสูตรให้มีความหวานลดลง หรือมีความหวานเพิ่มมากขึ้น ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นรสชาติที่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลไม่มีผิดถูก

รวม 10 อาหารคลายเครียด กินอิ่มท้อง คลายเครียด แถมได้ประโยชน์

อาหารช่วยคลายเครียด

ในยุคนี้มีปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้คนเราเกิดความเครียดในการใช้ชีวิต ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะมีวิธีจัดการความเครียดที่แตกต่างกันออกไป ตามแบบฉบับของตัวเอง แต่หนึ่งในวิธีคลายเครียดที่หลายคนเลือกใช้ ก็คงจะหนีไม่พ้นการกิน แต่หากเลือกอาหารผิด ก็อาจทำให้น้ำหนักขึ้นและเครียดกว่าเดิมได้ เพื่อให้คุณสามารถกินในตอนที่เครียดได้อย่างสบายใจ เราแนะนำว่าควรเลือกอาหารคลายเครียดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพียงเท่านี้ก็สามารถกินได้อย่างไร้กังวล

10 อาหารคลายเครียด กินอิ่มแต่ได้ประโยชน์

เพื่อให้คุณได้ประโยชน์จากอาหารที่กินไป แนะนำว่าควรเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน เพราะเมื่อร่างกายของคนเราเกิดความเครียด จะส่งผลให้ต่อมหมวกไตต้องทำงานอย่างหนัก และต่อมหมวกไตจะนำเอาวิตามินในร่างกายมาใช้ ดังนั้น 10 อาหารคลายเครียดเหล่านี้ เป็นอาหารที่ต้องจดเช็กลิสต์เอาไว้เลย

1. กล้วย

กินกล้วย ช่วยคลายเครียด

อาหารคลายเครียดที่มีประโยชน์อย่างแรก ได้แก่ กล้วย เพราะกล้วยมีโพแทสเซียมและเกลือแร่ อีกทั้งยังมีทริปโตเฟนและกรดอะมิโน ที่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา สำหรับผู้ที่มีความเครียด นอนไม่หลับ หากกินกล้วยสามารถที่จะช่วยได้แน่นอน

2. ผักโขมและบร็อคโคลี่

อย่างที่ทราบกันดีว่า ผักสีเขียว เป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลต, วิตามินบี, แมกนีเซียม และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งกรดโฟเลตหรือกรดโฟลิก จะมีส่วนช่วยในการทำงานของเส้นประสาท หากรับประทานผักโขม และบร็อคโคลี่ จะช่วยให้ระดับความเครียดที่มีลดน้อยลงได้

3. นมและโยเกิร์ต

นมและโยเกิร์ต นอกจากจะเต็มไปด้วยสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อระบบประสาทแล้ว นมและโยเกิร์ตยังอุดมไปด้วยทริปโตเฟน เพราะเหตุนี้จึงทำให้แพทย์มักที่จะแนะนำให้ทุกคน ดื่มนมอย่างน้อย 1 แก้วต่อวัน

4. เนื้อปลา

สัตว์ตระกูลปลา เป็นเนื้อสัตว์ที่มีสารอาหารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อุดมไปด้วยโมเมก้า 3 และที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน ซึ่งเป็นสารสำคัญที่จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ที่มีความเกี่ยวเนื่องมาจากความเครียด อีกทั้งเนื้อปลายังเป็นอาหารคลายเครียด ที่มีวิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ที่จะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุขด้วย

5. ถั่วต่าง ๆ

กินถั่ว ช่วยคลายเครียด

หากคุณรู้สึกเครียด แต่ไม่ได้อยากกินอะไรที่หนักท้องจนเกินไป อีกหนึ่งอาหารคลายเครียดที่เป็นประเภทของกินเล่นที่แนะนำมากที่สุด คือ “ถั่ว” เพราะถั่วมีทั้งวิตามินบี, วิตามินอี, แมกนีเซียม และสังกะสี ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสารอาหารที่จะช่วยลดความตึงเครียดได้ทั้งนั้น แต่ระวังอย่างทานมากจนเกินไป เพราะถั่วเป็นของกินเล่นมีแคลอรีสูง

