รวม 3 สูตรเด็ดวิธีทำคุกกี้เนยสดที่คุณทำเองได้ด้วยเตาอบ!

รวม 3 สูตรเด็ดวิธีทำคุกกี้เนยสดที่คุณทำเองได้ด้วยเตาอบ!
ใครที่มีเตาอบคุกกี้ดี ๆ หรือ เตาอบราคาถูกคุณภาพเยี่ยมจาก Tecnogas แล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ในห้องครัวให้เสียเปล่า เพราะเราจะชวนคุณมาทำคุกกี้เนยสดง่าย ๆ ด้วย 3 สูตรเด็ดวิธีทำคุกกี้เนยสดง่าย ๆ ไม่ว่าใครก็ทำได้ ใช้วัตถุดิบไม่เยอะ และมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก จะทำเก็บไว้กินเอง หรือทำไปฝากคนที่คุณรักในเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ ก็รับรองว่า คนที่ได้รับจะต้องถูกใจในรสชาติแสนอร่อยของคุกกี้แน่นอน!

วิธีทำคุกกี้เนยสด สูตรที่ 1 : คุกกี้ทูโทน เนื้อกรอบร่วน

สำหรับใครที่อยากทำคุกกี้เนยสดที่มีเนื้อกรอบร่วน ไว้กินคู่กับนม หรือกาแฟยามเช้า หรืออยากจะทำคุกกี้ที่มีรูปทรงน่ารัก ๆ ไว้เป็นของขวัญให้กับคนรัก เพื่อน หรือครอบครัว ต้องไม่พลาดกับสูตรวิธีทำคุกกี้เนยสด “คุกกี้ทูโทน” เพราะมาด้วยกันถึงสองสีสองรสชาติในชิ้นเดียว ไม่ว่าใครที่ได้กินก็ต้องถูกใจอย่างแน่นอน

ส่วนผสมของคุกกี้ทูโทน เนื้อกรอบร่วน

  • เนย 185 กรัม
  • น้ำตาลทราย 220 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ½ ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • ผงโกโก้ 20 กรัม
  • นมสด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำคุกกี้เนยสดสูตรนี้

  • ขั้นตอนแรก ให้คุณเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
  • ในระหว่างที่รอให้อุณหภูมิเตาอบได้ที่ ให้นำเนย แป้ง น้ำตาลทราย กลิ่นวานิลลา และไข่ ผสมเข้าด้วยกันด้วยเครื่องตีผสม
  • หลังจากนั้นให้แบ่งส่วนผสมเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้ใส่ผงโกโก้และนมสดลงไป แล้วเดินเครื่องต่อให้ส่วนประกอบเข้ากันดี 
  • เมื่อได้แป้งทั้ง 2 สีแล้ว ให้นำแป้งโดโกโก้มารีดลงกระดาษไขสองแผ่น มีความหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร แล้วปั้นแป้งโดรสวานิลลา (แป้งส่วนที่ 2) เป็นลูกเล็ก ๆ วางกระจายทั่วแผ่นแป้งโดโกโก้ และคลึงเบา ๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • ใช้คุกกี้คัทเตอร์จุมแป้งสาลีเล็กน้อย และตัดคุกกี้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามที่ต้องการ และวางเรียงบนถาดอบ
  • นำคุกกี้เข้าไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 12 นาที
  • เมื่อคุกกี้สุดได้ที่แล้ว ให้นำมาพักไว้ให้เย็น และจัดเสิร์ฟพร้อมรับประทานได้เลย

วิธีทำคุกกี้เนยสด สูตรที่ 2 : คุกกี้ข้าวโอ๊ตหวานน้อย โดนใจสายเฮลธ์ตี้

ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ เราก็มีวิธีทำคุกกี้เนยสดสำหรับสายเฮลธ์ตี้มาฝากเช่นกัน เป็นคุกกี้ข้าวโอ๊ตชิ้นใหญ่ ๆ ที่มาในรูปแบบของคุกกี้หน้าแตก มีกลิ่นอบเฉย ๆ และเพิ่มรสชาติและสัมผัสด้วยมะพร้าวอบแห้ง จะทำไว้กินกับนม กินก่อนออกกำลังกาย หรือทำไปฝากญาติผู้ใหญ่ก็เหมาะสม

ส่วนผสมของคุกกี้ข้าวโอ๊ต

  • เนยจืด 95 กรัม
  • น้ำตาลทรายแดง 70 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 70 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 60 กรัม
  • มะพร้าวอบแห้ง 30 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 110 กรัม
  • ข้าวโอ๊ต 90 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
  • อบเชยป่น ¾ ช้อนชา
  • เกลือ ¾ ช้อนชา

วิธีทำคุกกี้เนยสดสูตรนี้

  • ขั้นตอนแรก ให้คุณเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส
  • หลังจากนั้นให้ตีเนย น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลทรายขาวด้วยหัวตีใบพายให้ฟู (ประมาณ 3 นาที)
  • ใส่ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลาลงไป และตีต่อประมาณ​ 1 นาที
  • ค่อย ๆ ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ อบเชย เกลือ และเบกกิ้งโซดาลงไป แล้วตีให้เข้ากัน
  • เมื่อส่วนผสมเข้ากันดี ให้ใส่ข้าวโอ๊ตและมะพร้าวแห้งลงไป และตีให้เข้ากันอีกครั้ง
  • ตักเนื้อคุกกี้ลงบนจานที่รองด้วยฟิล์มถนอมอาหาร และนำไปแช่แข็งประมาณ 15 นาที
  • นำคุกกี้ที่เซ็ตตัวคลุกเคล้ากับน้ำตาลไอซิ่ง แล้วไปนำไปอบ 14 นาที
  • นำคุกกี้ข้าวโอ๊ตที่อบได้ที่แล้วไปพักให้เย็น จัดจานให้สวย แล้วรับประทานได้เลย

วิธีทำคุกกี้เนยสด สูตรที่ 3 : คุกกี้แอนด์ครีมบลอนดี้ เนื้อหนุบหนับ

ปิดท้ายด้วยวิธีทำคุกกี้เนยสดที่มีเนื้อหนุบหนับอย่าง คุกกี้แอนด์ครีมบลอนดี้ ใครที่ชอบกลิ่นเนยและวานิลลา เนื้อสัมผัสเต็มคำ พร้อมรสชาติของช็อกโกแลตเต็ม ๆ ต้องไม่พลาดกับคุกกี้สูตรนี้เลย

ส่วนผสมของคุกกี้แอนด์ครีมบลอนดี้

  • เนยจืด 85 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม
  • น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 170 กรัม
  • เบกกิ้งโซดา ¼ ช้อนชา
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • โอริโอ้ 8 ชิ้น
  • ไวท์ช็อกโกแลต 80 กรัม

วิธีทำคุกกี้เนยสดสูตรนี้

  • ขั้นตอนแรก ให้คุณเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟบนและไฟล่าง
  • เตรียมถาดอบขนมขนาด 7×7 นิ้ว รองถาดอบด้วยฟอยล์ให้เรียบร้อย
  • สับโอริโอ้ และไวท์ช็อกโกแลตที่เตรียมไว้เป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ และแบ่งเป็น 2 ส่วน
  • นำเนยไปละลายในไมโครเวฟ แล้วใส่น้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายแดงลงไป ตีให้เข้ากันดี
  • ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวานิลลาลงไป และตีให้เข้ากันดี
  • ร่อนแป้ง เบกกิ้งโซดา และเกลือลงไป และใช้พายยางตีให้เข้ากันดี
  • ใส่โอริโอ้และไวท์ช็อกโกแลตที่เตรียมไว้ลงไปครึ่งหนึ่ง คนกระจายให้ทั่ว และถ่ายลงถาดอบ
  • โรยโอริโอ้และไวท์ช็อกโกแลตที่เหลือไว้ด้านบน
  • นำคุกกี้ไปอบ ประมาณ 22 นาที และพักให้เย็นสนิท
  • เมื่อคุกกี้เย็นสนิทแล้ว ให้นำออกจากถาด และตัดเป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการได้เลย เป็นอันเสร็จ

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีทำคุกกี้เนยสด 3 สูตรเด็ดที่เรานำมาแนะนำในบทความนี้ เรียกได้ว่ามีครบทุกเนื้อสัมผัส ทั้งคุกกี้เนื้อร่วน คุกกี้สายเฮลธ์ตี้ และคุกกี้เนื้อหนุบหนับ ใครชอบคุกกี้แบบไหน ก็อย่าลืมลองนำสูตรเหล่านี้ไปทำดู รับรองเลยว่า อบออกมาแล้วจะต้องมีกลิ่นหอมทั่วบ้าน และรสชาติอร่อยอย่างแน่นอน

รวม 8 สูตรเด็ดเมนูสปาเก็ตตี้หลากสไตล์

เมนูสปาเก้ตตี้
เมนูสปาเก็ตตี้ถือเป็นอีกอาหารจานโปรดของหลาย ๆ คนที่ชอบมาก ไม่ใช่แค่เจอกับเส้นอันแสนเหนียวนุ่มเท่านั้น แต่ยังสามารถเลือกทำซอสได้หลากสไตล์อีกต่างหาก ใครอยากลองทำสปาเก็ตตี้ทานเองแต่ไม่รู้ต้องใช้สูตรไหนบ้าง ก็ขอรวม 8 วิธีทำสปาเก็ตตี้แสนอร่อยมาฝาก จะทำทานเองหรือแบ่งเพื่อนฝูงก็ดีงามมากขอบอก!!! เมนูสปาเก็ตตี้

