รวม 9 ไอเดียตกแต่งครัวสีดำ

ครัวสีดำ Tecnogas
หากจะพูดถึงโทนสีห้องครัว ห้องโทนสีดำอาจเป็นสีที่หลายคนมองข้าม เพราะมองว่าเป็นสีไม่มงคล ให้ความรู้สึกมืดมน แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันคนนิยมตกแต่งครัวสีดำมากขึ้น เพราะให้ความทันสมัย เหมาะกับบ้านสไตล์โมเดิร์น รวมทั้งช่วยให้มองเห็นคราบสกปรกไม่ชัดเท่ากับห้องครัวที่ใช้สีอ่อน ๆ วันนี้ Tecnogas จึงขอเอาใจคนชอบแบบห้องครัวโมเดิร์นด้วยการนำไอเดียครัวสีดำมาฝาก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับใครที่ชื่นชอบห้องครัวโทนสีดำ

9 ไอเดียครัวสีดำ สวยคลาสสิคไม่เหมือนใคร

ใครที่คิดว่าแต่งห้องครัวสีดำเป็นเรื่องยาก ลองมาดู 9 ไอเดียครัวสีดำที่เรานำมาฝาก จะมีไอเดียอะไรน่าสนใจบ้าง ตามไปดูกันเลย

1. เครื่องครัวสีดำ

หากพูดถึงห้องครัว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ อุปกรณ์เครื่องครัวสำหรับประกอบอาหาร โดยการแต่งครัวสีดำนั้น สามารถเริ่มต้นด้วยการเน้นเลือกอุปกรณ์เครื่องครัวสีดำทั้งหมด เช่น เครื่องผสมแป้งสีดำ เตาอบสีดำ เตาไฟฟ้าสีดำ เครื่องดูดควันสีดำ เป็นต้น เป็นวิธีง่าย ๆ ในการนำสีดำเข้าสู่ห้องครัว

2. ใช้กระเบื้องโทนดำสุดคลาสสิก

เปลี่ยนห้องครัวให้เป็นห้องโทนสีดำง่าย ๆ ด้วยการใช้กระเบื้องปูพื้นโทนดำหรือโทนสีเข้มเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ห้องครัวของคุณเรียบหรู ดูมีมิติ รวมทั้งกระเบื้องสีดำยังช่วยอำพรางคราบต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำอาหารได้ดี ไม่ว่าจะคราบน้ำมัน คราบน้ำสกปรก คราบเครื่องปรุง หรือเศษอาหาร เป็นต้น ทำให้ห้องครัวสีดำดูใหม่อยู่เสมอ

3. เคาเตอร์ครัวสีดำ

เคาเตอร์ครัวสีดำ เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่จะเสริมให้ห้องครัวหรูหรามากขึ้น แนะนำให้เลือกเคาเตอร์ครัวสีดำที่มีบริเวณท็อปเคาเตอร์เป็นลายไม้ หรือสีขาว นอกจากจะทำให้ห้องครัวโมเดิร์น ดูทันสมัยแล้ว ยังตัดกับอุปกรณ์เครื่องครัวสีดำได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเลือกเคาเตอร์สีดำสำเร็จรูปที่เอามาวางแล้วจบ หรือติดตั้งเป็นเคาเตอร์ครัวบิ้วอินสีดำได้ ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของบ้าน

4. ติดตั้งเฟอร์นิเจอร์โทนสีดำ

เลือกเฟอร์นิเจอร์โทนสีดำมาตกแต่งห้องครัว เช่น ตู้แขวน ตู้ครัวตั้งพื้น เก้าอี้ ชุดโต๊ะอาหาร เป็นต้น จะช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้กับห้องครัวสุดหรูของคุณ

5. ตกแต่งด้วยโคมไฟห้อยสีดำ

การตกแต่งห้องครัวด้วยโคมไฟห้อยเพดานโทนสีดำก็เป็นอีกไอเดียที่น่าสนใจ นอกจากโคมไฟจะช่วยให้สามารถมองเห็นมุมต่าง ๆ ภายในห้องครัวได้ชัดเจนแล้ว ยังทำให้ห้องครัวโดดเด่น มีเอกลักษณ์ แต่หากเฟอร์นิเจอร์ พื้นห้องครัว หรือส่วนอื่น ๆ เป็นโทนสีดำแล้ว สามารถเลือกใช้โคมไฟสีขาวมาตัด เพื่อทำให้ห้องครัวดูสว่างขึ้นได้

6. เปลี่ยนฝาผนังให้เป็นโทนสีดำ

เปลี่ยนฝาผนังให้เป็นโทนสีดำ โดยอาจจะไม่ทำเป็นสีดำทั้งหมด เลือกเพียงมุมใดมุมหนึ่งของผนัง เช่น เปลี่ยนเฉพาะฝาผนังกันเปื้อน (Backlash) ตรงเคาเตอร์ครัวให้เป็นโทนสีดำ จะทำให้ได้ห้องครัวสีดำที่มีสไตล์ ไม่มืดทึบจนเกินไป รวมทั้งช่วยให้มองไม่เห็นรอยเลอะจากคราบอาหารชัด สำหรับใครที่อยากได้แบบห้องครัวโมเดิร์นมากขึ้น อาจเพิ่มลูกเล่นด้วยการใช้สีดำสลับขาวเป็นลายตารางหมากรุกได้

7. ใช้อ่างล้างจานสีดำ

ตกแต่งห้องครัวสีดำด้วยการเลือกใช้อ่างล้างจานโทนสีดำ ซึ่งอาจเลือกเป็นอ่างล้างจานสเตนเลสเคลือบผิวดำหรืออ่างล้างจานหินแกรนิตสังเคราะห์สีดำ แนะนำให้ใช้ร่วมกับก๊อกน้ำสีดำเพื่อคุมโทนให้ห้องครัวเป็นสีดำ สวยงาม และทันสมัยมากขึ้น

8. เคาน์เตอร์บาร์โทนสีดำ

นอกจากเคาน์เตอร์สำหรับเตรียมและประกอบอาหารแล้ว หากห้องครัวมีพื้นที่เหลือ สามารถเพิ่มเคาน์เตอร์บาร์โทนสีดำสำหรับนั่งเล่น นั่งรับประทานอาหาร เป็นการเพิ่มมุมสังสรรค์ในห้องครัวอย่างมีสไตล์ และช่วยให้คุณใช้พื้นที่ในห้องครัวอย่างคุ้มค่า

9. ครัวบิ้วอินสีดำ

ไอเดียสุดท้ายในการตกแต่งห้องครัวสีดำ คือ การติดตั้งชุดครัวบิ้วอินสีดำ เป็นชุดครัวสีดำสำเร็จรูปที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับพื้นที่ห้องครัว ไม่ต้องเลือกซื้อชุดครัวอื่นเพิ่มเติมให้เสียเวลา และที่สำคัญครัวบิวอิ้นทำความสะอาดง่าย เพราะครัวบิ้วอินเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด รอยต่อหรือซอกมุมต่าง ๆ ลดลง   เป็นอย่างไรก็บ้างกับ 9 ไอเดียการตกแต่งครัวสีดำที่เรานำมาฝากในวันนี้ บอกเลยว่าครัวสีดำไม่ได้มืดมนอึมครึมอย่างที่คิด ในทางกลับกันครัวสีดำยังช่วยทำให้ครัวของคุณโดดเด่น ทันสมัย ไม่น่าเบื่อ และน่าค้นหา ใครที่วางแผนรีโนเวทห้องครัว หรือกำลังก่อสร้างห้องครัวใหม่ ลองนำไอเดียที่เราแนะนำไปปรับใช้ดู เพื่อให้คุณได้ห้องครัวสุดหรู โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ตามแบบที่เจ้าของบ้านต้องการ

ตกแต่งห้องครัวสีดำด้วยคอลเลกชัน “Black series”

สำหรับใครที่มองหาชุดเครื่องครัวสีดำ Tecnogas ขอแนะนำให้รู้จักกับเครื่องครัวเซ็ทใหม่ล่าสุดอย่าง “Black series” เครื่องครัว เรียบหรู คุณภาพดี มีให้คุณเลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องผสมแป้ง เตาอบสีดำ ไมโครเวฟ เป็นต้น ซึ่งมาพร้อมดีไซน์หรูหรา สีดำทั้งชิ้น ให้ความทันสมัย เสริมความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ให้กับห้องครัวสีดำของคุณ รวมทั้งฟังก์ชันการทำงานที่จะช่วยให้การทำอาหารของคุณง่ายกว่าที่เคย