6. ชาเขียว

หลายคนก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่าในใบช้า มีสาร L-theanine ที่มีสรรพคุณทำให้สมองเกิดความผ่อนคลาย ดังนั้นหากเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกเครียด หรือรู้สึกถึงความวิตกกังวล การดื่มชาเขียวจะทำให้สมองกลับมาผ่อนคลายได้ และเท่านั้นยังไม่พอ ใบชายังมีสารอีพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต ที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าของร่างกาย แนะนำว่าหากต้องการความผ่อนคลายขั้นสุด ควรเลือกดื่มเป็นชาเขียวร้อนจะดีมาก

7. ดาร์กช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต มีสาร Flavonoids ที่สามารถช่วยลดความดันโลหิต และเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อสมอง สามารถลดความตึงเครียดได้ แต่หากกินช็อกโกแลตทั่วๆ ไป ก็อาจเสี่ยงต่อแคลอรี ดังนั้นแนะนำว่าให้เลือกกินดาร์กช็อกโกแลต ที่มีปริมาณของโกโก้ 70% ขึ้นไป จะดีกับสุขภาพมากกว่า

8. ผลไม้รสเปรี้ยว

ผมไม้รสเปรี้ยว ล้วนเป็นแหล่งรวมวิตามินชั้นดี เมื่อร่างกายเกิดความเครียด หรือร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นมาได้เอง การกินผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม นอกจากจะช่วยลดความเครียดที่มีได้แล้ว ยังทำให้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย

9. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

นอกจากผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารคลายเครียดชั้นดีเช่นเดียวกัน เนื่องจากผลไม้ตระกูลนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีวิตามินซีสูง ไม่ว่าจะกินแบบสดๆ หรือนำเอามาปั่นเป็นสมูทตี้ ก็สามารถช่วยลดความเครียดได้ไม่ต่างกัน

10. เนื้อไก่

นอกจากนมอุ่นๆ ที่ดื่มก่อนนอน จะช่วยทำให้หลับสบายได้แล้ว หากมื้อเย็นคุณเลือกกินเป็นอาหาร ที่มีโปรตีนหลักเป็นเนื้อไก่ ไม่ว่าจะเป็นเมนูที่ทำจาก เครื่องครัวยุโรป หรือเป็นเมนูไทยอะไรก็ตาม จะช่วยทำให้หลับสบายมากยิ่งขึ้นได้ไม่ต่างอะไรไปจากการดื่มนม

สรุปบทความ

ถึงแม้ความเครียด จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย และเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย แต่การจะลดความเครียดก็มีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย, การมองหากิจกรรมที่สนใจ, การออกไปเจอเพื่อนฝูง รวมถึงการเลือกกินอาหารต่างๆ ซึ่งการกินอาหารถือเป็นวิธีลดความเครียดที่สามารถทำได้ง่ายที่สุด หากเทียบกับวิธีอื่นๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกได้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง เพียงเลือกอาหารคลายเครียดที่ชอบ คุณก็สามารถที่จะเพิ่มความสุขให้กับตัวเองได้แล้วแบบง่ายๆ

แจก 6 สูตรและวิธีทำขนมไทยง่าย ๆ มีแค่เตาแก๊สหรือเตาไฟฟ้าก็ทำได้

สูตรทำขนมไทยทำง่าย ๆ

สำหรับคนที่ชอบทำขนม หรือกำลังสนใจอยากที่จะมีรายได้เสริม ในวันนี้เรามี 6 สูตรขนมไทยทำง่าย ๆ นำมาฝาก ซึ่งเป็นสูตรขนมไทยที่เรากล้ารับประกันเลยว่า เป็นสูตรที่อร่อยที่สุด หากนำเอาไปทำขายต่อยอด จะทำให้ลูกค้าติดใจ และกลับมาซื้อซ้ำอย่างแน่นอน 

6 สูตรทำขนมไทยง่าย ๆ ทำได้ไม่ง้อเตาถ่าน

อย่างที่ได้เกริ่นไปในตอนต้นแล้วว่า สูตรขนมไทยที่เราได้นำเอามาฝากในวันนี้ เป็นสูตรที่สามารถทำได้ง่าย ไม่ว่าจะนำเอาไปทำทานเอง หรือนำเอาไปทำขายก็ตอบโจทย์อย่างมาก และที่สำคัญทั้ง 6 สูตรขนมไทยที่เรานำเอามาฝาก เป็นสูตรที่ไม่ต้องใช้เตาอบ ไม่ต้องใช้เตาถ่าน ต่อให้คุณจะมีเพียงแค่ เตาแก๊ส หรือ เตาไฟฟ้า ก็สามารถทำขนมตามสูตรเหล่านี้ได้ 100%