รวม 8 เมนูและวิธีทำสปาเก็ตตี้แสนอร่อย

เมนูสปาเก็ตตี้เหมือนจะยากแต่จริง ๆ แล้วหากได้รู้สูตรหรือวิธีทำอย่างถูกต้องไม่ว่ามือใหม่เข้าครัวแค่ไหนก็ทำเองได้ จึงขอรวมเอา 8 สูตรทำสปาเก็ตตี้เองที่บ้านมาบอกต่อ งานนี้ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน มีแค่เตาแก๊ส หรือเตาแม่เหล็กไฟฟ้าก็ลุยได้แล้ว ชอบแนวไหนจัดเลย
  1. สปาเก็ตตี้ราดซอสมะเขือเทศและหมูสับ ผัดหมูสับกับน้ำมันพืชเล็กน้อยให้พอสุก ใส่หอมหัวใหญ่ซอย รอจนหมูสุกได้ที่ ใส่มะเขือเทศหั่นเต๋าคลุกจนมะเขือเทศสุกกำลังเหมาะ เติมซอสมะเขือเทศลงไปคลุกเคล้าตามด้วยน้ำตาล พริกไทย ซีอิ๊วขาว ชิมรสชาติตามชอบ ตักราดบนเส้นสปาเกตตี้ที่ลวดแล้วก็เสิร์ฟได้เลย
  2. สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า วิธีทำสปาเก็ตตี้ยอดนิยมใครก็ทำได้ หั่นแฮมกับเบคอนขนาดพอดีคำ แยกไข่แดงออกจากไข่ขาว ใส่ไข่แดง 3 ฟอง ไข่ไก่ปกติ 1 ฟอง ขูดพาเมซานชีสเป็นเส้นฝอยลงไปในไข่ไก่ เติมพริกไทย เกลือ ผสมจนเข้ากัน ตั้งกระทะผัดเบคอนกับแฮมจนมีน้ำมันออก ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลวกแล้วลงผัดให้น้ำมันเบคอนเคลือบเส้นสวย ใส่น้ำเดือดที่ต้มเส้นไว้ลงไปเล็กน้อย เปิดไฟอ่อนแล้วเทส่วนผสมไข่กับชีสลงไป คลุกจนพอสุกปิดเตาเสิร์ฟได้ทันที
  3. สปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาทะเล อีกเมนูสปาเก็ตตี้ที่คนไทยชอบมาก ตำพริก กระเทียม กระชายพอหยาบ ตั้งกระทะให้ร้อนเติมน้ำมันเล็กน้อย ใส่พริกที่ตำลงไปผัดจนกลิ่มหอมขึ้น ใส่หมึกกับกุ้งผักพอสุกปรุงรสด้วยน้ำปลา ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้กลมกล่อม ใส่ใบโหระพา เม็ดพริกไทยอ่อน พริกชี้ฟ้าแดงซอย ตามด้วยเส้นสปาเก็ตตี้ลวก ผัดให้ทุกอย่างเข้ากันโรยพริกไทยป่นเป็นอันเสร็จพิธี
  4. สปาเก็ตตี้ผัดพริกแห้งใส่กุ้งสด ใครอยากลองทำสปาเก็ตตี้แบบใหม่จัดเลย หั่นพริกแห้งแบบสไลด์เอาเฉพาะเนื้อออกมาแยกไว้ ตั้งกระทะร้อนเติมน้ำมันเล็กน้อย ใส่กระเทียมสับลงผัดตามด้วยกุ้งสด พอกุ้งใกล้สุกเทพริกแห้งลงไป ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย น้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากันแล้วเปิดไฟแรง โรยใบโหระพา คลุกอีกรอบแล้วปิดไฟตักใส่จานรอทานกันทันที
  5. สปาเก็ตตี้เบคอนพริกกระเทียม ใส่น้ำมันลงกระทะเล็กน้อย ผัดเบคอนให้สุกสีสวย เทน้ำมันออก ตามด้วยกระเทียมสับละเอียด พอกลิ่นเริ่มหอยให้ใส่กระเทียมฝานบางลงไปเพิ่มสีสันและรสชาติ ต่อด้วยพริกแห้ง คลุกเคล้าจนได้ที่ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลวกแล้วตามลงไป ปรุงรสด้วยเกลือนิดหน่อย บางคนจะเติมน้ำตาลเล็กน้อยก็ไม่ว่ากัน หลังคลุกกันดีทุกอย่างแล้วตักใส่จานทานกันเลย
  6. สปาเก็ตตี้แกงเขียวหวาน วิธีทำสปาเก็ตตี้รสชาติไทย ๆ ตั้งน้ำมันพอร้อน ใส่พริกแกงเขียวหวานผัดให้หอม อาจเติมน้ำได้นิดหน่อยหากกระทะแห้ง ผัดไก่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำจนสุก เติมกะทิคนเล็กน้อยรอเดือด ปรุงรสตามชอบด้วยเกลือ น้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา ใส่กระชาย มะเขือพวง พริกแดง ผัดให้เข้ากันอีกรอบใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลวกสุกคลุกเคล้า จัดจานลงเสิร์ฟได้เลย
  7. สปาเก็ตตี้พริกแห้งไส้กรอก ทำสปาเก็ตตี้ทานเองง่าย ๆ ใส่ไส้กรอกหั่นเฉลียงลงไปผัดพอสุก ตามด้วยกระเทียมฝานบาง พริกแห้งหั่นตามยาว ผัดให้หอมน่าทานปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ผัดจนเข้ากัน โรยพริกไทยดำ โรยใบโหระพา คลุกเคล้ากันอีกรอบ ตักใส่จานทานอิ่มอร่อย
  8. สปาเก็ตตี้และมีทบอล ปิดท้ายด้วยเมนูสปาเก็ตตี้สุดพิเศษ ทำมีทบอลด้วยการใช้หมูสับหรือเนื้อสับ 500 กรัม ใส่ไข่ไก่ 1 ฟอง พาส์เลย์สับ ใบออริกาโน แป้งสาลีอเนกประสงค์กับแป้งมันหรือแป้งข้าวโพดอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ นวดให้เข้ากันปั้นเป็นก้อนกลมลงทอดจนสุก ตักพักไว้ ตั้งกระทะไฟปานกลางผัดหอมหัวใหญ่ซอยตามด้วยมะเขือเทศหั่นเต๋า ใส่มะเขือเทศเข้มข้น 1 กระป๋อง รอเดือด ปรุงรสด้วยเกลือป่น พริกไทย น้ำตาลเล็กน้อย คลุกจนได้ที่ใส่มีทบอลที่ทอดไว้เคลือบอีกรอบ จากนั้นราดใส่เส้นสปาเก็ตตี้ที่ลวกได้เลย
สูตรทำสปาเก็ตตี้ สปาเก็ตตี้ นี่คือทั้ง 8 สูตรเด็ดเมนูสปาเก็ตตี้ที่นำมาฝากกัน ใครอยากลองทำสไตล์ไหน หรือชอบแบบใดเลือกเลย แต่ละสูตรรับรองโดนใจไม่ผิดหวังแน่ หากทำเก่งแล้วจะลองให้เพื่อนทานด้วยก็ดีเยี่ยม ไม่แน่อาจสร้างรายได้ในอนาคตเลยนะจะบอกให้

แจกฟรี 15 สูตรเมนูกุ้งสุดฟิน ทำง่าย อร่อย กินได้ไม่เบื่อ

แจกฟรี 15 สูตรเมนูกุ้งสุดฟิน

“กุ้ง” ถือเป็นวัตถุดิบทะเลยอดฮิตสำหรับการนำมาใช้ประกอบอาหาร ด้วยรสชาติแสนอร่อย บวกกับพลิกแพลงเมนูได้หลากหลายมาก ใครที่กำลังมองหาเมนูกุ้งง่าย ๆ เพื่อนำไปใช้ทำทั้งแบบทานเองหรือเลี้ยงสังสรรค์จะขอแนะนำ 15 สูตรเมนูจากกุ้งสุดฟิน ใครทานแล้วต้องติดใจ อร่อยจนทำขายเองเลยก็ได้นะจะบอกให้

15 เมนูกุ้งง่ายๆ พร้อมเสิร์ฟได้หลายโอกาส

ตามที่บอกไปว่ากุ้งถือเป็นวัตถุดิบรสชาติดี ดูหรูหรา จึงสามารถทำได้ทั้งแบบทานเองในครอบครัวหรือเสิร์ฟในโอกาสสำคัญ แล้วจะมีเมนูเกี่ยวกับกุ้งที่น่าสนใจอะไรบ้าง ก็ขอรวม 15 สูตรเด็ดแต่เคล็ดไม่ลับมาฝากกันแล้ว แค่มี เตาแก๊ส หรือ เตาอบรับรองเอาอยู่ ทำตามเลย

1. กุ้งแช่น้ำปลา 

เริ่มต้นด้วยเมนูกุ้งสดที่มาพร้อมรสชาติจัดจ้านถึงใจ กุ้งแช่น้ำปลาเป็นเมนูทำง่ายๆ ที่มอบความสดชื่นจากเนื้อกุ้งหวานฉ่ำ ผสานกับน้ำยำรสแซ่บ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หอมกลิ่นมะนาว กระเทียม และพริกขี้หนูสด ทำให้เป็นเมนูเรียกน้ำย่อย หรือกับแกล้มชั้นดีที่ใครๆ ก็ต้องติดใจ

ส่วนผสม

  • กุ้ง
  • เกลือ
  • น้ำโซดา
  • น้ำสะอาด
  • น้ำปลาอย่างดี
  • น้ำกระเทียมดอง (ทั้งน้ำและหัว)
  • น้ำตาลมะพร้าว
  • ขิงซอย
  • พริกขี้หนูซอย
  • กระเทียมซอย
  • ต้นหอมซอย

วิธีทำ

  • ตัดหัวกุ้ง ผ่าเส้นดำกลางหลัง ล้างน้ำให้สะอาดด้วยเกลือกับน้ำโซดา พักไว้
  • เทน้ำสะอาด 220 มล. ลงหม้อ เติมน้ำปลา 1 ถ้วยตวง น้ำกระเทียมดอง (ทั้งน้ำและหัว) น้ำตาลมะพร้าว และขิงซอยตามชอบ
  • ต้มให้เดือดจนน้ำตาลละลาย ปรุงรสชาติแล้วชิมอีกรอบ
  • จัดกุ้งใส่จาน ราดน้ำปลาที่เตรียมไว้ลงไป
  • โรยหน้าด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และต้นหอมซอย
  • แช่ทิ้งไว้ 3-5 ชั่วโมง ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด

2. กุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี 

สัมผัสรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเมนูกุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี เมนูยอดนิยมที่ผสานความหวานของเนื้อกุ้งสดเข้ากับความหอมของซีอิ๊วเกาหลีที่ผ่านการเคี่ยวกับเครื่องเทศนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นขิง แอปเปิล หรือพริกแห้ง ทำให้ได้กุ้งดองที่เข้มข้น กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน

ส่วนผสม

  • กุ้ง
  • ต้นหอมญี่ปุ่นหั่น
  • ขิงสไลด์
  • แอปเปิลสไลด์
  • น้ำสะอาด
  • พริกแห้ง
  • สาหร่ายคอมบุ
  • พริกไทย
  • เห็ดหอมแห้ง
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซอสถั่วเหลืองเกาหลี
  • โซจูเล็กน้อย
  • มิริน
  • น้ำตาล
  • พริกสด (สำหรับโรยหน้า)
  • กระเทียม (สำหรับโรยหน้า)
  • เลมอนสไลด์ (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  • ทำความสะอาดกุ้งให้เรียบร้อย
  • หั่นต้นหอมญี่ปุ่น ขิง และแอปเปิลสไลด์เป็นแผ่น
  • ใส่ลงหม้อตั้งน้ำ 600 มล. จนเดือด ตามด้วยพริกแห้ง สาหร่ายคอมบุ พริกไทย และเห็ดหอมแห้ง
  • ต้มจนเดือดแล้วหรี่ไฟต้มทิ้งไว้ 30 นาที
  • ใส่ซีอิ๊วขาว ซอสถั่วเหลืองเกาหลี โซจูเล็กน้อย มิริน และน้ำตาล
  • ต้มเดือดอีกครั้งแล้วเบาไฟลงต้มต่อ 1 นาที
  • กรองเฉพาะน้ำแล้วรดบนตัวกุ้งที่จัดใส่จาน
  • โรยหน้าด้วยพริกสด กระเทียม และเลมอนสไลด์
  • ดองทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็พร้อมทาน

3. กุ้งอบเกลือ 

เมนูกุ้งอบเกลือเป็นเมนูที่ทำง่ายแสนง่าย แต่คงไว้ซึ่งความหวานตามธรรมชาติของกุ้งได้อย่างดีเยี่ยม! เพียงแค่ใช้เกลือและใบเตยช่วยเพิ่มความหอม ก็จะได้กุ้งอบที่เนื้อนุ่มเด้ง หอมกรุ่น เหมาะสำหรับคนที่ชอบรสชาติเรียบง่ายแต่ได้สัมผัสความอร่อยจากวัตถุดิบแท้ๆ

ส่วนผสม

  • กุ้ง
  • เกลือ
  • ใบเตยหั่นท่อน
  • น้ำเปล่า

วิธีทำ

  • ทำความสะอาดกุ้ง ไม่ต้องแกะหัว
  • ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่กุ้งลงไป
  • เติมเกลือแล้วใส่ใบเตยหั่นเป็นท่อนเพื่อเพิ่มความหอม
  • ใส่น้ำเปล่า 30 มล.
  • พยายามคลุกให้กุ้งสุกทุกด้าน ก็พร้อมเสิร์ฟคู่น้ำจิ้มซีฟู้ด

4. กุ้งคั่วพริกเกลือ 

เมนูกุ้งคั่วพริกเกลือเป็นเมนูที่ให้รสชาติจัดจ้าน เค็ม เผ็ด และหอมกลิ่นกระเทียมเจียวคั่วกับพริกสด ได้รสชาติที่ลงตัว ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือเป็นกับแกล้มก็อร่อยถูกใจ เมนูนี้ทำง่าย รวดเร็ว และเป็นที่ชื่นชอบของคนชอบรสจัดจ้าน

ส่วนผสม

  • กุ้งก้ามกราม
  • พริก (ทุบหยาบ)
  • กระเทียม (ทุบหยาบ)
  • ต้นหอมซอย
  • น้ำมัน
  • เกลือ
  • น้ำตาล
  • พริกไทยป่น

วิธีทำ

  • ทำความสะอาดกุ้งก้ามกราม ตัดขา หนวด ผ่าเส้นดำกลางหลัง พักไว้
  • ทุบพริกกระเทียมหยาบ ซอยต้นหอม
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมัน พอไฟร้อนจัดใส่กุ้งลงทอดให้สุกปานกลาง ตักขึ้นพักไว้
  • เทน้ำมันออก แล้วใส่พริกกระเทียมที่เตรียมลงไป ตามด้วยกุ้ง
  • ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล พริกไทยป่นตามชอบ
  • โรยต้นหอมซอย คลุกเคล้าอีกนิดหน่อยก็ตักขึ้นจานได้ทันที

5. กุ้งอบวุ้นเส้น 

เมนูกุ้งอบวุ้นเส้นผสานความอร่อยของกุ้งสดเข้ากับวุ้นเส้นเหนียวนุ่มที่ดูดซับซอสปรุงรสเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นรากผักชี ขิง และพริกไทยดำ เพิ่มความหอมมันด้วยหมูสามชั้นอบ เมนูนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจานโปรดที่ทำง่ายและอร่อยครบเครื่อง

ส่วนผสม

  • น้ำปลา
  • ซอสหอยนางรม
  • ซีอิ๊วขาว
  • ซีอิ๊วดำหวาน
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำมันงา
  • กุ้ง (ล้างสะอาด)
  • หมูสามชั้น
  • กระเทียม (บุบ)
  • รากผักชี (บุบ)
  • ขิงแก่ (บุบ)
  • เม็ดพริกไทยดำ
  • วุ้นเส้น
  • พริกไทยป่น (สำหรับโรยหน้า)
  • ผักชี (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  • ทำซอสสำหรับอบวุ้นเส้น โดยผสมน้ำปลา ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำหวาน น้ำตาลทราย และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน
  • นำกุ้งที่ล้างสะอาดแล้วแช่ในซอสที่เตรียมไว้
  • นำกระทะตั้งไฟกลาง วางหมูสามชั้นคั่วเพื่อรีดน้ำมันออก
  • ตามด้วยกระเทียม รากผักชี และขิงแก่ ผัดจนหอม
  • ใส่เม็ดพริกไทยดำ
  • จากนั้นใส่ซอสที่ผสมลงกระทะ ชิมรสชาติตามชอบ
  • ตามด้วยกุ้ง พอกุ้งเปลี่ยนสีใส่วุ้นเส้น
  • คลุกจนเข้ากัน โรยพริกไทยป่น
  • รอให้เส้นดูดน้ำซอสจนสีสันสวยงาม โรยหน้าด้วยผักชีก็ทานได้เลย

6. ข้าวผัดกุ้ง 

ข้าวผัดกุ้งเมนูสุดคลาสสิกที่ทำง่ายและอร่อยถูกใจทุกเพศทุกวัย ด้วยข้าวสวยผัดกับกระเทียมหอม ๆ ไข่ไก่ และกุ้งสดเนื้อเด้ง ปรุงรสอย่างลงตัว ทำให้ได้ข้าวผัดที่มีกลิ่นหอม สีสันน่ารับประทาน และรสชาติกลมกล่อม เป็นเมนูหลักที่สามารถทำทานได้ทุกมื้อ

ส่วนผสม

  • กุ้ง
  • น้ำมันเล็กน้อย
  • กระเทียม (ตีหยาบ)
  • ไข่ไก่
  • ข้าวเย็น หรือ ข้าวหุงค้างคืน
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • พริกไทย (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  • ทำความสะอาดกุ้ง ตัดหัว ผ่าเส้นดำกลางหลัง
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ตามด้วยกระเทียมตีหยาบ ผัดจนหอม
  • ใส่ไข่ไก่คลุกพอสุก ตามด้วยกุ้ง
  • พอกุ้งสีเริ่มสวยใส่ข้าวเย็น หรือ ข้าวหุงค้างคืน
  • ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย
  • ผัดจนสีข้าวเหลืองสวย โรยพริกไทย ก็พร้อมตักขึ้นโต๊ะทานแล้ว

7. ต้มยำกุ้งน้ำข้น 

ต้มยำกุ้งน้ำข้น

ต้มยำกุ้งน้ำข้นเมนูยอดนิยมของไทยที่โดดเด่นด้วยรสชาติจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หอมกลิ่นสมุนไพรอย่างตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด เพิ่มความเข้มข้นด้วยน้ำพริกเผาและนมสด ทำให้ได้น้ำซุปที่กลมกล่อมและน่ารับประทาน เป็นเมนูที่สร้างความประทับใจให้กับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

ส่วนผสม

  • น้ำสะอาด
  • ตะไคร้ (ทุบ)
  • ใบมะกรูด
  • ข่า (หั่นแว่น)
  • หอมแดง (ทุบ)
  • กระเทียม (ทุบ)
  • น้ำพริกเผา
  • กุ้งก้ามกราม
  • เห็ดฟาง
  • มะเขือเทศ
  • พริกขี้หนูตำ
  • น้ำปลา
  • น้ำมะขามเปียก
  • นมสด
  • มะนาว (สำหรับบีบ)
  • ผักชีฝรั่ง (สำหรับโรยหน้า)
  • ผักชีไทย (สำหรับโรยหน้า)
  • ต้นหอม (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  • ตั้งน้ำให้เดือด ใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า หอมแดง กระเทียมทุบ ลงไปต้มพอเดือด
  • เติมน้ำพริกเผาคนให้ละลาย
  • ใส่กุ้งก้ามกราม เห็ดฟาง มะเขือเทศ
  • ดูสีกุ้งให้สุก ฉีกใบมะกรูด
  • ตามด้วยเติมพริกขี้หนูตำ ปรุงรสน้ำปลา น้ำมะขามเปียก
  • เดือดแล้วใส่นมสด ทุกอย่างสุกได้ที่ปิดไฟ
  • บีบมะนาว โรยผักชีฝรั่ง ผักชีไทย ต้นหอม ตามชอบได้เลย

8. ยำกุ้งสดเพิ่มปลาร้านัว 

ยำกุ้งสดเพิ่มปลาร้านัวเป็นเมนูยำรสแซ่บที่ถูกใจคนรักปลาร้า ด้วยความนัวของน้ำปลาร้าที่เข้ากันดีกับความสดหวานของกุ้ง ผสมผสานกับรสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด และหอมกลิ่นผักสดนานาชนิด ทำให้ได้ยำกุ้งที่อร่อยครบรส และชวนน้ำลายสอ