แนะนำวิธีเลือกกุ้งสดทำอาหารแบบมืออาชีพ

แนะนำวิธีเลือกกุ้งสดทำอาหารแบบมืออาชีพ
ซื้อกุ้งทั้งทีก็อยากได้กุ้งที่ดี มีคุณภาพ สดใหม่ แต่ติดตรงที่ไม่รู้จะต้องเลือกอย่างไร ใครเป็นแบบนี้บ้าง? วันนี้เรามีวิธีเลือกซื้อกุ้งสด มือใหม่ก็สามารถซื้อได้และสามารถเลือกกุ้งที่ถูกอกถูกใจกลับไปกินอย่างแน่นอน พร้อมแนะนำเทคนิคการปอกเปลือกกุ้งให้หลุดออกง่าย ๆ โดยรายละเอียดต่างๆ มีดังต่อไปนี้

วิธีเลือกกุ้งสดแบบมืออาชีพ

  • เปลือกตัวกุ้ง : ลักษณะของกุ้งสดต้องมีเปลือกใสไม่ขุ่น มองทะลุเข้าไปเห็นเส้นดำ ๆ ภายในตัวกุ้งได้ อีกทั้งสัมผัสเปลือกกุ้งต้องแข็งและติดอยู่กับเนื้อกุ้งไม่หลุดออกมาง่าย ๆ เพราะถ้าได้กุ้งที่เพิ่งลอกคราบไป เมื่อเอาไปทำอาหารแล้ว เนื้อจะไม่มีความแน่นอย่างที่ควรเป็น
  • เปลือกหัวกุ้ง : กุ้งที่มีความสด สังเกตที่เปลือกหัวกุ้งจะไม่เป็นสีดำ เปลือกหัวกุ้งจะยังใสและสามารถมองเห็นมันกุ้งภายในได้อย่างชัดเจน
  • สีของกุ้ง : กุ้งสดหรือไม่สด สีของกุ้งสามารถแบ่งแยกได้ชัดเจนตามนี้ กุ้งสดจะเป็นสีฟ้าหรือสีออกเทาหน่อย แต่ถ้าเป็นกุ้งไม่สด จะเป็นสีแดงหรือสีดำถือว่าไม่ควรซื้อมากินแล้ว
  • หัวกุ้งไม่หลุด : ในกรณีของหัวกุ้งก็เหมือนกับเปลือกกุ้งเช่นกัน ควรแน่นติดกับลำตัว ไม่หลุดออกมาจากตัวหรือดึงออกได้ง่าย ๆ กุ้งเนื้อแน่น เนื้อเด้ง สังเกตจากตรงนี้ได้เลย 
  • ตากุ้งต้องกลมใส : แววตาของกุ้งก็สามารถบ่งบอกถึงความสดใหม่ได้เช่นกัน โดยที่กุ้งต้องมีดวงตากลมใส เต่งตึง ดวงตาไม่ขุ่นหรือเหี่ยว เป็นต้น
  • ลองสัมผัส : การใช้มือสัมผัสโดยตรงค่อนข้างเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในการเช็คความแน่นของเนื้อกุ้ง โดยใช้มือกดลงเบา ๆ ที่ตัวกุ้ง จะสัมผัสทันทีหากเนื้อกุ้งไม่แน่น เช่น เนื้อจะไม่นุ่ม ไม่เต่งตึง เป็นต้น
  • ไม่มีสีดำ : กุ้งสดใหม่สังเกตด้วยตาได้ไม่ยาก เพราะตัวกุ้งหรือส่วนต่าง ๆ เช่น หนวด หางกุ้ง หรือส่วนหัว จะไม่เป็นสีดำ หากกุ้งเป็นสีดำแสดงว่ากุ้งตัวนั้นเป็นกุ้งเก่า 
  • ก้ามยังไม่หลุด : ในกรณีที่เป็นการเลือกซื้อกุ้งก้ามกราม จะสังเกตจากความแน่นของก้ามได้เลย ถ้าก้ามหลุดจากตัวกุ้งหรือดึงออกมาง่าย ๆ แสดงว่ากุ้งไม่สด ควรเลือกซื้อกุ้งที่ก้ามติดอยู่
  • ไม่มีกลิ่นคาว : เป็นเรื่องปกติที่อาหารสดจะมีกลิ่นคาวอยู่บ้าง แต่จะสังเกตได้ว่ากุ้งที่สดใหม่กว่า จะมีกลิ่นคาวที่อยู่ในระดับพอดี กลิ่นไม่แรงมาก หรืออาจไม่มีกลิ่นเลย แต่ถ้าเป็นกุ้งไม่สดกลิ่นคาวฉุนจะแรงกว่าปกติ

เทคนิคการปอกเปลือกกุ้งง่าย ๆ

  • การปอกเปลือกกุ้งแบบเหลือหาง : ให้ทำการแกะเปลือกในซิ้งค์ล้างจานทั้งหมดแล้ว ค่อยดึงหางและใช้นิ้วโป้งแกะเปลือกข้อสุดท้ายและแกะขาออกไป ตามด้วยใช้มีดผ่ากลางหลังกุ้ง แล้วดึงเส้นดำออก 
  • ปอกกุ้งด้วยกรรไกร : วิธีการคือใช้กรรไกรดึงหัวกุ้งออก หลังจากนั้นใช้กรรไกรเสียบเข้าไปด้านหลังกุ้ง แล้วค่อย ๆ ตัดผ่ากลางไปจนถึงหาง เสร็จแล้วจับหางไว้ แล้วแกะเปลือกออกและดึงเส้นสีดำออก
  • แกะกุ้งด้วยปลายช้อนกลาง : ใช้ปลายช้อนสอดเปลือกกุ้ง และบิดมือเบา ๆ เปลือกกุ้งก็จะหลุดได้อย่างง่ายดาย
  • แกะกุ้งด้วยการใช้ส้อม : เช่นเดียวกับขั้นตอนของการใช้ช้อนแกะกุ้ง ใช้ปลายส้อมสอดเข้าไป แล้วค่อย ๆ บิดมือเบา ๆ เปลือกของกุ้งก็จะหลุดออกมา ใช้มือแกะออกนิดหน่อย ผ่าหลังแล้วเอาเส้นสีดำออก
  • ใช้ไม้จิ้มฟันดึงเส้นสีดำออก : ไม้จิ้มฟันจะมีขนาดปลายแหลมเล็ก ซึ่งสามารถเสียบเข้าไปในตัวกุ้ง แล้วเกี่ยวกับเส้นสีดำที่อยู่ในตัวกุ้ง จากนั้นดึงออกมาง่าย ๆ โดยไม่ต้องแกะเปลือกเลยด้วยซ้ำ

สรุปบทความ

การเลือกกุ้งสดไม่ได้ยากกว่าที่คิด ถ้าเรารู้เทคนิคการสังเกตดังกล่าว บอกเลยว่าแม้จะเป็นพ่อครัวแม่ครัวมือใหม่ก็สามารถมองหากุ้งสดไปใช้ประกอบอาหารแสนอร่อยได้เช่นกัน

แนะนำวิธีลดอาการแสบมือจากพริกที่ได้ผลจริง

แนะนำวิธีลดอาการแสบมือจากพริกที่ได้ผลจริง
อาการแสบร้อนจากพริกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะพ่อครัวแม่ครัวมือใหม่อาจไม่เคยรู้ฤทธิ์ของพริกมาก่อนว่าทำให้แสบร้อนมือแค่ไหน หรือหากซ้ำร้ายอาจเผลอเอามือไปขยี้ตาแสบตาได้อีก สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ที่เพิ่งหัดเข้าครัวแล้วมีอาการแสบมือจากพริกแต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร เรามีวิธีลดอาการแสบร้อนจากพริกง่าย ๆ ด้วยสิ่งใช้ที่มีอยู่ใกล้ตัว ดังนี้

ทำไมพริกทำให้แสบมือ

อย่างที่เราทราบกันดีว่า พริกเป็นผักพืชที่มีรสชาติเผ็ดร้อน ซึ่งความเผ็ดร้อนของพริกเกิดจากสารแคปไซซิน พบมากในบริเวณแกนกลางหรือไส้ของพริกที่มีลักษณะเป็นเยื่อสีขาว เมื่อเราหั่นพริก หรือตำพริก จึงมีอาการแสบร้อนมือหรือบริเวณต่าง ๆ ที่ได้สัมผัสนั่นเอง ถ้าลองสังเกตยิ่งพริกที่มีการบดละเอียดมากเท่าไหร่ จะสามารถเพิ่มความเผ็ดได้มากเท่านั้น ซึ่งมากกว่าการกินเม็ดแบบเสี้ยวๆ อีก