 1. วุ้นกะทิใบเตย

สูตรทำวุ้นกะทิใบเตย

สูตรขนมไทยทำง่าย ๆ สูตรแรก คือ “วุ้นกะทิใบเตย” โดยอุปกรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากอุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องเตรียม ได้แก่ ผ้าขาวบาง, กระชอนกรองน้ำใบเตย, พิมพ์ที่จะใช้สำหรับการทำวุ้น 

วัตถุดิบสำหรับทำวุ้นใบเตย

  • ใบเตยหั่นเป็นชิ้น
  • น้ำเปล่า 550 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 95 กรัม
  • ผงวุ้น 5 กรัม

วัตถุดิบสำหรับทำวุ้นกะทิ

  • น้ำกะทิ 200 กรัม
  • น้ำเปล่า 200 กรัม
  • น้ำตาลทราย 95 กรัม
  • เกลือครึ่งช้อนช้า
  • ผงวุ้น 5 กรัม

วิธีทำวุ้นกะทิใบเตย

  1. นำใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ไปปั่นกับน้ำเปล่า
  2. เอาน้ำใบเตยที่ได้มากรองด้วยกระชอน และผ้าขาวบาง
  3. เมื่อกรองเสร็จให้นำเอาไปตั้งไฟ ใส่น้ำตาลคนให้ละลาย ตามด้วยผงวุ้นคนให้ละลายเช่นเดียวกัน
  4. เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ รอให้วุ้นใบเตยเซ็ตตัว
  5. นำกะทิไปตั้งไฟกลาง
  6. ใส่น้ำตาล เกลือ คนให้ละลาย และตามด้วยผงวุ้น ต้องคนให้ผงวุ้นละลายด้วยเช่นกัน
  7. เทน้ำกะทิใส่ลงบนพิมพ์ ที่มีวุ้นใบเตยอยู่ก่อนหน้า
  8. รอให้วุ้นเซ็ตตัว หรือนำเอาไปแช่เย็น และตัดเสิร์ฟได้ทันที

2. ขนมถ้วย

อุปกรณ์เพิ่มเติมที่จำเป็นต้องเตรียม ในการทำ “ขนมถ้วย” ได้แก่ ถ้วยตะไล และไม้แคะขนม หรือช้อนชา

วัตถุดิบสำหรับทำส่วนของตัวขนม

  • แป้งข้าวเจ้า 180 กรัม
  • แป้งมัน 80 กรัม
  • แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 200 กรัม
  • น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม
  • น้ำ 70 มิลลิลิตร
  • ใบเตยหั่นเป็นชิ้น

วัตถุดิบสำหรับทำส่วนของหน้าขนม

  • หัวกะทิ 600 มิลลิลิตร
  • น้ำ 150 มิลลิลิตร
  • แป้งข้าวเจ้า 70 กรัม
  • เกลือ 2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 30 กรัม

วิธีทำขนมถ้วย

  1. นำใบเตยที่หั่นเตรียมไว้ไปปั่นกับน้ำเปล่า และกรองด้วยกระชอน ผ้าขาวบาง เตรียมแยกเอาไว้ก่อน
  2. นำน้ำตาลปี๊บมาละลายกับน้ำ เมื่อน้ำตาลละลายดีแล้วให้นำเอาแป้งท้าวยายม่อม แป้งมัน และแป้งข้าวเจ้า มาผสม
  3. ใช้ตะกร้อค่อยๆ คนส่วนผสมให้เข้ากัน และใส่กะทิในส่วนสำหรับตัวขนม รวมถึงน้ำใบเตยที่เตรียมเอาไว้ลงไป คนให้เข้ากันอีกที
  4. นำเอาส่วนผสมที่ได้ไปกรองบนตะแกรง เพื่อให้แป้งเนียน ไม่เป็นเม็ด
  5. ในส่วนของการทำหน้าขนม ให้นำเอาเกลือ น้ำตาล และแป้งมาคนให้เข้ากัน
  6. ใส่น้ำกะทิ และน้ำสะอาด ที่เตรียมเอาไว้ลงไปในส่วนผสมข้อ 5 
  7. ใช้ตะกร้อค่อยๆ คนส่วนผสม ก่อนจะนำเอาไปกรองบนตะแกรง
  8. ตั้งซึ้งนึ่งถ้วยขนมให้ร้อน หยอดวัตถุดิบส่วนขนมลงไปประมาณ 3:4 ของถ้วย ปิดฝา นึ่งทิ้งไว้ 5-7 นาที
  9. ยกซึ้งขนมออกจากเตา หยอดวัตถุดิบส่วนหน้าขนมลงไปให้เต็มด้วย และนึ่งต่ออีก 5-7 นาที
  10. หากสุกแล้วให้ยกออกจากเตา พักทิ้งไว้ให้เย็น จะสามารถแคะขนมออกจากถ้วยได้ง่ายขึ้น