ส่วนผสม

  • กุ้ง
  • พริกแดงจินดา (ตำหยาบ)
  • พริกขี้หนูสวน (ตำหยาบ)
  • มะม่วงเปรี้ยว (ขูดเส้น)
  • แครอท (ขูดเส้น)
  • หอมแดงซอย
  • ใบผักชีฝรั่งซอย
  • ขึ้นฉ่ายซอย
  • น้ำตาลเคี่ยว หรือ น้ำเชื่อม
  • น้ำปลาร้าต้มสุก
  • น้ำปลาเล็กน้อย
  • มะนาว

วิธีทำ

  • ล้างกุ้งให้สะอาด แกะหัว เปลือก ผ่าหลัง ใส่น้ำแช่ไว้
  • ตำพริกแดงจินดา พริกขี้หนูสวนพอหยาบ
  • ขูดมะม่วงเปรี้ยว แครอทเป็นเส้น ซอยหอมแดง ใบผักชีฝรั่ง ขึ้นฉ่าย
  • นำทุกอย่างผสมลงชาม ใส่กุ้งสดลงไป
  • เติมน้ำตาลเคี่ยว หรือ น้ำเชื่อม น้ำปลาร้าต้มสุก น้ำปลาเล็กน้อย มะนาว
  • คลุกเคล้าให้เข้ากัน พร้อมทาน

9. ทอดมันกุ้ง 

ทอดมันกุ้งเป็นเมนูกุ้งของโปรดสำหรับหลายคน ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มเด้ง กรอบนอกนุ่มใน และรสชาติกลมกล่อมจากเนื้อกุ้งผสมกับหมูเด้ง ปรุงรสอย่างลงตัว ทอดมันกุ้งทานคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยยิ่งเพิ่มความอร่อยลงตัว เป็นของว่างหรือกับแกล้มที่ทำง่ายและเป็นที่นิยม

ส่วนผสม

  • กุ้ง (สับกึ่งหยาบกึ่งละเอียด)
  • หมูเด้ง
  • ไข่แดง
  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำตาลทรายเล็กน้อย
  • แป้งมัน
  • เกล็ดขนมปัง
  • น้ำมัน (สำหรับทอด)
  • น้ำจิ้มบ๊วย (สำหรับทานคู่)

วิธีทำ

  • สับกุ้งให้กึ่งหยาบกึ่งละเอียด ผสมกับหมูเด้ง และไข่แดง
  • ปรุงด้วยน้ำปลา ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายเล็กน้อย
  • ผสมแป้งมัน นวดจนเนื้อเนียนสวย แนะนำให้ฟาดไปมาเพื่อความนุ่มเด้ง
  • เสร็จแล้วแช่ตู้เย็นไว้ 20 นาที
  • ตั้งกระทะน้ำมันไฟปานกลาง
  • ปั้นเป็นก้อนชุบเกล็ดขนมปัง กดหลุมตรงกลางแล้วหย่อนใส่กระทะ
  • สุกตักขึ้นทานพร้อมน้ำจิ้มบ๊วยได้เลย

10. กุ้งทอดกระเทียม 

กุ้งทอดกระเทียมเมนูกุ้งง่าย ๆ ที่ให้ความอร่อยเกินคาด! เนื้อกุ้งสดเด้ง ทอดจนสุกกำลังดี เคลือบด้วยกระเทียมเจียวหอมกรอบที่ปรุงรสอย่างกลมกล่อม ทำให้ได้รสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ หอมกลิ่นกระเทียม เป็นเมนูที่ทำง่ายและเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในครอบครัว

ส่วนผสม

  • กระเทียม (โขลก)
  • พริกไทย
  • น้ำตาลทราย
  • แป้งทอดกรอบเล็กน้อย
  • กุ้ง (ทำความสะอาดเอาหัวไว้)
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำมัน (สำหรับทอด)

วิธีทำ

  • โขลกกระเทียมในครก เติมพริกไทย น้ำตาลทราย และแป้งทอดกรอบเล็กน้อย
  • ส่วนกุ้งทำความสะอาดเอาหัวไว้ ใส่ซีอิ๊วขาว พริกไทย น้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้ทั่ว
  • นำกุ้งไปชุบแป้งทอดกรอบแค่ผิว
  • ระหว่างนั้นตั้งกระทะน้ำมันเดือด ทอดกระเทียมให้กรอบตักพักไว้
  • ทอดกุ้งต่อด้วยไฟแรงให้สุกได้ที่ รอสะเด็ดน้ำมัน
  • โรยกระเทียม ก็เรียบร้อย

11. ผัดหมี่กระเฉดกุ้งสด 

ผัดหมี่กระเฉดกุ้งสดเป็นเมนูเส้นที่ครบเครื่องด้วยรสชาติจัดจ้าน เส้นหมี่เหนียวนุ่มผัดคลุกเคล้ากับซอสปรุงรสเข้มข้น พร้อมด้วยกุ้งสดเนื้อหวาน และผักกระเฉดกรอบ ๆ ที่ช่วยเพิ่มรสสัมผัสและความหอม เป็นเมนูที่ทำง่ายและอร่อยลงตัว

ส่วนผสม

  • กุ้ง (ปอกเปลือก ผ่าหลัง)
  • พริก (โขลกหยาบ)
  • กระเทียม (โขลกหยาบ)
  • น้ำปลา
  • ซอสหอยนางรม
  • ซีอิ๊วดำ
  • น้ำตาลทราย
  • พริกไทยป่น
  • น้ำมันเล็กน้อย
  • ผักกระเฉด
  • เส้นหมี่
  • น้ำสะอาด (ถ้าจำเป็น)

วิธีทำ

  • ทำความสะอาดกุ้ง ปอกเปลือก ผ่าหลัง
  • โขลกพริกกระเทียมพอหยาบ ผสมกับน้ำปลา ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วดำ น้ำตาลทราย พริกไทยป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ตั้งกระทะไฟแรงใส่น้ำมันเล็กน้อย รอน้ำมันร้อนจัด
  • ใส่กุ้งผัดให้พอสุก 50% ตามด้วยผักกระเฉด
  • เติมซอสปรุงรสเล็กน้อย ปิดฝาไว้ 1-2 นาที
  • ใส่เส้นหมี่ ซอสปรุงรสที่เหลือ ผัดจนทุกอย่างได้ที่
  • ถ้าแห้งเติมน้ำได้นิดหน่อย จากนั้นตักใส่จานได้ทันที

12. แกงส้มชะอมกุ้ง 

แกงส้มชะอมกุ้งเป็นเมนูแกงไทยที่หลายคนโปรดปราน ด้วยรสชาติแกงส้มที่เข้มข้น เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ผสมผสานกับความหอมของไข่ชะอมทอด และความหวานของเนื้อกุ้ง ทำให้เป็นเมนูที่อร่อยกลมกล่อม ซดน้ำคล่องคอ และทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ยิ่งอร่อย

ส่วนผสม

  • ไข่ชะอม
  • น้ำมัน (สำหรับทอดไข่ชะอม)
  • น้ำสะอาด (สำหรับต้มปลา)
  • ปลานิล
  • พริกแกงส้ม
  • น้ำปลา
  • น้ำมะขามเปียก
  • เกลือเล็กน้อย
  • กุ้ง
  • ข้าวสวยร้อน ๆ (สำหรับทานคู่)

วิธีทำ

  • ทอดไข่ชะอม หั่นเป็นสี่เหลี่ยมพักไว้
  • จากนั้นต้มน้ำในหม้อให้เดือด ใส่ปลานิลลงต้มจนสุก
  • ตักขึ้นเลาะเฉพาะเนื้อ ตำกับพริกแกงส้มให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • นำน้ำที่ต้มปลาใส่น้ำเพิ่มแล้วต้มให้เดือดอีกครั้ง
  • ใส่พริกแกงส้ม รอพริกแกงละลาย
  • เติมน้ำปลา น้ำมะขามเปียก เกลือเล็กน้อย ชิมรสชาติตามชอบ
  • แล้วใส่กุ้งลงไปรอสุก
  • นำไข่ชะอมใส่ถ้วยแล้วตักน้ำแกงส้มราดลง ทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เลย

13. ข้าวไข่ข้นกุ้ง 

ข้าวไข่ข้นกุ้งเป็นเมนูง่าย ๆ ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ๆ ด้วยไข่ที่ปรุงรสอย่างกลมกล่อม ตีให้ข้นนุ่ม ราดบนข้าวสวยร้อน ๆ และโรยหน้าด้วยกุ้งลวกสุก ทำให้ได้เมนูที่อร่อย ทานง่าย และมีประโยชน์ครบถ้วน

ส่วนผสม

  • ไข่ไก่
  • นมข้นจืดเล็กน้อย
  • ซอสปรุงรส
  • น้ำมันหอย
  • พริกไทย
  • น้ำมันเล็กน้อย
  • กุ้งลวกสุก
  • ข้าวสวย (สำหรับราด)

วิธีทำ

  • ตอกไข่ใส่ถ้วย เติมนมข้นจืดเล็กน้อย ตีให้เข้ากัน
  • ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส น้ำมันหอย พริกไทย
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย เกลี่ยให้ทั่ว เปิดไฟอ่อนแล้วเทไข่ลงไป
  • ตะล่อมไข่ให้เป็นแผ่น แล้วนำกุ้งลวกสุกใส่ตรงกลาง
  • ขยี้ไข่อีกเล็กน้อยให้ได้ความสุกตามชอบ
  • ตักราดข้าวรอเสิร์ฟ

14. กุ้งหวาน 

เมนูกุ้งหวานเป็นเมนูที่เน้นความหวานจากธรรมชาติของกุ้ง ผสมผสานกับความหวานเค็มจากน้ำตาลและเกลือที่เคี่ยวจนซึมเข้าเนื้อ ทำให้ได้กุ้งที่เนื้อนุ่ม รสกลมกล่อม และมีสีสันสวยงาม เหมาะสำหรับทานเล่น หรือเป็นกับข้าวที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารจานหลัก

ส่วนผสม

  • กุ้งขาวตัวเล็ก
  • น้ำมัน
  • น้ำตาลมะพร้าว
  • น้ำตาลทราย
  • เกลือ

วิธีทำ

  • ใช้กุ้งขาวตัวเล็ก ตัดหัว ตา และหางกุ้ง ล้างจนสะอาด พักไว้
  • ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่น้ำมัน
  • ทอดกุ้งตามด้วยน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย และเกลือ
  • ทอดไปเรื่อย ๆ จนน้ำตาลละลาย
  • จากนั้นใช้ไฟแรงเพื่อให้น้ำตาลแห้งเคลือบตัวกุ้ง
  • สังเกตเนื้อกุ้งจะร่อนออกจากเปลือกก็ปิดไฟตักใส่จานได้เลย

15. กุ้งเทมปุระ 

กุ้งเทมปุระเมนูกุ้งทอดสไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยม ด้วยความกรอบเบาของแป้งที่เคลือบกุ้งสดเนื้อหวานฉ่ำ ทำให้ได้รสสัมผัสที่แตกต่างและอร่อยลงตัว ทานคู่กับน้ำจิ้มเทมปุระยิ่งเพิ่มความอร่อย เหมาะสำหรับทานเล่น หรือเป็นกับข้าวก็ได้

ส่วนผสม

  • กุ้งแชบ๊วย
  • ไม้แหลม
  • แป้งทอดกรอบ
  • ไข่แดง
  • เกลือเล็กน้อย
  • น้ำปูนใส
  • น้ำแข็ง
  • น้ำมัน (สำหรับทอด)
  • น้ำจิ้มเทมปุระ (สำหรับทานคู่)

วิธีทำ

  • แกะเปลือกกุ้งแชบ๊วย ล้างให้สะอาด ถอดหางแหลมและขูดปลายสีดำ
  • ใช้ไม้แหลมแทงตรงหางกุ้ง ดึงเส้นดำออก ยืดกุ้งให้เป็นเส้นตรงจัดเรียงพักไว้
  • นำแป้งทอดกรอบผสมไข่แดง เกลือนิดหน่อย
  • เติมน้ำปูนใสผสมน้ำแข็งเพิ่มเข้าไป ตีแป้งจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ไม่ต้องข้นมาก
  • นำกุ้งคลุกแป้งแห้งบาง ๆ แล้วชุบกับแป้งที่เตรียมไว้ ลงทอดน้ำมันไฟกลาง
  • รอสุกทานคู่กับน้ำจิ้มเทมปุระได้เลย
15 สูตรทำตามได้ง่าย ๆ

เมนูกุ้งเมนูจากกุ้งทั้ง 15 สูตรนี้ถือเป็นทีเด็ดที่ใครก็นำเอาไปทำตามได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นคนรักการทานกุ้งด้วยแล้วนี่คือเมนูเกี่ยวกับกุ้งห้ามพลาดเลยทีเดียว อุปกรณ์ไม่ต้องเยอะ แค่มีกระทะใบเดียวก็เอาอยู่ เมนูกุ้งง่าย ๆ จะทานเองหรือเสิร์ฟแขกมาเยี่ยมเยียนบ้านก็ดีงาม

แจก 10 สูตรผัดกะเพราง่าย ๆ

แจก 10 สูตรผัดกะเพราง่าย ๆ
หลายคนมักจะมีเมนูอาหารตามสั่งเมนูโปรดอยู่แล้วหนึ่งในนั้นคือ ผัดกะเพรา เราจึงมีสูตรผัดกะเพราเอามาแจกให้ทุกคนถึง 10 สูตร ให้เอาไปลองทำผัดกะเพราได้เองที่บ้าน แต่ละสูตรนั้นก็จะช่วยชูวัตถุดิบหลักได้อย่างดี หรือบางครั้งก็สามารถนำวัตถุดิบที่กินเหลือไว้มาทำเมนูผัดกะเพราต่อได้เช่นกัน

รวม 10 สูตรผัดกะเพราทำเองได้ง่าย ๆ

ส่วนใหญ่แล้ว วัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้ในการทำผัดกะเพราก็ คือ ใบกะเพรานั่นเอง สามารถใส่ได้ตามใจชอบ ยิ่งใส่เยอะก็จะสร้างกลิ่นหอมได้ดีทีเดียว และใบกะเพรายังมีสรรพคุณดี ๆ หลายอย่างเช่น ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นบรรเทาอาการหวัด รับรองว่าผัดกะเพราทั้งอร่อย และดีต่อสุขภาพด้วย

1.สูตรผัดกะเพราเนื้อสับ

  1. กะเพรา 30 กรัม
  2. เนื้อวัวบด 500 กรัม
  3. พริกแห้ง 20 กรัม
  4. กระเทียมสับ 30 กรัม
  5. ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  8. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนชา
  9. พริกไทยป่น

วิธีการทำ

ตำกระเทียมและพริกแห้งเข้าด้วยกัน ตั้งกระทะใส่น้ำมันเปิดเตาแก๊สไฟกลาง แล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้เจียวให้หอม แล้วใส่เนื้อสับลงไปผัดให้เนื้อสุกพอประมาณ แล้วใส่ซอสหอยนางรม น้ำปลา ซีอิ๊วดำหวาน พริกไทยป่นใส่ได้ตามชอบ และผัดจนเนื้อสุก ชิมและปรุงอีกครั้งเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นใส่ใบกะเพรา พริกแห้ง ผัดให้เข้ากัน พร้อมรับประทานได้

2.ผัดกะเพราหมูกรอบ

  1. กะเพรา 20 กรัม
  2. หมูกรอบ 150 กรัม
  3. กระเทียม 20 กรัม
  4. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกแดงจินดา 30 กรัม
  6. ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
  7. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 2/3 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกไทย 1/2 ช้อนชา
  10. น้ำเปล่า 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช และนำพริกกระเทียมที่ตำหรือปั่นแล้วลงไปผัดให้มีความหอม หลังจากนั้นใส่ซอสหอยนางรม และซอสปรุงรส น้ำตาล พริกไทยป่นลงไป ผัดให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำเปล่าเข้าไปเพื่อให้ไม่แห้งจนเกินไป ผัดให้เข้ากันแล้วชิมปรุงรสตามชอบ ควรเผื่อรสชาติให้เข้มข้นไว้สักหน่อย เพราะตอนใส่หมูรสชาติจะจางลงนิดหน่อยด้วย เมื่อปรุงรสชาติเรียบร้อยแล้ว จึงเติมหมูกรอบลงไปพร้อมใบกะเพรา ผัดจนใบกะเพราสุกจากนั้นก็พร้อมรับประทาน

3.ผัดกะเพราเนื้อชิ้น

  1. เนื้อวัว 250 กรัม
  2. กะเพรา 15 กรัม
  3. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 2/3 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  6. พริกแดงจินดา 40 กรัม
  7. กระเทียม 30 กรัม
  8. พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

ตั้งกระทะใส่น้ำมัน แล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้เจียวให้หอม จากนั้นใส่เนื้อที่หั่นไว้เป็นชิ้นลงไป เมื่อผัดจนเนื้อเกือบจะสุกให้ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย พริกไทยป่นเพิ่มความหอม จากนั้นผัดต่อจนเนื้อสุกหากชิมแล้วยังไม่ได้รสชาติที่ต้องการสามารถปรุงอีกได้ จากนั้นใส่ใบกะเพราผัดจนใบกะเพราสุก เสร็จแล้วตักใส่จานพร้อมรับประทาน

4.สูตรผัดกะเพราหมูสับ

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. เนื้อหมู 400 กรัม
  3. พริกแดง 10 เม็ด
  4. พริกแห้ง 5 เม็ด
  5. กระเทียม 2 หัว
  6. ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. ซอสหอย 3 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ตำหรือปั่นกระเทียมและพริกเข้าด้วยกัน ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่พริกกระเทียมแล้วเจียวให้หอมได้ที่ แล้วใส่เนื้อสับลงไปผัดให้เนื้อสุกพอประมาณ แล้วใส่ซอสหอยนางรม น้ำปลา พริกไทยป่นใส่ได้ตามชอบ และผัดจนเนื้อสุก ชิมและปรุงอีกครั้งเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นใส่ใบกะเพรา พริกแห้ง ผัดให้เข้ากัน พร้อมรับประทานได้

5.ผัดกะเพราทูน่า

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. ทูน่ากระป๋องยี่ห้อใดก็ได้ 1 กระป๋อง 
  3. พริกแดง 6 เม็ด
  4. กระเทียม 5 กลีบ
  5. น้ำตาล ½ ช้อนชา
  6. ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ทำผัดกะเพราด้วยขั้นตอนแรกคือ ตั้งกระทะเปิดไฟกลาง ใส่น้ำมันตามด้วยพริกกระเทียมเจียวให้หอม แล้วค่อยใส่ปลาทูน่าและน้ำของปลาทูน่าลงไปด้วยเพื่อไม่ให้ผัดกะเพราแห้งเกินไป จากนั้นตามเครื่องปรุงต่าง ๆ อย่างซอสน้ำมันหอย น้ำปลา น้ำตาล ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน ไม่ต้องนานเกินไป เพราะทูน่านั้นสุกมาอยู่แล้ว จากนั้นใส่ใบกะเพรา ผัดต่อให้ใบสุก ตักใส่จานพร้อมรับประทาน

6.ผัดกะเพราไข่เยี่ยวม้า

  1. กะเพรา 80 กรัม
  2. เนื้อหมูบด 300 กรัม 
  3. ไข่เยี่ยวม้า 2 ฟอง
  4. น้ำตาล ½ ช้อนชา
  5. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  6. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ
  7. ซอสปรุงรส ½ ช้อนโต๊ะ
  8. พริก 10 เม็ด (ลดหรือเพิ่มได้ตามใจชอบ)
  9. กระเทียม 10 กลีบ