วิธีลดอาการแสบมือจากพริก

ทีนี้เมื่อได้รู้ว่าพริกเผ็ดอย่างไรเป็นที่เรียบร้อย ทีนี้เรามาลดอาการแสบมือจากพริกกันดีกว่า เพราะถ้าเราลดอาการแสบไม่ได้ หรือไม่ทำระหว่างการทำอาหารอาจเผลอเอามือขยี้ตาได้ ในการแก้สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. ทาแป้ง

หยิบแป้งมาทาบริเวณที่มีอาการแสบร้อนจากพริก ไม่ว่าจะเป็นแป้งเย็น แป้งฝุ่นต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งแป้งเด็ก ก็สามารถนำมาช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนได้ เพียงแค่ทาและปล่อยทิ้งไว้สักพัก อาการแสบร้อนผิวหนังก็จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไปในที่สุด จากนั้นก็ค่อยล้างออก วิธีการนี้แนะนำว่าควรทำหลังจากทำอาหารเสร็จสิ้นเป็นเรียบร้อยแล้วจะเป็นการดีที่สุด

2. ทาเกลือ

ไอเทมสำคัญที่ครัวทุกบ้านต้องมีไม่พ้น เกลือบริสุทธิ์ นอกจากเกลือจะใช้ในการปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถนำเกลือมาทาบริเวณที่มีอาการแสบผิวหนังที่เกิดจากพริกได้เช่นกัน และเป็นวิธีที่รวดเร็วอีกด้วย วิธีการให้ใช้เกลือเกล็ดละเอียดมาทาบริเวณที่มีอาการอย่างเบา ๆ เพราะด้วยเนื้อของเกลือ อาจทำให้แสบผิวได้หากถูกแรงเกินไป เมื่อทาเสร็จแล้วปล่อยทิ้งไว้สักพัก อาการจะค่อย ๆ หายไปอย่างรวดเร็ว แล้วล้างออกด้วยสบู่ให้สะอาดเป็นอันเสร็จสิ้น สำหรับวิธีนี้สามารถทำตอนทำอาหารได้ แต่ถ้าหากกำลังตั้งกระทะอยู่แนะนำให้ปิดก่อน รอให้อาการแสบร้อนหายแล้วค่อยทำต่อจะปลอดภัยมากกว่า

3. ทาด้วยน้ำมะนาว

น้ำมะนาว นอกจะเอามาใช้ปรุงรสอาหารแล้ว ยังสามารถใช้เป็นยาบรรเทาอาการแสบร้อนได้อีกด้วย วิธีการง่าย ๆ หากใครมีมะนาวติดบ้าน ให้เอามาหันหรือคั้นเป็นน้ำออกมาทาบริเวณที่แสบร้อนผิวหนัง ก็จะสามารถบรรเทาลงได้ ถ้าหากมีแผลอยู่ที่นิ้วมือขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงวิธีนี้เพราะมันจะยิ่งไปเพิ่มความแสบที่แผลได้

4. ใช้น้ำมันพืช

อีกหนึ่งไอเทมติดครัวที่หยิบมาทาได้ทุกเมื่อ เมื่อเกิดอาการแสบร้อนผิวหนังที่เกิดจากพริกคือ น้ำมันพืช เอามาทูเบา ๆ บริเวณที่แสบร้อน ทิ้งไว้สักพักค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แค่นี้ก็หายแสบแล้ว

5. ทาด้วยยาสีฟัน

แนะนำให้ใช้ยาสีฟันสูตรมิ้นต์ จะเห็นผลได้ดีที่สุด เพราะคุณสมบัติของมินต์สามารถบรรเทาอาการแสบร้อนได้เกือบทั้งหมด วิธีใช้คือ ล้างมือให้สะอาด แล้วนำยาสีฟันดังกล่าวมาทาบาง ๆ แล้วปล่อยไว้สักพักจนความเย็นของยาสีฟันรักษาอาการแสบร้อนได้แล้ว ค่อยล้างน้ำสะอาดออก เหมาะทำตอนที่ทำอาหารเสร็จแล้ว

สรุปบทความ

สำหรับใครที่มีอาการแสบร้อนผิวหนังจากพริก ลองนำทริคลดอาการแสบร้อนง่าย ๆ จากของที่มีอยู่ในบ้าน ดังบทความข้างต้น แม้จะไม่ได้ช่วยทำให้หายขาดในทันที แต่ช่วยชะลอการแสบร้อนจากพริกได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกันหากใครต้องการเครื่องครัวที่มีความปลอดภัยสูง มีฟังก์ชันหลายๆ อย่างที่ทำให้อาหารสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้มาดู เครื่องครัวนำเข้า จากทาง Tecnogas ที่จะสามารถช่วยทำให้การทำครัวง่ายมากยิ่งขึ้น

ไขข้อสงสัยข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ทำไมต้องเป็นข้าวเก่า

ไขข้อสงสัยข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ทำไมต้องเป็นข้าวเก่า
ข้าวผัดเป็นเมนูอาหารง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ต้องใช้ข้าวเก่าถึงจะอร่อยกว่าใช่หรือไม่ บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยให้ทุกคน พร้อมแจกทริคการทำข้าวผัดให้อร่อยด้วยการใช้ “ข้าวเก่า” แทนข้าวสุกใหม่ร้อน ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน มาตามอ่านไปพร้อมๆ กันได้เลย

ทำไมใช้ข้าวเก่าทำข้าวผัดถึงอร่อยกว่า

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับข้าวเก่ากันก่อน ข้าวเก่าหมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร ข้าวเก่าคือ ข้าวที่หุงจนสุก แล้วเก็บไว้จนข้ามคืน หรือหุงสุกแล้วแต่นำไปแช่เก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อกันข้าวบูดหรือมีกลิ่นเปรี้ยวนั่นเองนั่นเอง แน่นอนว่าเมื่อผ่านเวลาไปข้าวจะมีความร่วนมากขึ้น เวลาตักจะไม่ได้เป็นก้อนสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ส่วนข้าวใหม่คือ ข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ กำลังร้อนได้ที่ พร้อมรับประทาน ซึ่งในการทำข้าวผัดให้มีรสชาติอร่อยและเม็ดข้าวเรียงสวยนั้น คนส่วนใหญ่นิยมใช้ข้าวเก่าในการทำ เพราะเม็ดข้าวเก่ากำลังร่วนในระดับที่พอดี ไม่เหนียวหรือจับตัวเป็นก้อนจนเกินไป ทำให้ง่ายต่อการผัดข้าวผัดไม่เพียงเท่านั้นการทำข้าวผัดจากข้าวเก่า ยังให้เนื้อสัมผัสถึงเม็ดข้าวที่เคี้ยวอร่อยเข้ากันอีกด้วย ดังนั้น ข้าวเก่าจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความอร่อยของข้าวผัดมาก เมื่อเทียบกับการทำข้าวผัดด้วยข้าวที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ ไอน้ำจากความร้อนของเม็ดข้าวสุกใหม่ มีแต่ทำให้เนื้อข้าวนิ่ม และเละง่าย เลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนทำครัวหลายๆ คนถึงใช้ข้าวเก่า

ทำข้าวผัดต้องใช้ไฟระดับไหน

นอกจากการเลือกใช้ข้าวเก่าเพื่อไม่ให้ข้าวผัดติดกับกระทะแล้ว การเลือกอุปกรณ์อย่างเตาแก๊สเตาไฟฟ้า ก็มีความสำคัญ จำเป็นต้องเลือกเตาแก๊สไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีการปรับระดับความร้อนของไฟให้เหมาะสม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ ระดับอ่อน ระดับปานกลาง และระดับแรง โดยต้องคำนึงถึงความร้อนของกระทะ ให้กระทะร้อนก่อนจึงจะสามารถทำการผัดข้าวผัดได้