3. บัวลอยไข่หวาน

สูตรทำบัวลอยไช่หวาน

มาต่อกันที่ขนมไทยทำง่าย ๆ สูตรที่ 3 กับ “บัวลอยไข่หวาน” วัตถุดิบและวิธีทำมีดังนี้

วัตถุดิบสำหรับทำบัวลอยไข่หวาน

  • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
  • น้ำ 1:4 ถ้วย
  • เผือกนึ่งสุก
  • ฟักทองนึ่งสุก
  • น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น
  • น้ำกะทิ 1 ถ้วย
  • น้ำตาล 1 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • ไข่ไก่

วิธีทำบัวลอยไข่หวาน

  1. การทำแป้งจะต้องนำเอา เผือกนึ่ง, ฟักทองนึ่ง นำเอาไปนวดกับแป้งและน้ำ แยกไว้เป็นส่วนๆ  และแป้งอีกส่วนให้ผสมกับน้ำใบเตย และนวดให้เข้ากัน
  2. ปั้นแป้งที่เตรียมไว้ทั้ง 3 สี ให้มีลักษณะเป็นก้อนกลมเล็ก นำไปคลุกกับแป้งข้าวเหนียวบางๆ เพื่อไม่ให้ติดกัน
  3. นำน้ำกะทิไปตั้งไฟ ใส่น้ำตาล และเกลือลงไป คนให้ละลาย เมื่อน้ำกะทิเดือดให้ตักใส่ถ้วยที่เตรียมไว้
  4. ต้มน้ำในหม้อให้เดือด นำบัวลอยที่ปั้นไว้ไปต้มในน้ำ เมื่อแป้งสุกหรือลอยขึ้นมา ให้ตักสะเด็ดน้ำ และนำเอาไปใส่ลงในถ้วยที่มีกะทิรออยู่
  5. ตอกไข่ไก่ลงไปต้มในหม้อน้ำกะทิ เมื่อไข่ได้ระดับความสุกที่ชอบแล้ว ก็ตักใส่รวมกับบัวลอย และเสิร์ฟได้ทันที

4. กล้วยบวชชี

หากคุณมองหาขนมไทยที่ทำง่ายที่สุด “กล้วยบวชชี” คือหนึ่งในขนมไทยที่ห้ามพลาด เพราะการจะทำกล้วยบวชชีนั้น แทบไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรเพิ่ม เพียงอุปกรณ์ที่มีอยู่ในครัวก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

วัตถุดิบสำหรับทำกล้วยบวชชี

  • กล้วยน้ำว้าสุก หรือกล้วยน้ำว้าห่าม
  • กะทิ 500 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลปี๊บ 80 กรัม
  • น้ำตาลทราย 80 กรัม
  • เกลือครึ่งช้อนชา
  • ใบเตย 5 ใบ

วิธีทำกล้วยบวชชี

  1. ปอกกล้วย และหั่นชิ้นตามขนาดที่ชอบ 
  2. นำกล้วยที่ปอกเตรียมไว้ไปล้างในน้ำผสมเกลือ เพื่อไม่ให้กล้วยดำ
  3. นำกล้วยไปนึ่งให้สุก เพื่อไม่ให้กล้วยฝาดเวลานำไปต้ม
  4. นำกะทิไปตั้งไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อน ใส่น้ำตาลปี๊บ, น้ำตาลทราย, เกลือ และใบเตยลงไป
  5. คนส่วนผสมให้ละลาย และเข้ากันดี
  6. ใส่กล้วยที่นึ่งไว้แล้วลงไป เมื่อกะทิเดือด สามารถปิดไฟและตักเสิร์ฟได้เลย

5. ขนมต้ม

วัตถุดิบสำหรับการทำ “ขนมต้ม” จะต้องมีการเตรียมเอาไว้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