วิธีการทำ

เริ่มด้วยการตั้งกระทะใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนแล้วแบ่งใส่ใบกะเพราลงไปครึ่งหนึ่ง ทอดจนใบกะเพรากรอบเพื่อไว้โรยแต่งหน้า จากนั้นใช้ไฟกลางแล้วใส่ไข่เยี่ยวม้าแบบผ่าครึ่งลงไปทอดแค่ให้ผิวด้านนอกกรอบฟูนำขึ้นพักไว้ จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันสองช้อนโต๊ะแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอม จากนั้นใส่หมูบดลงไปพร้อมใส่น้ำเปล่าลงไป ผัดต่อจนหมูร่วน แล้วใส่น้ำปลา น้ำตาล ซอสปรุงรส ซีอิ๊วดำ ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน จากนั้นใส่ไข่เยี่ยวม้าลงไปคลุกด้วย แล้วใส่ใบกะเพราที่เหลืออยู่ลงไปผัดด้วย จากนั้นตักใส่จานแล้วโรยหน้าด้วยใบกะเพรากรอบที่ทอดไว้

7.ผัดกะเพราปลาหมึก

  1. กะเพรา 50 กรัม
  2. หนวดปลาหมึก หรือตัวปลาหมึก  300 กรัม
  3. น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  5. ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
  6. ซอสปรุงรส ½ ช้อนโต๊ะ
  7. กระเทียม 2 หัว
  8. พริกแดง 10  เม็ด

วิธีการทำ

นำปลาหมึกที่เตรียมไว้ไปลวกก่อน แล้วพักไว้ จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกระเทียมมีสีเหลือง แล้วใส่ปลาหมึกที่ลวกไว้ลงไปและปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส ผัดให้เข้ากันโดยไม่ต้องเติมน้ำเปล่าลงไปเพราะจะมีน้ำจากปลาหมึกออกมาอีก จากนั้นใส่ใบกะเพราลงไปผัดก็พร้อมรับประทาน

8.ผัดมาม่ากะเพราแห้ง

  1. ใบกะเพรา 50 กรัม
  2. เส้นมาม่ายี่ห้อใดก็ได้ 1 ห่อ
  3. หมูสับ 100 กรัม
  4. พริกแดง 9 เม็ด
  5. กระเทียม 5 กลีบ (เพิ่มหรือลดได้ตามความชอบ)
  6. น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  8. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาล ½ ช้อนชา

วิธีการทำ

ลวกเส้นมาม่าเอาไว้ก่อน เสร็จแล้วตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วใส่พริกกระเทียมที่ตำไว้ลงไปผัดให้มีกลิ่นหอมกระเทียมมีสีเหลือง แล้วใส่หมูสับลงไปผัดจนหมูเริ่มร่วน แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ เติมน้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อยไม่ให้แห้งจนเกินไป จากนั้นค่อยเติมเส้นมาม่าที่ลวกไว้ลงไปผัดด้วย จากนั้นผัดจนเข้ากัน แล้วค่อยใส่ใบกะเพราตามมาผัดต่อ จากนั้นตักใส่จานพร้อมรับประทาน

9.สูตรผัดกะเพราเป็ดพะโล้

  1. ใบกะเพรา 1 ถ้วย
  2. เป็ดพะโล้ ½ ตัว 
  3. พริกแห้ง 12 เม็ด
  4. กระเทียม 15 กลีบ
  5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาล ½ ช้อนชา 
  7. ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

เริ่มด้วยการตั้งกระทะใส่น้ำมัน เจียวพริกกระเทียมให้หอมตามด้วยเป็ดพะโล้ที่หั่นเป็นชิ้นจนเข้าที่ แล้วปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล ซีอิ๊วดำ หากรู้สึกว่าแห้งไปสามารถเติมน้ำเปล่า หรือน้ำซุปเข้าไปได้ จากนั้นผัดให้เข้ากัน เมื่อเข้ากันจนได้ที่แล้ว ให้ใส่ใบกะเพราลงไปผัดด้วย เสร็จแล้วตักใส่จานพร้อมรับประทาน

10.ข้าวกะเพราคลุกหมูสับ

  1. ใบกะเพรา 40 กรัม
  2. หมูบดหรือหมูสับ 300 กรัม 
  3. ข้าวสวย 300 กรัม
  4. กระเทียมจีน 15 กรัม
  5. กระเทียมไทย 15 กรัม
  6. พริกแดง 20 กรัม
  7. ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 3/4 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาล 1 ช้อนชา
  10. พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีการทำ

ขั้นตอนแรกของการทำผัดกะเพรา คือ ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เจียวพริกกระเทียมให้หอมและสุกจนเป็นสีเหลือง จากนั้นตามด้วยใส่หมูสับผัดจนร่วน แล้วปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาล พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย จากนั้นตามด้วยการใส่ข้าวสวยลงไปผัด ให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมรับประทานคู่กับไข่ดาวก็ได้เช่นกัน

สูตรผัดกะเพราที่ทำเองได้ง่าย ๆ

ผัดกะเพราถือเป็นเมนูยอดฮิต ที่สามารถหากินได้ง่าย ๆ และยังทำเองได้ง่ายด้วย สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบหลักไปได้ตามใจชอบ เพิ่มหรือลดเครื่องปรุงให้ได้รสชาติแบบที่ได้ชอบเลย ลองเลือกสักสูตรที่เรานำมาแจกแล้วเอาไปทำตามได้เลย

7 สูตรเค้กคีโตทานได้ไม่กลัวอ้วน

สูตรเค้กคีโต
เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไม่เว้นของหวานอย่าง เค้กคีโต หรือการทำขนมคีโตต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนสูตรและวัตถุดิบเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพมากขึ้น เพื่อให้การกินของหวานตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงการกินคีโต จะมีสูตรของหวานอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

คีโตคืออะไร?

คีโต หรือชื่อเต็ม ๆ คือ คีโตเจนิค คือ การกินแบบ low-carb, high-fat diet ซึ่งจะเน้นการกินเฉพาะไขมันดีเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกาย แบ่งสัดส่วนได้คือ ไขมัน 75% โปรตีน 25% คาร์โบไฮเดรต 5% น้ำหนักจะเริ่มลดได้เมื่อร่างกายเข้าสู่โหมดคีโตสีส (Ketosis) และมีการดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานหลัก จึงทำให้ต้องมีการกินไขมันเพิ่มเข้าไป เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันออกมาใช้นั่นเอง

รวม 7 สูตรเค้กคีโตจาก Tecnogas

หลายคนอาจจะคิดว่าการกินคีโตจะมีแต่ของคาว แต่ปัจจุบันก็มีการทำขนมคีโตแบบต่าง ๆ ออกมาด้วย ซึ่งแต่ละเมนูนั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ เราได้รวบรวมสูตรการขนม และเค้กสำหรับผู้ที่กินคีโตมาไว้ให้แล้วไปดูกันเลยว่าจะน่าทานแค่ไหน

1.ชีสเค้กคีโต

ส่วนผสม
  1. เนย 20 กรัม
  2. ครีมชีส 200 กรัม
  3. วิปปิ้งครีม 50 มิลลิลิตร
  4. เชดดาร์ชีส 40 กรัม
  5. ไข่ 4 ฟอง
  6. อิริทริทอล 100 กรัม
วิธีทำ ทาเนยลงบนพิมพ์ วางกระดาษรองอบทุกด้านกันเค้กติดพิมพ์ จากนั้นนำเชดดาร์ชีสเนย ครีมชีส เนย วิปปิ้งครีม ตุ๋นบนหม้อพร้อมคนให้ละลาย จากนั้นยกลงแล้วใส่ไข่แดงทีละฟอง คนให้เข้ากัน ตีไข่ขาวอีกชามที่แยกไว้ แล้วใส่อิริทริทอล ตีจนฟู จึงนำไปผสมลงส่วนผสมที่พักไว้ เทใส่พิมพ์ อบอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเพิ่มเป็น 160 องศา นำชีสเค้กคีโตออกจากเตาอบ พักไว้แล้วนำไปแช่เย็นข้ามคืน

2.  เค้กช็อกโกแลตคีโต

ส่วนผสม
  1. เนย 30 กรัม
  2. ดาร์กช็อกโกแลต 50 กรัม 
  3. มอสซาเรลล่าชีส 40 กรัม
  4. ครีมชีส 90 กรัม
  5. วิปปิ้งครีม 90 มิลลิลิตร
  6. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  7. ผงโกโก้ 100% 20 กรัม
  8. อิริทริทอลป่น 90 กรัม 
  9. ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ ละลายส่วนผสมต่าง ๆ เข้าด้วยกันโดยการตุ๋นให้มีความร้อนหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด ใส่มอสซาเรลล่าชีส เติมวิปปิ้งครีมและผงโกโก้ คนให้เข้ากัน ยกลงจากเตาแล้วใส่ไข่แดงแล้วตีให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ ให้ขึ้นฟอง แบ่งเทอิริทริทอลป่น เป็นรอบ ๆ ตีไปสักพักแล้วตามด้วยการตักโฟมไข่ขาวที่ตีไว้มาผสมแล้วเทลงพิมพ์ แล้ววางพิมพ์เค้กบนถาด เทน้ำร้อนลงไป 3-5 เซนติเมตร ช่วยให้เค้กคงความชุ่มชื้นจากการอบได้ แล้วอบอุณหภูมิ 120 องศา เป็นเวลา 30 นาที แล้วค่อยปรับอุณหภูมิขึ้น 140 องศา อบต่ออีก 60 นาที เสร็จแล้วนำเค้กมาถอดพิมพ์ พักเค้กไว้ แช่ไว้หนึ่งคืนหลังจากนั้นถึงนำมารับประทาน

3. เค้กไข่ไต้หวันคีโต

ส่วนผสม
  1. เนย 70 กรัม
  2. วิปปิ้งครีม 70 กรัม
  3. ไข่ 5 ฟอง
  4. ผงอัลมอนด์ 70 กรัม
  5. กลิ่นวานิลลา
  6. อิริทริทอล 100 กรัม 
วิธีทำ  ละลายเนยและวิปปิ้งครีมเข้าด้วยกัน ใส่ผงอัลมอนด์แล้วคนให้เข้ากัน แยกไข่แดงแล้วใส่ลงไป คนให้เข้ากัน พักไว้ แล้วไปตีไข่ขาวที่แยกไว้ แล้วค่อย ๆ ใส่อิริทริทอลหรือสารให้ความหวานลงไป ตักโฟมไข่ขาวมาผสมกับคนให้เข้ากันแล้วเทใส่ชามไข่ขาว ค่อยตะล่อมอย่างเบามือให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทลงพิมพ์ ใส่น้ำร้อนลงบนถาดรอง อบอุณหภูมิ 150 องศา ใช้ไปบนและล่าง 1 ชั่วโมง แล้วนำออกพร้อมรับประทาน