ขั้นตอนทำข้าวผัดที่แนะนำโดยมืออาชีพ

  • เปิดไฟตั้งกระทะให้ร้อนก่อนใส่น้ำมัน เมื่อกระทะได้ที่แล้วให้นำกระเทียมสับลงไปผัดให้ความหอมคุขึ้นมา จากนั้นให้ทำการตอกไข่ใส่กระทะขยี้ไข่ไก่ให้พอสุก แนะนำว่าไม่ต้องละเอียดเวลาทำไข่เจียว หรือเหลวตอนทำไข่ดาว
  • ในต่อมาสำหรับใครที่ต้องการใส่เนื้อสัตว์ก็สามารถใส่ลงไปได้ โดยแนะนำว่าข้าวผัดสามารถใส่เนื้อสัตว์ไก่ หมู กุ้ง ปู นับว่าเป็นอะไรที่อร่อยมากๆ แต่ถ้าหากใครไม่ต้องการจะใส่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย
  • ต่อมาให้ใส่ข้าวเก่าลงไปโดยกะปริมาณได้ตามต้องการ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป หลายคนที่ประสบปัญหาในทำข้าวผัด ผัดแล้วไม่อร่อย ข้าวติดกระทะ ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ไม่ใช้ข้าวเก่าในการผัด ส่วนมากจะไม่ตั้งกระทะให้ร้อนก่อนผัดมากกว่า
  • เมื่อใส่ข้าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการคลุกกับไข่ให้เข้ากัน จากนั้นก็ตามด้วยเครื่องปรุงไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย หรือใครอยากเพิ่มเติมเครื่องปรุงชนิดอื่นก็สามารถนำมาใส่ได้ โดยกะปริมาณตามรสชาติที่ตัวเองชื่นชอบ
  • ก่อนปิดจ็อบก็ให้นำต้นหอมซอยมาโรยให้ทั่ว ก่อนจะคลุกเคล้ากันอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างดูสุกได้ที่เป็นเนื้อเดียวกัน ก็สามารถจัดจานพร้อมเสิร์ฟกันได้เลย

สรุปบทความ

จะเห็นได้ว่า ส่วนประกอบของเครื่องปรุงในการทำข้าวผัดไม่มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละคนมีรสชาติที่ชอบแตกต่างกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่การใช้ข้าวเก่าและการตั้งเตาให้ร้อนก่อนใส่น้ำมันลงไป หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ชอบข้าวผัดไม่มากก็น้อย สุดท้ายการทำข้าวผัดจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟที่สามารถกะความแรงได้ ซึ่ง เตาแก๊สเตาไฟฟ้า ถือว่าเป็นคำตอบที่ทาง Tecnogas อยากให้ใช้ เพราะไม่เพียงแต่ควบคุมกำลังไฟได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งขณะการใช้งานยังมีความปลอดภัย และสะดวกการใช้เป็นอย่างมาก

ไขข้อข้องใจปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอันไหนสูงที่สุด

ไขข้อข้องใจปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอันไหนสูงที่สุด
เครื่องปรุง 3 ชนิดยอดฮิตติดบ้านอย่าง เกลือ น้ำปลา และซีอิ๊วขาว แน่นอนว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับรสชาติเป็นการดีอยู่แล้ว โดยรสชาติหลักๆ ก็คือการให้ความเค็ม  แม้ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน แต่กรรมวิธีในการทำเครื่องปรุงแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และในการทำแต่ละครั้งก็ต้องใช้ระยะเวลาในการทำนานพอสมควร ในส่วนของปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงทั้ง 3 อย่างนี้ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังสงสัยว่าเครื่องปรุงชนิดใดมีปริมาณโซเดียมมากที่สุด บทความนี้คำตอบ สำหรับสายสุขภาพขอแนะนำให้รีบอ่านเลย

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงทั้ง 3 ชนิด

เกลือ

เครื่องปรุงอย่างเกลือ เกิดจากการนำน้ำทะเลมากักไว้ แล้วปล่อยให้แสงแดดและลมทำให้น้ำทะเลที่กักไว้ระเหยไปจนเหลือเพียงแค่เกลือ เรียกได้ว่าเกลือเป็นหนึ่งในตัวเอกของการปรุงอาหารเลยก็ว่าได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้สารพัดประโยชน์ในการประกอบเมนูอาหาร ไม่ว่าจะเป็น การหมักเนื้อสัตว์และผัก นำไปปรุงอาหารประเภท ต้ม ผัด หรือทอด เป็นต้น เกลือจึงเป็นเครื่องปรุงที่ต้องมีติดบ้านและมีการใช้แพร่หลายทั่วโลก โดยปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างเกลือ เมื่อเทียบกับเครื่องปรุงอื่นๆ ในปริมาณที่เท่ากัน เวลาใช้ในการปรุงอาหารจึงใช้น้อยมากๆ

น้ำปลา

น้ำปลา เกิดจากการหมักปลา ซึ่งจะใช้เป็นปลาไส้ตัน ปลากะตักใหญ่เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ น้ำปลา เครื่องปรุงรสชาติเค็มระดับกลาง นิยมนำไปปรุงอาหารประเภท ลาบ แกงไทย หรืออาหารต่าง ๆ ที่มีรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเดิมทีน้ำปลาเกิดจากการหมักปลา แล้วนำไปผสมกับเกลือ ระยะเวลาในการหมักใช้เวลาค่อนข้างนาน อาจจะหลายเดือนไปจึงถึงหลายปีเลยก็ว่าได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและน้ำปลาแต่ละยี่ห้อ จะนิยมใช้เป็นปลาไส้ตันและปลากะตักใหญ่ ในการหมัก สำหรับปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างน้ำปลาถือว่าอยู่เป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับเครื่องปรุงรสทั้ง 3 อย่างในปริมาณที่เท่ากัน โดยน้ำปลาเหมาะปรุงรส หรือสามารถทานแบบจิ้มได้

ซีอิ๊วขาว

ซีอิ๊วขาว ทำมาจากการหมักเหมือนกัน แต่จะเป็นการหมักถั่วเหลืองเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สุกก่อนแล้วนำไปผสมกับแป้งข้าวสาลีก่อนนำไปหมักประมาณ 1 อาทิตย์ ซีอิ๊วขาว เครื่องปรุงรสเค็มที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับ เกลือหรือน้ำปลา โดยที่ 1 ช้อนโต๊ะของซีอิ๊วขาว มีโซเดียมอยู่ที่ 960 – 1,490 มิลลิกรัมเท่านั้น เนื่องจากรสชาติที่ไม่ได้เค็มมากจนเกินไป จึงเข้ากับอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เมนูต้ม เมนูผัด หรือแม้กระทั่งเอาไปเหยาะทำเป็นน้ำจิ้มได้เลย ซึ่งซีอิ๊วขาว เกิดจากการหมักถั่วเหลือง แล้วผสมกับแป้งข้าวสาลี โดยที่ไม่มีการปรุงแต่งอย่างอื่นเพิ่มเติม ที่สำคัญใช้ระยะเวลาในการหมักสั้นมาก เพียง 5 – 7 วันเท่านั้น เครื่องปรุงทั้ง 3 ประเภทมีระดับความเค็มและรสชาติที่แตกต่างกัน ดังนั้นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุง 1 ช้อนของแต่ละเครื่องปรุงจึงเหมาะกับการทำอาหารที่ไม่เหมือนกัน เช่น น้ำปลาเหมาะกับอาหารที่เป็นแกงหรืออาหารรสจัด ซีอิ๊วขาวเหมาะสำหรับอาหารประเภทผัดหรือต้ม และเกลือเหมาะสำหรับนำไปหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น

สรุปบทความ

สรุปได้ว่าปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างเกลือเป็นเครื่องปรุงที่มีปริมาณโซเดียมเยอะที่สุด แม้จะเทียบกับปริมาณเกลือ 1 ช้อนชา ก็ยังมีโซเดียมที่มากกว่า น้ำปลาหรือซีอิ๊วขาว ที่ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ อย่างไรก็ดีควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่ทานเข้าในแต่ละวัน ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ในขณะเดียวกันการเลือกใช้เครื่องครัวก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย ควรเลือกใช้แบบที่ได้มาตรฐาน ระหว่างการทำครัวมีความปลอดภัย ที่สำคัญยังสามารถสร้างความเพลิดเพลินระหว่างการทำครัวที่สามารถควบคุมได้ตามที่ต้องการ ขอแนะนำ เครื่องครัวนำเข้า Tecnogas ที่สามารถการันตีได้ว่าเข้าได้ทุกห้องครัว และการทำอาหารจะสร้างรสชาติอาหารที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