วัตถุดิบสำหรับไส้ขนมต้ม

  • มะพร้าวทึนทึกขูด 250 กรัม
  • น้ำตาลมะพร้าว 160 กรัม
  • น้ำลอยดอกมะลิ 2 ถ้วย

วัตถุดิบสำหรับแป้งขนมต้ม

  • แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย
  • น้ำใบเตย หรือน้ำสีอื่นๆ ตามชอบ 1 ถ้วย

วัตถุดิบสำหรับมะพร้าวที่นำมาคลุก

  • มะพร้าวทึนทึกขูด 4 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำขนมต้ม

  1. ส่วนของไส้ขนมต้ม ทำได้ด้วยการนำเอามะพร้าวขูด, น้ำตาลมะพร้าว และน้ำลอยดอกมะลิ ที่เตรียมเอาไว้ไปผัดบนกระทะให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วให้ยกลงจากเตา พักให้อุ่นและปั้นเป็นก้อนกลมๆ
  2. ทำส่วนของแป้งได้ด้วยการนำเอาแป้งที่เตรียมไว้ ไปผมสมกับน้ำใบเตยหรือน้ำสีต่างๆ นวดผสมกันให้เป็นเนื้อเนียน
  3. นำแป้งมาห่อไส้ขนมที่ปั้นเป็นก้อนเตรียมเอาไว้
  4. นำหม้อมาตั้งไฟ ต้มน้ำให้เดือด สามารถใส่ใบเตยเพิ่มความหอมได้ เมื่อน้ำเดือดแล้วให้นำเอาแป้งและไส้ ที่เตรียมเอาไว้ลงไปต้ม
  5. หากต้มแป้งจนสุก หรือลอยขึ้นมาเหนือน้ำแล้ว ให้ตักออกแล้วนำเอาไปคลุกกับมะพร้าวขูดผสมเกลือ ก่อนจะนำเอาไปเสิร์ฟ

6. ครองแครงน้ำกะทิ

สูตรขนมไทยทำง่าย ๆ สุดท้าย ที่เราได้นำเอามาฝาก ได้แก่ “ครองแครงน้ำกะทิ” วัตถุดิบที่ต้องเตรียมมีดังนี้

วัตถุดิบสำหรับทำครองแครงน้ำกะทิ

  • แป้งมัน 2 ถ้วย
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 1 ½ ถ้วย
  • น้ำดอกอัญชัน
  • กะทิ 1 ลิตร หรือจะเพิ่มความหอมด้วยการใช้กะทิอบควันเทียนก็ได้เช่นกัน
  • น้ำตาลทราย 1 ¼ ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • งาขาวคั่ว

วิธีทำครองแครงน้ำกะทิ

  1. นำแป้งมันและแป้งข้าวเจ้า มาผสมให้เข้ากัน แบ่งแป้งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกผสมกับน้ำนวดให้เข้ากัน อีกส่วนนำเอาไปผสมกับน้ำดอกอัญชันที่ต้มเตรียมไว้ และนวดให้เข้ากันเช่นเดียวกับแป้งส่วนแรก
  2. นำแป้งที่นวดผสมไว้ มาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ เท่านิ้วก้อย และนำเอาไปกดบนพิมพ์ครองแครงทำให้เกิดลาย
  3. นำตัวครองแครงไปต้มในน้ำเดือดให้สุก และนำเอาไปแช่น้ำเย็น เพื่อไม่ให้แป้งเกาะติดกัน
  4. ต้มน้ำกะทิด้วยไฟกลาง ใส่น้ำตาลและเกลือ คนให้ละลายเข้ากัน
  5. ตักครองแครงที่ต้มไว้แล้วใส่ถ้วย ราดกะทิ และนำเอางามาโรย พร้อมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสูตรขนมไทยทำง่าย ๆ ทั้ง 6 สูตรที่เรานำเอามาฝาก หากสังเกตจะเห็นได้เลยว่า ทุกสูตรในวันนี้ ล้วนเป็นสูตรขนมที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมาก แต่อย่างไรก็ตามหากคุณชอบทำขนมเป็นชีวิตจิตใจ หรืออยากที่จะทำขนมขายเพื่อสร้างรายได้ เราแนะนำว่าควรมี เตาอบ ติดบ้านเอาไว้ โดยเตาอบที่ว่าไม่จำเป็นจะต้องเป็นเตาอบขนาดใหญ่ หากคุณเลือกซื้อเตาอบเป็น เลือกซื้ออย่างคุ้มค่า เพียงเตาอบเล็กๆ คุณก็สามารถทำขนม และอาหาร ได้ทุกเมนูที่คุณต้องการ