4. ชีสเค้กคีโตหน้าไหม้

ส่วนผสม
  1. ไข่ 2 ฟอง
  2. ครีมชีส 250 กรัม 
  3. สตีเวีย 70 กรัม.
  4. วิปปิ้งครีม 120 กรัม 
  5. กลิ่นวนิลลา 1 ช้อนชา
วิธีทำ  เริ่มจากการนำสตีเวีย ครีมชีส ตีให้เข้ากัน แล้วใส่วิปปิ้งครีม ตีให้เข้ากัน แล้วใส่กลิ่นวานิลลาลงไปเติมไข่ 1 ฟอง ตีให้เข้ากันแล้วค่อยใส่อีกหนึ่งฟองจากนั้นตีให้เป็นเนียนเข้ากัน แล้วใส่ลงบนพิมพ์ที่รองกระดาษไว้ อบ 200 องศา 15 นาที แล้วอบ 230 องศา ต่ออีก 15 นาที เสร็จแล้วนำไปแช่เย็น 3-4 ชั่วโมง แล้วตัดแบ่งกินได้

5. ชิฟฟ่อนมะพร้าวอ่อนคีโต

ส่วนผสม
  1. ไข่ขาว 4 ฟอง
  2. ไข่แดง 4 ฟอง
  3. น้ำมันมะพร้าว 60 กรัม 
  4. กะทิ 80 กรัม
  5. สตีเวีย 30 กรัม
  6. อัลมอนด์ 80 กรัม
  7. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  8. เกลือสีชมพู 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ ตีไข่แดงและสตีเวียเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมอัลมอนด์บดละเอียด ผงฟู เกลือชมพู ใช้ตะแกรงร่อนส่วนผสมลงไป จากนั้นตามด้วยน้ำมันมะพร้าว กะทิตีให้เข้ากันทั้งหมด แล้วพักไว้ จากนั้นไปตีไข่ขาวจนเนื้อเนียนแล้วค่อย ๆ แบ่งเติมสตีเวีย 3 ครั้ง ตีด้วยความเร็วจนขึ้นฟู แล้วค่อย ๆ ตักไปเติมในชามไข่แดงแล้วคนเบา ๆ จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษเอาไว้แล้ว เกลี่ยให้เนียน ๆ เท่ากัน จากนั้นนำมะพร้าวมาหั่นตกแต่งบนหน้า อบที่อุณหภูมิ 150 องศา 30 นาที และนำออกมาพร้อมกินได้

6. บราวนี่หน้ากรอบคีโต

ส่วนผสม
  1. ไข่ไก่ 3 ฟอง
  2. เนยเค็ม 100 กรัม
  3. ช็อกโกแลต 20 กรัม
  4. ผงโกโก้ 30 กรัม
  5. สตีเวีย 120 กรัม
  6. กลิ่นวานิลา 1 ข้อนชา
  7. อัลมอนด์ 200 กรัม
  8. อัลมอนด์สไลด์ 20 กรัม
วิธีทำ ตีไข่ไก่ และสตีเวียเข้าด้วยกัน จากนั้นเติมกลิ่นวานิลลาลงไปคนให้เข้ากัน จากนั้นนำช็อกโกแลตและเนยเค็มใส่ไมโครเวฟ 1 นาที ให้ละลาย แล้วเติมลงในส่วนผสมที่ตีเอาไว้ แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเติมผงอัลมอนด์และผงโกโก้ร่อนด้วยตะแกรง คนให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองกระดาษเอาไว้แล้ว เกลี่ยหน้าให้เสมอเท่ากัน แล้วโรยตกแต่งด้านบนด้วยอัลมอนด์สไลด์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศา 13 นาที พักไว้ให้เย็น แกะออกจากพิมพ์แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้น

บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก คีโต

ส่วนผสม
  1. ​​ไข่ไก่ 1 ฟอง
  2. ครีมชีส 250 กรัม
  3. สตีเวีย 85 กรัม
  4. บลูเบอร์รี่ 40 กรัม
  5. อัลมอนด์ 120 กรัม
  6. เนยเค็มละลาย 30 กรัม
  7. ครีมเปรี้ยว 45 กรัม
วิธีทำ เริ่มจากตั้งกระทะ ใส่บลูเบอร์รี่และสตีเวีย 20 กรัมลงไปเคี่ยวจนมีความเหนียวแล้วพักไว้ให้เย็น จากนั้นเทผงอัลมอนด์ลงบนพิมพ์ที่รองกระดาษไว้ แล้วกดให้แน่นเพื่อทำฐานของเค้ก ตีครีมชีสให้เป็นเนื้อเดียวกันแล้วเติมสตีเวียอีก 65 กรัมลงไป ตีให้เข้ากัน แล้วใส่ไข่ไก่ลงไปตีอีกครั้ง แล้วใส่ครีมเปรี้ยวลงไปแล้วตีจนเนื้อมีความเนียน จากนั้นเทใส่พิมพ์ที่รองก้นด้วยอัลมอนด์เอาไว้ แต่งหน้าด้วยบลูเบอร์รี่แล้วอบ 130 องศา 35 นาที จากนั้นนำไปแช่เย็นต่ออีก 1 ชั่วโมง แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นรับประทานได้

ทำเค้กคีโตเองได้ง่าย ๆ

การทำเค้กคีโตนั้นดูแล้วไม่ยากเลย ใครที่เป็นมือใหม่ก็สามารถทำได้แน่นอน แค่ที่บ้านมีเตาอบไฟฟ้าก็สามารถทำขนมคีโตกินเองได้ และแต่ละสูตรเราได้คัดมาให้แล้ว พร้อมบอกวิธีทำแบบง่าย ๆ ด้วย ใครที่ซื้อขนมคีโตกินบ่อย ๆ ลองหันมาทำเองบ้างก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้ด้วย

8 เมนูปลานึ่งด้วยเตาอบ

8 เมนูปลานึ่งยอดฮิต
หลายคนคงเคยกิน และคุ้นเคยกับเมนูปลานึ่งอย่างดี เมนูนี้สามารถทำที่บ้านได้ด้วย เพียงมีแค่เตาอบก็สามารถทำได้ เหมาะกับผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักอย่างมาก ปลาแต่ละชนิดที่เลือกนำมาทำก็ให้รสชาติที่แตกต่างกันไป อาจมีบางขั้นตอนที่แตกต่างกันบ้าง แต่รับรองว่าทำง่ายแน่นอน ด้วยวิธีทำปลานึ่งที่เรารวบรวมไว้ให้คุณ

รวม 8 เมนูปลานึ่งยอดนิยมที่คุณก็ทำเองได้ด้วยเตาอบ

วิธีทำปลานึ่งโดยการใช้เตาอบทำนั้น อาจต้องมีการศึกษาดูว่าปลาแต่ละชนิดต้องใช้ความร้อนมากน้อยเพียงใด ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้เนื้อปลาที่กำลังดีสำหรับรับประทาน เป็นเมนูที่ทำได้ง่าย ทำได้เองที่บ้าน หากใครที่ต้องการเพิ่มรสชาติ อาจทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดกินคู่กันได้เช่นกัน

1.ปลากะพงนึ่งมะนาว

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. พริกขึ้หนู
  2. กระเทียมสับ 1/3 ถ้วย
  3. มะนาว
  4. ผักชี
  5. ผักขึ้นฉ่าย
  6. ขิงซอย
  7. น้ำปลา
  8. น้ำมะนาว
  9. ซีอิ๊วขาว 45 มิลลิลิตร
  10. น้ำซุป 30 มิลลิลิตร
  11. ปลากะพง 
 วิธีการทำ
  1. ล้างทำความสะอาด แล้วหั่นบั้งปลากะพง แล้วนำปลาลงภาชนะที่จะอบ
  2. ผสมน้ำยำโดยใส่ส่วนผสมต่าง ๆ ลงไปคือ น้ำซุป น้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมะนาว แล้วคนให้ทุกอย่างเข้ากัน
  3. นำน้ำยำราดลงบนตัวปลาให้ทั่ว ห่อฟอยล์คลุมภาชนะที่ใส่ปลา แล้วนำไปเข้าเตาอบ ประมาณ 10-15 นาที
  4. จากนั้นนำออกมา ตกแต่งด้วยมะนาว กระเทียม พริกขี้หนูซอย ขึ้นฉ่าย พร้อมรับประทาน

2.ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ปลากะพง
  2. ซีอิ๊วขาวเห็ดหอม 
  3. ขิงอ่อนซอย 
  4. พริกแดงหวานซอย 
  5. ผักขึ้นฉ่าย
  6. ต้นหอมซอย
  7. ขิงสับ+กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมัน 1-2 ช้อนโต๊ะ
วิธีการทำ
  1. ล้างปลาและทำความสะอาดให้สะอาด 
  2. วางปลาในถาดแก้ว หรือภาชนะที่สามารถใส่เตาอบได้ และวอร์มเตารอไว้ที่ 400 F ประมาณ 10-15 นาที 
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เพื่อเจียวขิงและกระเทียมสับ ใส่น้ำเปล่า 30 มิลลิลิตร และซีอิ๊วลงไปแล้วปิดไฟได้
  4. จากนั้นเอาขิง และพริกวางเรียงบนตัวปลา และนำน้ำซอสที่ทำไว้แล้วราดบนตัวปลาให้ทั่ว จากนั้นใช้กระดาษฟอยล์ คลุมถาดแก้ว นำเข้าเตาอบประมาณ 20 นาที
  5. แล้วเปิดกระดาษฟอยล์เพื่อใส่ต้นหอม แล้วอบต่อ 10-15 นาที จนปลาสุกได้ที่จึงนำออกมาจากเตา