แนะนำวิธีทำความสะอาดเขียงไม้ที่ถูกสุขอนามัย

แนะนำวิธีทำความสะอาดเขียงไม้ที่ถูกสุขอนามัย
ในการทำครัวอุปกรณ์ที่เรียกได้ว่าทำความสะอาดยากที่สุดคงหนีไม่พ้นเขียงไม้ เพราะเขียงไม้เป็นอุปกรณ์ครัวที่มีเชื้อโรคสะสมเยอะ ทุกครั้งที่มีการประกอบอาหาร เราต้องใช้เขียงไม้ในการหั่นวัตถุดิบต่าง ๆ ในบางครั้งตัววัตถุดิบอาจมีความมัน การติดหนึบ จนยากที่จะล้างออก จนกลิ่นยังคงหลงเหลืออยู่ สำหรับใครที่กำลังหาวิธีทำความสะอาดเขียงไม้ลดเชื้อโรค ไม่ให้ขึ้นรา บทความนี้มีทริคการทำความสะอาดเขียงไม้ง่าย ๆ มาแนะนำ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามชมพร้อม ๆ กันเลย

รวมวิธีทำความสะอาดเขียงไม้

1. น้ำส้มสายชู

ใครจะคิดว่าวัตถุดิบใกล้ตัวเราอย่างน้ำส้มสายชู สามารถใช้ทำความสะอาดเขียงไม้ได้ เพียงนำหัวหอมหรือกระเทียมวางให้ทั่วเขียง จากนั้นใช้ผ้าชุบกับน้ำส้มสายชูให้พอหมาด แล้วเช็ดถูบริเวณหน้าเขียงให้ทั่ว เมื่อเช็ดเสร็จให้แช่ทิ้งไว้สักประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างน้ำออก ทำความสะอาดเขียงด้วยน้ำยาล้างจานปกติหนึ่งครั้ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขียงไม้สะอาดหมดจด หมดห่วงเรื่องเชื้อโรค กลิ่น หรือเศษอาหารที่ตกค้างได้อย่างแน่นอน

2. เบรกกิ้งโซดา

วัตถุดิบทำขนมที่ครัวทุกบ้านต้องมีอย่างเบรกกิ้งโซดา ช่วยทำความสะอาดเขียงไม้และกำจัดเชื้อโรคที่ติดอยู่บนเขียงไม้ได้ ขั้นตอนการทำความสะอาดเขียงไม้ด้วยเบรกกิ้งโซดา ให้ทำการผสมเบรกกิ้งโซดา เกลือ และน้ำ อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วราดลงไปให้ทั่วเขียง แล้วค่อยให้นำแปรงสีฟ้ามาขัดตัวเขียงเบา ๆ จนทั่วแล้วล้างออกด้วยน้ำร้อน ช่วงที่ราดน้ำร้อนต้องเท อย่างระมัดระวังด้วย ไม่งั้นน้ำร้อนอาจกระเด็นใส่ได้

3. น้ำมะนาวและเกลือ

เขียงไม้ที่มีคราบฝังแน่นเช็ดล้างทำความสะอาดยาก แนะนำให้ใช้สูตรน้ำมะนาวและเกลือ เริ่มด้วยการโรยเกลือลงไปให้ทั่วเขียงที่สามารถมองเห็นเกลือในปริมาณมากๆ จากนั้นนำน้ำมะนาวหรือมะนาวที่ผ่าครึ่งซีกขัดวนรอบ ๆ เขียง วางทิ้งไว้ 5 นาที ก่อนขูดคราบสกปรกออก เมื่อคราบออกหมดแล้วให้ล้างด้วยน้ำร้อนและถูด้วยฟองน้ำเปียกก็เป็นอันเสร็จสิ้น ซึ่งช่วงขั้นตอนราดน้ำร้อนก็เป็นอะไรที่ต้องระวังเช่นเดียวกัน

4. กระดาษทราย

กระดาษทรายมีเนื้อหยาบ สามารถนำมาขัดหน้าเขียงให้สะอาดได้ โดยเฉพาะคราบฝังลึก ขั้นตอนแรกให้นำกระดาษทรายน้ำเบอร์ 80 กับผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด วางทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 120 ขัดจนคราบออกหมด นำไปตากให้แห้งอีกครั้ง ก่อนล้างน้ำออก เพียงเท่านี้เขียงไม้ก็กลับมาเรียบและสะอาดเหมือนใหม่ ซึ่งในการใช้กระดาษอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่รับรองว่าเห็นผลได้เป็นอย่างดี

5. แช่น้ำมันหรือน้ำเกลือ

หยดน้ำมันหอมระเหย 5 หยด ผสมกับน้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วยตวงและน้ำสะอาด 1 ถ้วยตวง คนให้เข้ากันจากนั้นราดให้ทั่วเขียง แช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างน้ำออกน้ำ ตากแดดให้แห้งก่อนใช้ผ้าชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดหน้าเขียงไม้ต่อจะช่วยชะลอและรักษาเนื้อไม้เขียงได้ ซึ่งวิธีการนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาความสะอาดได้เป็นอย่างดี ยังสามารถยืดอายุการใช้งานให้กับเขียงไม้ได้อีกด้วย

6. เก็บในที่แห้งหลังจากล้างเสร็จ

หลังจากล้างเขียงไม้จนสะอาดแล้ว ให้นำไปตากแดดจนแห้งสนิทแล้วเก็บเขียงไม้ไว้ในที่แห้งทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคสะสมรวมไปถึงเชื้อราที่อาจเกาะติดเขียงไม้นั่นเอ

สรุปบทความ

การทำครัวสิ่งสำคัญก็คือการเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ครัวให้พร้อม การมีเขียงไม้ที่สะอาด จะช่วยให้การทำอาหารเป็นไปด้วยความคล่องตัว สะดวก และยังสามารถรักษาสุขอนามัยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แน่นอนว่าเรื่องเชื้อราหรือเชื้อโรคจะหมดไปอย่างแน่นอน ดังนั้นหมั่นดูแลรักษาเขียงไม้ให้ดีอยู่เสมอ แต่ถ้ากำลังมองหา เครื่องครัวนำเข้า ที่เรียกได้ว่าทำให้งานครัวสนุกมากขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น อุปกรณ์ได้มาตรฐาน ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และยังรักษาสุขอนามัยได้ง่าย ขอแนะนำให้มาดูเครื่องครัวจากแบรนด์ Tecnogas กันได้เลย

รวมแบบซิ้งค์ล้างจานในครัวสวย ๆ เลือกได้ตามใจคุณ

รวมแบบซิ้งค์ล้างจานในครัวสวย ๆ เลือกได้ตามใจคุณ
ใครที่กำลังทำครัวใหม่ยังไม่มีไอเดียจัดวางซิ้งค์ล้างจาน ขอแนะนำซิ้งค์ล้างจาน Tecnogas ซิ้งค์ล้างจานสวย ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องครัว ตกแต่งซิ้งค์ล้างจานที่บ้านให้ดูดีและมีระดับขึ้นด้วยตัวเอง Tecnogas มีแบบซิ้งค์ล้างจานดีไซน์เก๋ให้เลือกมากมาย พร้อมฟังก์ชันที่จะช่วยทำให้งานล้างจานของคุณง่ายมากยิ่งกว่าเดิม ต้องบอกเลยว่าครัวเล็กหรือครัวใหญ่ ซิ้งค์ล้างจานก็มีหลายแบบให้เลือกใช้ให้ตรงกับห้องครัวของคุณมากที่สุดอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วตามไปอ่านรายละเอียดกันต่อได้เลย

7 แบบซิ้งค์ล้างจานในครัวที่น่าสนใจ

1. ซิ้งค์ล้างจานสเตนเลส

ซิ้งค์ล้างจานแบบสเตนเลส เป็นวัสดุที่นิยมใช้มากที่สุด สามารถนำมาติดตั้งได้บนเคาน์เตอร์ หรือต่ำกว่าเคาน์เตอร์ สร้างความสวยงามให้ห้องครัวดูดีและมีระดับมากขึ้น เนื้อสเตนเลสมีความคงทน แข็งแรง ไม่บุบหรือยุบง่าย ใช้งานได้ยาวนาน ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดสนิมอีกด้วย ในส่วนของการดูแลรักษาไม่ยาก แค่ล้างน้ำออก นับว่าเป็นซิ้งค์ที่หลายๆ บ้านเลือกใช้เพราะสามารถทนได้ทั้งความเย็นและความร้อน เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะติดตั้งในห้องครัว