อยากทำอาหารด้วยตัวเองเริ่มอย่างไรดี

อยากทำอาหารด้วยตัวเองเริ่มอย่างไรดี

สำหรับบทความนี้หากใครกำลังมองหาแหล่งสอนทำอาหารที่ไม่ต้องเสียเงิน อีกทั้งยังได้ความรู้แบบเน้นๆ ขอแนะนำให้มาดูช่องยูทูปสอนอาหารที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะดูไปเข้า ห้องครัว ไป สามารถทำตามกันได้ติดๆ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปดูกันดีกว่าว่ายูทูปช่องไหนที่น่าสนใจบ้าง

แนะนำ 10 ช่องยูทูปสอนทำอาหาร 

 หากใครที่ไม่ชอบอ่านหนังสือการทำอาหาร อยากเห็นวิธีทำจริง ๆ หรือสนุกไปพร้อมกับการเรียนทำอาหาร การดู Youtube ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่เลว โดยสมัยนี้ได้มี Youtuber ที่ทำเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนทำอาหารที่มีความสนุก ที่ถึงแม้คนที่ไม่ชอบหรือไม่เคยทำอาหาร เมื่อได้รับชมแล้วก็อาจทำให้อยากทำอาหารขึ้นมาได้เลย โดย 10 ช่อง Youtube ที่แนะนำจะแบ่งได้เป็น 

1. กับข้าวกับปลาโอ PlaoCooking

10 ช่องยูทูปสอนทำอาหาร

ช่องกับข้าวกับปลาโอเป็นช่องที่มีการเปิดมาหลายปี โดยมีการตัดต่อ Video ที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย และละเอียด ทำให้เป็นอีกหนึ่งช่องที่มีผู้ติดตามและเป็นแฟนคลับเยอะ 

2. กินได้อร่อยด้วย

“กินได้อร่อยด้วย” เป็นช่องที่แนะนำวิธีการทำอาหารอย่างละเอียด โดยจะบอกตั้งแต่วัตถุดิบ จำนวนวัตถุดิบที่ใช้ วิธีการหั่นวัตถุดิบที่ใช้ต่าง ๆ เช่น ผักหรือหมู ที่ถูกวิธี นอกจากนี้ยังมีการเสริมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับการทำอาหารอีกด้วย ด้วยความ Minimal ของการทำคลิปจึงทำให้มีผู้ติดตามในช่องทาง Youtube แล้วกว่า 3 ล้านผู้ติดตาม! 

3. KRUA dot CO

KRUA dot CO เป็นช่องที่มีการทำ Content ที่เกี่ยวกับอาหาร โดยจะมีตั้งแต่การสอนทำอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะกับทั้งของคาวและของหวาน, Vlogging ชิมอาหารจากหลาย ๆ ที่ รวมถึงการทำ Review การชิมอาหารร้านอาหารต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งเชฟที่อธิบายก็มีวิธีการบอกเล่าวิธีการทำรวมถึงเสริมมุกตลกต่าง ๆ ทำให้สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลิน แถมยังได้ความรู้ในเรื่องอาหารอีกด้วย 

4. RUBSARB production

เป็นช่องที่รวมเอา Influencer ชั้นนำมารวมกันอย่าง อิสระ ฮาตะ และ จอร์จ ปรีโรจ์ เกษมศานติ์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งความมันส์ ฮา และขาลุย โดยในช่องของ RUBSARB จะแบ่งออกได้หลาย Content จะมีตั้งแต่การเล่นเกม, ท่องเที่ยว และขาดไปไม่ได้คือการทำอาหาร ที่จะมีการชวนแขกรับเชิญมาร่วมในการชม และทำอาหารไปด้วย 

5. โชเล่ย์ ดอกกระโดน 

ช่องที่มาพร้อมกับสโลแกน “สวัสดีพี่น้อง อาหารใต้สไตล์โชเล่ย์” เป็นช่องที่มีการตัดต่อเรียบง่าย แต่เข้าใจง่าย มีการแนะนำอาหารหลากหลายสไตล์ โดยจะเน้นไปที่อาหารใต้ นอกจากนี้เมื่อมีการทำอาหารเสร็จมีการกินอาหารโชว์ท่านผู้ชมเพื่อเป็นอรรถรสอีกด้วย 

6. โหน่งโชว์

โหน่งโชว์เป็นช่องที่ถือเป็นช่องแรก ๆ ในการทำอาหารของวงการ Social Media ไทย มีการเสริมแทรกมุกตลกหน้านิ่ง ทำให้ถึงแม้เป็นคนที่ไม่ชอบทำอาหาร แต่ถ้าได้รับชม ต้องมีการอมยิ้มไปด้วยอย่างแน่นอน การทำอาหารก็มีการบอกรายละเอียดที่ชัดเจน จึงทำให้ยังเป็นช่องที่ได้รับการรับชมอย่างน้อยหลักแสนทุกครั้งต่อคลิป 

7. เชฟขวัญ EngiChef

เชฟขวัญ เป็นเชฟที่มีการเปิดช่อง Social Media เพื่อทำการสอนทำอาหารโดยเฉพาะ ทำให้สามารถมั่นใจในฝีมือของเชฟขวัญได้อย่างแน่นอน ในระหว่างทำก็มีการเสริมแทรกเกร็ดความรู้แบบรู้ลึกที่คนทั่วไปอาจไม่เคยรู้มาก่อน นอกจากเชฟที่คลุกคลีกับการทำอาหารอยู่ตลอดที่สามารถรู้ได้ 

8. รายการยอดเชฟไทย ในช่อง DenverThaiTV 

เป็นอีกหนึ่งช่องที่มีการสอนทำอาหารโดยเชฟมืออาชีพ จึงทำให้เป็นช่องที่ได้รับความนิยม เนื่องจากนอกจากจะได้วิธีการทำอาหารที่มืออาชีพแล้ว ยังได้รับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รวมถึงเทคนิคในการจัดอาหารให้ดูน่ารับประทานอีกด้วย 

9. Peaceful Cuisine 

รวมช่องยูทูปสอนทำอาหาร

เป็นช่องจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีการถ่ายทำออกมาได้ไม่เหมือนใคร คือการถ่ายวิดีโอออกมาให้ minimal มากที่สุด ไม่มีการพูดบรรยายใด ๆ แต่ถ่ายให้เห็นว่าต้องมีการใช้วัตถุดิบใดบ้าง และต้องมีเทคนิคในการหั่นหรือทำอาหารอย่างไร แต่หากใครที่ดูแล้วไม่เข้าใจว่าวัตถุดิบคืออะไร สามารถกดเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ description ของวิดีโอนั้น ๆ เพราะทางช่องจะมีการใส่รายละเอียดไว้ทั้งหมดโดยละเอียด 

10. Tasty 

เป็นอีกหนึ่งช่องจากทางต่างประเทศที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลก เนื่องจากคุณภาพของการถ่ายทำ ถ่ายออกมาให้ดูน่ารับชม น่ารับประทาน และน่าติดตาม จึงเป็นสาเหตุที่ครอบครองหัวใจของผู้รับชมได้เป็นอย่างดี 

สรุปบทความ 

จะเห็นได้ว่ามีช่อง Youtube มากมายที่มีการสอนทำอาหาร ที่นอกจากจะสอนแล้วยังมีการเสริมแทรกเกร็ดความรู้หรือเพิ่มความตลกเข้าไปในการสอนอีกด้วย ทำให้การดู youtube การทำอาหาร ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับที่หลาย ๆ คนคิด 

บีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขม

บีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขม

ในบางครั้งการ บีบมะนาว แทนที่จะมีรสเปรี้ยวแต่มีรสชมแถมมาด้วย จึงทำให้ความอร่อยของมะนาวดร็อปลงมากๆ เวลาจะนำไปปรุงอะไรก็อาจเสียรสชาติได้ ดังนั้นมาดูเคล็ดลับกันเลยดีกว่าว่าบีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขมโดยจะมี 5 เคล็ดลับด้วยกัน

มะนาว วัตถุดิบสำคัญที่อยู่คู่กับอาหารไทย

มะนาว นับว่าเป็นวัตถุดิบที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลานาน โดยมักจะให้รสเปรี้ยวเพื่อชูรสชาติอาหารไทยให้โดดเด่น สร้างความเปรี้ยวแซ่บ จี๊ดจ๊าดได้ถึงใจ แน่นอนว่ายังสามารถสร้างความสดชื่น ลืมตาตื่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย มะนาวยิ่งนำไปปรุงกับอาหารไทยจะสามารถเพิ่มมิติของรสชาติให้หลากหลายได้มากอีกด้วย