2. อ่างล้างจานแกรนิต

ซิงค์ล้างจานแบบแกรนิต เป็นซิ้งค์ล้างจานที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เนื่องจากเป็นซิงค์ที่ใช้วัสดุที่มีราคาค่อนข้างสูง มีความแข็งแรง ทนทาน มักผลิตจากหินแกรนิตหรือหินแกรนิตสังเคราะห์ มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน อีกทั้งดูแลรักษาง่าย เหมาะกับบ้านที่ชื่นชอบสไตล์หรูหรา และแน่นอนว่าแบบซิ้งค์ล้างจานมีโทนสีให้เลือกหลากหลาย ส่วนใหญ่มักจะเป็นสีดำ เทา และขาว ซึ่งจะแตกต่างจากอ่างล้างจานสเตนเลสอย่างเห็นได้ชัด

3. อ่างล้างจานเซรามิก

อ่างล้างจานเซรามิกเป็นอ่างล้างจานที่ให้กลิ่นอายย้อนยุค สร้างอารมณ์ให้ห้องครัวมีความคลาสสิค ดูดี ผู้ที่ติดตั้งอ่างล้างจานแบบเซรามิกแนะนำให้ติดก๊อกน้ำแบบหมุนที่มีดีไซน์โค้งมน จะช่วยคุมโทนให้เป็นแนวเดียวกันและดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ในส่วนงานดีไซน์ต้องบอกว่ามีความหลากหลายมากๆ ทั้งในแง่ของโทนสี รูปทรงที่สามารถทำได้หลายแบบอีกด้วย

4. ซิ้งค์ล้างจานแบบ 1 หลุม

ซิ้งค์ล้างจานแบบ 1 หลุม เหมาะกับบ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวอยู่กันเป็นคู่รัก เนื่องจากเป็นการติดตั้งซิ้งค์ล้างจานบนเคาน์เตอร์ การใช้งานจึงไม่ดีเท่าแบบซิ้งค์ล้างจานที่ไว้ใต้เคาน์เตอร์ บ้านที่ติดตั้งซิ้งค์ล้างจานแบบหลุมเดียว ต้องคอยหมั่นเช็ดล้างทำความสะอาดอยู่เสมอเพราะอาจเกิดคราบสกปรกง่าย

5. ซิ้งค์ล้างจานแบบ 2 หลุม

ซิงค์ล้างจานแบบ 2 หลุมหรือแบบหลุมคู่ มีให้เลือกหลากหลายแบบ เช่น หลุมคู่แบบธรรมดา และหลุมคู่แบบที่มีที่พักจาน เพิ่มความสะดวก สบายขณะล้างจาน เหมาะกับห้องครัวที่ต้องการใช้พื้นที่ล้างจานเยอะ

6. ซิ้งค์ล้างจานแบบบิ้วต์อิน

ซิงค์ล้างจานแบบบิ้วท์อิน โดดเด่นด้วยวัสดุที่มีความแข็งแรง แบบซิ้งค์ล้างจานดีไซน์สวยงาม สามารถติดตั้งให้เข้ากับเคาน์เตอร์ครัวได้อย่างพอดี เพราะมีการวัดขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่โดยเฉพาะ ทำให้ไม่กินพื้นที่ในห้องครัว ผู้ที่ชอบตกแต่งบ้านสามารถแมตช์ให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้ ไม่เพียงเท่านั้นซิ้งค์ล้างจานแบบบิ้วต์อินยังมีฟังก์ชันที่หลากหลาย นอกจากใช้ล้างอุปกรณ์เครื่องครัวทั่วไปได้แล้ว ยังทำความสะอาดอุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น กระทะปิ้งย่าง หม้ออัดแรงดัน หม้ออบลมร้อน หรือเตาย่างได้อย่างง่ายดาย

7. อ่างล้างจานจากหินธรรมชาติ

อ่างล้างจานจากหินธรรมชาติ จะให้ฟีลห้องครัวสไตล์เรียบ ๆ แต่โดดเด่นด้วยก๊อกน้ำสีทองหรือดำ สามารถแมตช์ให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ทุกสไตล์

สรุปบทความ

การล้างจานจะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ถ้ามีแบบซิ้งค์ล้างจานที่มีการดีไซน์ที่ตอบโจทย์งานครัวและงานล้างจานอย่าง Tecnogas ที่เป็นแบรนด์เครื่องครัวชั้นนำจากอิตาลี แน่นอนว่าซิ้งค์ล้างจานดี มีมาตรฐาน สามารถเลือกวัสดุได้ชอบตามใจ ไม่ว่าจะเป็นแบบหินธรรมชาติ แบบสเตนเลส แบบแกรนิต และอื่น ๆ มีให้ครบทุกสไตล์เข้ากันได้กับทุกห้องครัวขอให้รีบมาดูที่หน้าเว็บไซต์ของเราได้เลย

จัดระเบียบในครัวง่าย ๆ ด้วยตู้แขวนในครัว

จัดระเบียบในครัวง่าย ๆ ด้วยตู้แขวนในครัว
ห้องครัวเป็นห้องที่ใช้ในการประกอบอาหาร จำเป็นต้องดูแลและทำความสะอาดอยู่เสมอ ใครที่ประสบปัญหาห้องครัวไม่เป็นระเบียบ ขอแนะนำตู้แขวนในครัว ตัวช่วยในการจัดห้องครัวให้เป็นระเบียบ สะอาดและสวยงาม อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการทำอาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เอาเป็นว่าเราไปรู้จักเกี่ยวกับตู้แขวนนี้กันเพิ่มเติมเลยดีกว่า

ประโยชน์ของตู้แขวนในครัว

ตู้แขวนในครัว จะช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอย สามารถเก็บของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องครัวได้เยอะ ช่วยจัดห้องครัวให้เป็นระเบียบ สวยงาม ดูแล้วสบายตา อีกทั้งยังช่วยรักษาความสะอาด ป้องกันมด แมลง และแมลงสาบ ที่เป็นสาเหตุของเชื้อโรคได้ เมื่อดูรวมๆ ถือว่าเป็นอะไรที่มีประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะคนที่มีห้องครัวขนาดเล็ก แต่มีอุปกรณ์ที่จะต้องจัดเก็บเยอะ การเลือกตู้แขวนในครัวจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้ได้

ประเภทของตู้แขวนในครัว

1. ตู้แขวนติดผนังในครัว ตู้แขวนในครัวแบบติดผนัง ใช้แขวนชุดเครื่องครัวและอุปกรณ์ครัวต่าง ๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม ช้อนส้อมและอาหารแห้ง ส่วนใหญ่มักติดตั้งบนผนังเคาน์เตอร์ที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งต้องเจาะผนังใส่สกรูเพื่อยึดตัวแขวนตู้ไว้ สามารถติดตั้งในห้องครัวที่มีพื้นที่แคบหรือห้องครัวขนาดใหญ่ และเพื่อเป็นการป้องกันมด แมลงเข้าตู้ ควรติดผนังแบบมีบานเปิดปิด หรือบานสไลด์ ข้อดี
  • เหมาะกับการติดตั้งในคอนโดหรือห้องครัวที่มีพื้นที่แคบ เพราะใช้พื้นที่ไม่เยอะ
  • มีพื้นที่ในการเก็บอุปกรณ์เครื่องครัว หรือเครื่องปรุงมากขึ้น
  • จัดระเบียบห้องครัวให้ดูสวยงาม
ข้อจำกัด
  • ต้องวัดขนาดพื้นที่ห้องครัวให้ดีก่อนทำการติดตั้ง
  • การหยิบใช้อุปกรณ์อาจจะไม่สะดวกเพราะต้องเปิด – ปิดตู้บ่อยๆ
2. ตู้เก็บของแบบชั้นลอย ตู้แขวนในครัว แบบชั้นลอย เป็นตู้เก็บของแบบเปิดโล่งมองเห็นด้วยเปล่า ทำให้สามารถหยิบจับของได้ง่าย ส่วนใหม่นิยมวางอุปกรณ์ทำครัวหรือเครื่องปรุงต่าง ๆ  ใช้วัสดุจากไม้ เหล็ก และสแตนเลสในการทำ สามารถติดตั้งเองได้ แนะนำว่าให้เลือกแบบที่คล้ายกับเคาน์เตอร์ครัว หรือสไตล์ของห้องครัวจะเป็นการดีที่สุด ข้อดี
  • วางของใช้หรืออุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องปรุงต่าง ๆ ได้หลากหลาย
  • หยิบใช้งานง่ายอุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
  • เหมาะกับคนที่ทำครัวเป็นประจำมื้อในแต่ละวัน เพราะจำเป็นต้องหยิบของมากมายในแต่ละมื้อ การเลือกชั้นแบบเปิดโล่งจะสามารถทำครัวได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ข้อจำกัด
  • ไม่สามารถวางของที่มีน้ำหนักเยอะเกินไป
  • ป้องกันมดและแมลงไม่ได้
  • สกปรกง่าย ต้องทำความสะอาดเป็นประจำ
3. ตู้เก็บของในครัวแบบติดตั้งบนพื้น เป็นตู้เก็บเครื่องครัวแบบติดพื้น มีให้เลือกหลายแบบ สามารถติดตู้ขนาดใหญ่ หรือทำซ่อนพรางสายตาในเคาน์เตอร์ได้ จัดห้องครัวได้อย่างเป็นระเบียบ เรียบร้อยและมีความสวยงาม ขึ้นอยู่กับความต้องการเลยว่าอยากจะได้แบบไหน หรือแบบไหนที่สะดวกต่อการใช้งานมากที่สุด ข้อดี
  • ทำให้ห้องครัวเป็นระเบียบ และสวยงาม
  • หยิบใช้งานอุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ได้ง่าย เพราะอยู่ติดกับพื้น
ข้อจำกัด
  • เหมาะสำหรับห้องครัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพราะถ้าหากมีพื้นที่ขนาดเล็กการก้มหยิบของอาจจะไม่สะดวกสักเท่าไหร่นัก และแน่นอนว่าการเปิดปิดตู้ก็จะยากลำบากขึ้นด้วย

แนวทางการเลือกใช้ตู้แขวนในครัว

การเลือกใช้ตู้แขวนในครัว สำหรับการตกแต่งห้องครัวเพื่อใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขนาดของพื้นที่ใช้สอยใน การรับแสงในครัว ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญแทบทั้งสิ้น เพราะห้องครัวที่มีขนาดเล็กหรือห้องครัวที่มีขนาดใหญ่มีการใช้ตู้แขวนในครัวที่ไม่เหมือนกัน ความสามารถในการจัดระเบียบเครื่องครัว เครื่องปรุง รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็แตกต่างกันไปด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน ความสวยงาม และเรื่องของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในห้องครัว เป็นการแต่งห้องครัวที่จะเหลือพื้นที่ใช้สอยอย่างอื่นอีกมากมาย และถ้าหากมองหา เครื่องครัวนำเข้า

ทำความรู้จักกับเทอร์โมมิเตอร์เตาอบ

ทำความรู้จักกับเทอร์โมมิเตอร์เตาอบ
คนชอบทำขนมคนเคยประสบปัญหาในการอบขนมไม่สุก หรือสุกไม่ทั่วถึง บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ครัวอย่างเทอร์โมมิเตอร์เตาอบว่าคืออะไร ช่วยทำให้ขนมสุกทั่วถึงได้จริงหรือไม่ เหตุใดเราจึงไม่สามารถกะด้วยตาเปล่า ไปจนถึงการแนะนำเตาอบที่มีมาตรฐานเหมาะกับการทำอาหารทุกประเภท

เทอร์โมมิเตอร์เตาอบคืออะไร

เทอร์โมมิเตอร์เตาอบ เป็นอุปกรณ์ครัวสำคัญที่เหมาะกับคนชอบทำอาหาร เครื่องมือชนิดนี้ถูกออกแบบมาให้ยื่นหรือหนีบกับชั้นวางของเตาอบขนาดเล็ก หรือ เตาอบตั้งโต๊ะ เพื่อวัดระดับความร้อนที่แตกต่างกันช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งให้อาหารสุกอย่างทั่วถึงและคงรสชาติไว้

ทำไมเราควรใช้เทอร์โมมิเตอร์เตาอบ

เทอร์โมมิเตอร์เตาอบช่วยตรวจสอบอุณหภูมิของเตาอบ เพื่อให้อาหารหรือขนมสุกอย่างทั่วถึง ซึ่งในการใช้เทอร์โมมิเตอร์เตาอบต้องมีการอุ่นเตาอบก่อนทุกครั้ง ให้ความร้อนกระจายในเตาอบอย่างทั่วถึงและเป็นการควบคุมคุณภาพการอบ แนะนำให้ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิเตาอบควบคู่กันเพื่อตรวจสอบความร้อน

เทอร์โมมิเตอร์เตาอบมีกี่แบบ

1. Oven Thermometer เทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วางในเตาอบ เป็นเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวางไว้ในเตาอบเพื่อวัดหรือควบคุมอุณหภูมิในเตาอบ มีหน้าปัดบอกอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส และองศาฟาเรนไฮต์ อาหารหรือขนมที่ต้องใช้การอบต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิชนิดนี้ เพราะเครื่องจะช่วยบอกอุณหภูมิที่เสถียร รวมถึงมีระบบการควบคุมอุณหภูมิภายในที่สามารถตัดไฟได้อัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิเกินที่กำหนด ข้อแนะนำเพิ่มเติม
  • อุณหภูมิภายในเตาอบที่วัดได้ขณะทำการอบ อาจคลาดเคลื่อนกับเทอร์โมมิเตอร์หน้าเตาเป็นเพราะความเสถียรของอุณหภูมิ ปริมาณของขนมด้วย
  • การวางขนมบนชั้นบนสุด หรือวางไว้ใกล้กับขดลวดไฟฟ้าของเตาอบไฟฟ้า มีผลต่อความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเทอร์โมมิเตอร์วัดได้เช่นกัน เพราะจะทำให้อุณหภูมิบริเวณดังกล่าว มีค่าสูงกว่าการวางขนมที่ชั้นกลาง เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีการอบขนมบริเวณชั้นใด ควรวางเครื่องวัดอุณหภูมิเทอร์โมมิเตอร์ให้ใกล้ชิดบริเวณชั้นนั้นให้มากที่สุด
  • มือใหม่ที่เพิ่งหัดทำอาหารหรือขนม ควรดูหน่วยอุณหภูมิของเทอร์โมมิเตอร์ให้ดี เพราะอาหารหรือขนมแต่ละสูตรใช้ไม่เหมือนกัน
2. Digital Cooking Thermometer เครื่องวัดอุณหภูมิดิจิทัล เป็นแท่งโลหะใช้สัมผัสอาหารที่ต้องการวัดอุณหภูมิ โดยบริเวณส่วนหัวของเครื่องจะมีหน่วยบอกว่าเป็นองศาเซลเซียส หรือองศาฟาเรนไฮต์ วิธีใช้ง่ายมาก ให้จิ้มปลายเข็มไปบนเนื้ออาหารหรือขนมที่ต้องการ เครื่องจะทำการอ่านค่าอุณหภูมิภายในเวลา 10 วินาที ให้ความแม่นยำสูงแต่สามารถใช้ได้กับอาหารหรือขนมที่มีอุณหภูมิสูงน้อย ข้อแนะนำเพิ่มเติม
  • ให้ใช้ปลายเข็มสัมผัสโดนเนื้ออาหารหรือขนมนั้นโดยตรง
3. Candy Thermometer และ Fat Thermometer เทอร์โมมิเตอร์ ใช้วัดน้ำตาล เครื่องวัดชนิดนี้สามารถอ่านค่าความร้อนสูงได้ เหมาะกับการใช้วัดน้ำตาล น้ำเชื่อม หรือเมนูทอดแบบน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูงจัด เช่น การทอดไก่ในร้านไก่ทอด เป็นต้น 4. Freezer Thermometer เทอร์โมมิเตอร์วัดความเย็น เทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้จะอ่านค่าอุณหภูมิที่ติดลบได้อย่างแม่นยำ ใช้วัดอุณหภูมิในตู้เย็น หรือตู้แช่แข็งเพื่อเก็บรักษาอาหารไม่ให้เน่าเสีย และคงความสดใหม่อยู่เสมอ 5. Instant Read Thermometer เทอร์โมมิเตอร์วัดเครื่องดื่ม มาพร้อมกับที่หนีบแก้วแบบแน่นหนา ใช้ในการวัดเครื่องดื่ม เพื่อคุมอุณหภูมิระดับน้ำร้อน หรืออุณหภูมิของนมที่ใช้ในการตีฟอง เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อรสชาติของเครื่องดื่ม การแสดงค่าของเทอร์โมมิเตอร์ชนิดนี้จะแสดงบริเวณหน้าปัด มีหน่วยอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียสและฟาเรนไฮต์ 6. Infrared Thermometer เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด ใช้ในการวัดอุณหภูมิวัตถุโดยการปล่อยรังสีอินฟราเรดออกมา มีจุดเลเซอร์สีแดงยิงตรงไปที่วัตถุที่ต้องการวัด เครื่องจะแสดงหน้าปัดที่เป็นตัวเลขวัดอุณหภูมิแบบดิจิตอล อ่านค่าได้ทั้งแบบองศาเซลเซียสและองศาฟาเรนไฮต์ โดยเครื่องวัดอุณหภูมิชนิดนี้ จะมีความแม่นยำสูง เหมาะกับครัวทุกบ้าน ยิ่งบ้านไหนที่ชอบทำอาหารเมนูปิ้งย่างควรมีติดบ้านไว้