5 เคล็ดลับบีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขม

5 เคล็ดลับบีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขม

ทีนี้ทุกคนคงจะรู้แล้วว่ามะนาวนับว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญที่อยู่คู่กับอาหารไทยแทบจะทุกเมนูเลยก็ว่าได้ เพราะสามารถเพิ่มรสชาติเปรี้ยวให้รู้สึกจี๊ดจ๊าดขึ้นมาได้นั่นเอง ทีนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรารีบตามกันไปดูเลยดีกว่าว่า 5 เคล็ดลับบีบมะนาวอย่างไรไม่ให้ติดรสขมบ้าง

1. คลึงมะนาวก่อนบีบ

โดยการคลึงมะนาวก่อนบีบ ทำเพื่อให้เยื่อหุ้มในผลมะนาวผลิตน้ำออกมาได้มากขึ้น รวมถึงทำให้ผิวของมะนาวนุ่มขึ้น 

2. อุ่นมะนาวในชามที่มีน้ำ

สำหรับเทคนิคนี้มีหลักสำคัญคือการทำให้ผลมะนาวมีความนิ่มขึ้น โดยนำเอาน้ำอุ่น (หลีกเลี่ยงการใช้น้ำเดือด) มาใส่ในชามขนาดเล็ก-กลาง และนำมะนาวใส่ลงไปในชาม ทิ้งไว้ประมาณ 20-40 นาที และเมื่อครบเวลา จะสังเกตได้ว่าผลมะนาวจะมีความนิ่มขึ้น ก็เป็นอันว่าสามารถนำมาใช้บีบได้แล้ว 

3. อุ่นมะนาวในเตาไมโครเวฟ

หลายท่านอาจเคยเจอปัญหาที่เมื่อทิ้งมะนาวไว้ในตู้เย็นนาน ๆ จะทำให้เปลือกแข็งและท้ายที่สุด จะทำให้บีบยากกว่าปกติ วิธีการอุ่นมะนาวในไมโครเวฟจะช่วยให้ผลมะนาวนิ่มขึ้น ข้อดีคือเมื่อเปลือกนิ่มขึ้น ก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบีบแรง สามารถบีบได้ตามเทคนิคที่ทำให้มะนาวขมน้อยลงได้ง่ายขึ้นนั่นเอง  

โดยการอุ่นมะนาวในไมโครเวฟ ใช้เวลาเพียง 10-20 วินาทีก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ 

4. ใช้ส้อมจิ้มเพื่อคั้นน้ำมะนาว

ใช้ส้อมจิ้มเพื่อคั้นน้ำมะนาว

วิธีนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการที่หั่นมะนาวเป็นครึ่งซีกในแนวขวาง หลังจากนั้นให้นำส้อมจิ้มลงไปในเนื้อมะนาว และทำการบีบมะนาว เมื่อน้ำมะนาวเริ่มไหล ก็ให้ทำการเปลี่ยนตำแหน่งของส้อมไปเรื่อย ๆ ด้วยการหมุนส้อม  

สาเหตุที่วิธีนี้นิยมเป็นเพราะแรงกดของส้อมจะช่วยให้เยื่อหุ้มของผลมะนาวไหลออกมาได้ดีขึ้นนั่นเอง 

5. หั่นมะนาวตามแกน

ในการหั่นมะนาว สามารถหั่นได้หลายแบบ เช่น หั่นตามแกน หั่นครึ่ง หั่นแบบเป็นซีก ฯลฯ แต่การหั่นตามแกนถือเป็นวิธีที่จะช่วยให้สามารถผลิตน้ำมะนาวออกมาได้มากที่สุด โดยจะสามารถหั่นออกมาได้ 3-4 ซีก  

สรุปบทความ 

ก็จบกันไปแล้วกับเคล็ดลับการบีบมะนาวไม่ให้ขม เพียงแค่นี้เวลาเข้าครัวไม่ว่าทำเมนูอาหารอะไรก็อร่อยได้รสชาติมะนาวในแบบที่ควรจะเป็น สำหรับบทความนี้ก็ขอลากันไปก่อน Tecnogas มีคอนเทนต์ดีๆ ให้ติดตามอีกมากห้ามพลาดเป็นอันเด็ดขาด และยิ่งห้ามพลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ เครื่องครัวยุโรป ที่ทาง Tecnogas มีขาย การันตีคุณภาพและความสวยงามของเครื่องครัวสามารถเข้าได้หลากหลายสไตล์ สามารถตามมาส่องที่หน้าเว็บกันได้เลย

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310