สรุปบทความ

จะเห็นได้ว่า เทอร์โมมิเตอร์เตาอบมีความสำคัญมาก ใช้ในการทำอาหารหรือขนมในชีวิตประจำวันได้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยทำให้อาหารหรือขนมสุกอย่างทั่วถึงเท่านั้นแต่ยังช่วยในเรื่องของการควบคุมรสชาติให้อร่อยถูกปากอีกด้วย

ไขข้อข้องใจเนื้อเค้กมีกี่แบบและแตกต่างกันยังไง

ไขข้อข้องใจเนื้อเค้กมีกี่แบบและแตกต่างกันยังไง
ใครที่อยากทำเบเกอรี่กินเองแต่ไม่รู้จะทำเมนูอะไรดี มีเมนูเนื้อเค้กมีกี่แบบ บทความนี้จะช่วยแนะนำเกี่ยวกับเนื้อเค้กประเภทต่าง ๆ ที่ใช้อุปกรณ์ เตาอบขนาดเล็กและเตาอบตั้งโต๊ะ Tecnogas ในการทำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำเบเกอรี่

เนื้อเค้กมีกี่แบบ

1. เค้กเนยสด

เค้กเนยสด สามารถเรียกอีกอย่างว่า บัตเตอร์เค้ก เนื้อมีความนุ่ม ฉ่ำ และมีกลิ่นเนย ส่วนประกอบที่ใช้ในการทำเค้กเนยสด ได้แก่ แป้ง ไข่ น้ำตาล เนย และผงฟู หรือเบคกิ้งโซดา เพื่อให้เนื้อเค้กฟู น่ารับประทาน ในส่วนของมีวิธีการทำ ขั้นตอนแรกให้ผสมเนยกับน้ำตาลเข้าด้วยกันโดยใช้เครื่องตีเพื่อเติมอากาศทำให้เนยนิ่ม แล้วจึงใส่ไข่ที่เก็บในอุณหภูมิห้องลงไป ซึ่งนอกจากไข่จะใช้ในการทำเนื้อเค้กเนยสดแล้ว ยังใช้ในการแต่งหน้าเค้กด้วยครีมอีกด้วย

2. เค้กไข่ขาว

เค้กไข่ขาว เค้กเนื้อนุ่ม ละมุนลิ้น มีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ขาวไม่มีการใส่ไข่แดง น้ำตาลปริมาณเยอะ และครีมออฟทาทาร์เพื่อทำให้ไข่ขาวอยู่ตัว แนะนำให้ใช้แม่พิมพ์แบบ Ring ที่มีรูตรงกลาง ขนมเค้กจึงจะสุกเร็วและไม่แห้ง คนส่วนใหญ่มักตกแต่งหน้าเค้กไข่ขาวด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ครีมและผลไม้

3. ชีสเค้ก

ชีสเค้ก มีส่วนประกอบหลักเป็นครีมชีสสมชื่อ เหมาะกับการกินคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื่องจากชีสเค้กมีรสชาติหนักจึงตัดกับผลไม้รสเปรี้ยวได้ดี ชีสเค้กสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบที่ใช้เตาอบ และแบบที่ไม่ใช้เตาอบ สำหรับแบบที่ต้องใช้การอบให้ตีครีมชีสกับน้ำตาลเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ไข่ไก่และโยเกิร์ตลงในพิมพ์แล้วนำเข้าเตาอบ เมื่ออบเสร็จให้เนื้อเค้กเซ็ตตัวในเตาอบก่อนนำออกมา หน้าเค้กถึงจะออกมาสวย ส่วนชีสเค้กที่ไม่ต้องใช้เตาอบให้บดแครกเกอร์ผสมกับเนยไว้ทำเป็นฐานเค้ก จากนั้นนำครีมชีสกับเจลาตินมาผสมเข้าด้วยกัน นำไปแช่ตู้เย็นให้ชีสเค้กเซตตัวก่อนรับประทาน

4. ชิฟฟอนเค้ก

ชิฟฟอนเค้ก มีความพิเศษแตกต่างจากเค้กอื่น ๆ เพราะเป็นเค้กที่มีเนื้อเค้กเบาที่สุด กินเข้าไปแล้วละลายในปาก ใช้ไข่ไก่เป็นส่วนประกอบหลักและใช้น้ำมันพืชแทนเนย กระบวนการทำไม่ยาก ให้ตีไข่ขาวแยกกับไข่แดง ระหว่างตีใส่น้ำตาลจนตั้งเป็นยอดก่อนผสมกับส่วนที่เป็นไข่แดง ซึ่งต้องผสมให้เบามือที่สุด โดยทั่วไปแล้วคนไม่นิยมตกแต่งหน้าชิฟฟอนเค้ก เพราะเนื้อมีความเบานั่นเอง

5. สปันจ์เค้ก

สปันจ์เค้ก เป็นเค้กที่นิยมทำเป็นเค้กวันเกิด คัพเค้ก เค้กโรล หรือเค้กที่ต้องใช้ครีมในการตกแต่ง เป็นต้น เนื้อของสปันจ์เค้กจะมีความฉ่ำ นุ่ม ซึ่งได้มาจากไข่และเนย ในการทำสปันจ์เค้ก สามารถใช้ไข่ไก่ได้ทั้งใบโดยไม่ต้องแยกไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกัน เมื่อผสมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยแล้วแนะนำให้เอาเข้าเตาอบทันที เพราะหากทิ้งไว้นาน อากาศในเนื้อเค้กจะลดลงทำให้เนื้อเค้กไม่ฟูได้ วิธีการเก็บรักษาสปันจ์เค้ก ให้เก็บไว้ในตู้เย็น ก่อนรับประทานให้นำมาวางในอุณหภูมิห้องเพื่อคลายความเย็น

6. มูสเค้ก

มูสเค้ก ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง โฟม เนื้อของมูสเค้กจึงมีลักษณะเหมือนโฟมนุ่ม ๆ แบบที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการทำมูสเค้กคือ วิปปิ้งครีมหรือไข่ขาว ส่วนใหญ่ใช้วิธีการตีวิปปิ้งครีมให้ฟูแทนการใช้เตาอบ เมื่อเนื้อเข้ากันดีแล้วจะใส่เจลาติน และแช่เย็นไว้เพื่อให้เนื้อของมูสเค้กเซ็ตตัว การทำมูสเค้กโดยใช้เตาอบจะเรียกว่า Schokotorte หรือ Shoggitorte เค้กชนิดนี้มีฐานเป็นเนื้อปันจ์เค้ก แล้วใส่เนื้อมูสเค้กสลับลงไประหว่างชั้น ก่อนแช่เข้าตู้เย็นเพื่อเซ็ตตัว ซึ่งสามารถเก็บได้นาน 5-7วัน สำหรับใครที่ชอบช็อกโกแลตหรือผลไม้ต่าง ๆ สามารถผสมลงไปด้วยได้

สรุปบทความ

การทำเบเกอรี่ด้วยตนเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้พร้อม ซึ่งต้องเลือกใช้ของที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเตาอบ เลือกใช้เตาอบ Tecnogas ในการอบเบเกอรี่หรือเค้กของโปรด และแน่นอนว่าการศึกษาเนื้อเค้กมีกี่แบบเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่ว่าจะได้รู้ว่าอยากทำเบเกอรี่แบบไหนกันแน่

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310