3.ปลาแซลมอนนึ่งซีอิ๊ว

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา
  5. เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ต้นหอมซอย
  7. ขิงซอย
  8. พริกไทยป่น
  9. พริกชี้ฟ้าซอย
  10. เนื้อปลาแซลมอน 
วิธีการทำ
  1. เริ่มจากการผสมเครื่องปรุง ซีอิ๊วขาว เหล้าจีน น้ำตาลทราย พริกไทยป่น น้ำมันงา น้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน
  2. นำส่วนผสมทั้งที่ผสมไว้แล้ว ราดลงบนชิ้นปลา ด้านบนโรงด้วยขิงซอยเล็กน้อย 
  3. คลุมจานปลาด้วยพลาสติกแรปที่สามารถนำเข้าเตาอบไมโครเวฟได้ เจาะรูบนพลาสติกแรปเพื่อให้ระบายความร้อนได้
  4. นำปลาเข้าเตาอบ ซึ่งเมนูนี้ใช้เตาอบไมโครเวฟได้ โดยมีการใช้ความร้อนประมาณ 600 วัตต์ นาน 6-7 นาที 
  5. จากนั้นตกแต่งด้วยขิง พริก ต้นหอมซอย

4.ปลาเก๋านึ่งมะนาว

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ปลาเก๋า
  2. พริกขี้หนูซอย
  3. มะนาวฝานบาง ๆ 
  4. น้ำมะนาว 9-10 ช้อนโต๊ะ
  5. กระเทียมสับ
  6. ขึ้นฉ่ายซอย
  7. น้ำตาลทราย
  8. น้ำปลา 7-8 ช้อนโต๊ะ 
วิธีการทำ
  1. อุ่นเตาอบเอาไว้ที่ 350 องศา
  2. ทำความสะอาดปลาให้สะอาด นำฟอยล์มารองก้นภาชนะที่จะใช้อบ บั้งปลาแล้วนำไปวางบนภาชนะที่เตรียมไว้
  3. ปรุงส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน คือน้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว มะนาวฝานวางแต่งบนตัวปลา คนให้เข้ากัน แล้วราดลงบนตัวปลา
  4. นำฟอยล์มาคลุมภาชนะให้ทั่ว ก่อนนำปลาเข้าเตาอบ ประมาณ 15 นาที หรือเพิ่มเวลาตามขนาดของปลา เพื่อให้เนื้อด้านในสุกเท่ากัน
  5. นำออกจากเตาอบ เปิดฟอยล์แล้วจัดจานด้วยพริกขี้หนูซอย ขึ้นฉ่ายซอย กระเทียมสับ

5.ปลากะพงซอสปอนสึ

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ปลากะพง
  2. น้ำมันงา
  3. น้ำซุป 
  4. ซอสปอนสึ
  5. ขิงซอย 
  6. พริกชี้ฟ้าแดงซอย
  7. ต้นหอม 
วิธีการทำ
  1. เริ่มจากการทำปลาให้สะอาด
  2. อุ่นเตาอบเอาไว้ 350 องศา
  3. ตั้งกระทะเคี่ยวซอสปอนสึกับน้ำซุปจนข้น
  4. นำปลาใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วนำน้ำที่ซอสปอนสึที่เคี่ยวไว้มาราดบนเนื้อปลา 
  5. ใส่ขิงซอย พริกชี้ฟ้าแดงซอยลงไป ห่อฟอยล์คลุมตัวปลาให้มิดชิด 
  6. นำเข้าเตาอบแล้วอบ ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วเอาออกมาแล้วโรยด้วยต้นหอมซอย

6.ปลากะพงนึ่งเต้าเจี้ยว

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. เต้าเจี้ยว1 ½ ช้อนโต๊ะ
  2. ขิง (สับ)2 ช้อนโต๊ะ
  3. กระเทียม6 กลีบ
  4. พริกจินดา 2 เม็ด
  5. น้ำสะอาด3 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย1 ช้อนโต๊ะ
  7. ปลากะพงขิงซอย
  8. ต้นหอมซอย
  9. พริกชี้ฟ้า 
วิธีการทำ
  1. เปิดวอร์มเตาอบ ไว้ที่ 400 F ประมาณ 15 นาที 
  2. สับกระเทียม พริก และขิงเข้าด้วยกัน แล้วนำไปผสมกับเต้าเจี้ยว น้ำตาลทราย และน้ำสะอาด คนให้เข้ากัน
  3. บั้งชิ้นปลากะพง แล้ววางลงบนฟอยล์ 
  4. ราดปลาด้วยน้ำเต้าเจี้ยวและส่วนผสมต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ จากนั้นห่อฟอยล์คลุมตัวปลา
  5. นำเข้าเตาอบประมาณ 20 นาที หรือจนกว่าปลาจะสุก
  6. นำปลาออกมาโรยด้านบนด้วยพริกซอย ต้นหอมซอย ขิงสับ

7.ปลาทับทิมนึ่งบ๊วย

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ปลาทับทิม 1 ตัว
  2. บ๊วยดองพร้อมน้ำ 60 กรัม
  3. กระเทียมดอง 80 กรัม
  4. ขิงซอย  80 กรัม
  5. ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
  6. ซอสปรุงรส 4 ช้อนโต๊ะ
  7. ผักกาดขาว 
  8. ผักขึ้นฉ่าย 
 วิธีการทำ
  1. เปิดวอร์มเตาอบ ไว้ที่ 500 F ประมาณ 10 นาที 
  2. ผสมส่วนผสมต่างเข้าด้วยกัน คือซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม 
  3. ซอยเนื้อกระเทียมดอง บี้เนื้อบ๊วยออกจากเม็ด แล้วนำไปผสมกับซอส แล้วนำไปทาให้ทั่วตัวปลา
  4. นำฟอยล์มารองก้นภาชนะที่จะใช้อบก่อน เอาปลาลงไป
  5. ห่อฟอยล์คลุมตัวปลาหลวม ๆ 
  6. นำเข้าเตาอบ 15 นาที นำออกมาเปิดฟอยล์แล้ววางผักกาดขาว และผักขึ้นฉ่ายลงไป ห่อฟอยล์ปิดไว้ เข้าเตาอบอีก 5 นาที

8.เมี่ยงปลานิลนึ่ง

เครื่องปรุงและส่วนผสม
  1. ปลานิล 1 ตัว
  2. เกลือป่น
  3. น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ 
  6. น้ำต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ถั่วตัด 50 กรัม
  8. ตะไคร้ทุบ
  9. รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
  10. ใบมะกรูด 3-4 ใบ
  11. กระเทียมไทย
  12. พริกขี้หนู
  13. ขนมจีน หรือหมี่ขาว
  14. ผักที่ใช้กินกับปลา เช่นผักกาด ผักสลัด โหระพา ผักชีฝรั่ง
วิธีการทำ
  1. เริ่มทำน้ำจิ้มโดยการตำถั่วตัดให้พอละเอียดแล้วตักแยกไว้
  2. ทำน้ำจิ้มโดยตำรากผักชี พริก กระเทียมตำพอให้แหลก แล้วตามด้วย น้ำปลา น้ำเปล่า น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ  และถั่วตัดที่ตำไว้ คนให้เข้ากัน เสร็จในส่วนของน้ำจิ้ม 
  3. วอร์มเตาอบ วอร์มเตารอไว้ที่ 400 F ประมาณ 10-15 นาที 
  4. นำปลาทำความสะอาด ตัดครีบและหางออก บั้งเนื้อปลา แล้วทาเกลือให้ทั่ว
  5. นำตะไคร้ทุบ และใบมะกรูดยัดใส่ในปากปลา เพิ่มความหอม ลดกลิ่นคาว
  6. นำปลาลงในภาชนะที่จะอบ แล้วห่อฟอยล์เอาลงเตาอบประมาณ 15 นาที แล้วกินคู่กับผักและน้ำจิ้มที่เตรียมไว้ได้เลย

เมนูปลานึ่ง ที่มีแค่เตาอบก็ทำได้

วิธีทำปลานึ่งแต่ละเมนูนั้น เพียงแค่มีเตาอบก็สามารถทำเองได้ที่บ้าน และเมนูปลานึ่งนั้นยังดีต่อสุขภาพด้วย เพราะไม่ต้องใช้น้ำ เป็นกระบวนการที่ทำให้ปลาสุกได้โดยไร้น้ำมัน และยังสามารถเลือกปลาได้ตามใจชอบ จะเป็นชิ้นหรือเป็นตัวก็ได้ บางเมนูสามารถใช้ปลาอื่น ๆ แทนได้เช่นกัน ลองนำเมนูปลานึ่งที่เราแนะนำไปลองทำกัน รับประกันความอร่อยและความประทับใจแน่นอน

ข้าวเหนียวมูนวิธีทำเป็นอย่างไร? แจกสูตรการทำง่าย ๆ แต่อร่อยแบบมืออาชีพ!

ข้าวเหนียวมูนวิธีทำ
“ข้าวเหนียวมูน” เป็นหนึ่งในส่วนผสมของขนมไทยที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะสามารถนำมารับประทานคู่กับผลไม้และขนมต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น มะม่วง มะยงชิด ทุเรียน ถั่วดำ ปลาแห้ง กลอย หรือสังขยา เป็นต้น ใครที่สามารถทำข้าวเหนียวมูนได้อร่อย รสชาติหวานมันแบบพอดี รับรองว่าจะช่วยให้ทำเมนูขนมไทยได้เพิ่มขึ้นหลายเมนูแน่นอน แล้วข้าวเหนียวมูนวิธีทำเป็นอย่างไร ควรเลือกใช้ข้าวเหนียวประเภทไหน Tesnogas ได้คัดสรรสูตรข้าวเหนียวมูนแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก แต่ได้รสชาติแบบไทยแท้มาให้คุณแล้ว

ควรใช้ข้าวอะไรทำข้าวเหนียวมูน

ก่อนที่จะไปดูวิธีทำข้าวเหนียวมูน คุณควรที่จะรู้ก่อนว่าข้าวชนิดไหนที่ควรนำมาทำข้าวเหนียวมูน เพราะ “ข้าว” ถือเป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของการทำเมนูนี้ สำหรับใครที่จะทำข้าวเหนียวมูนนั้น แนะนำให้เลือกใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (เก่า) จากเชียงราย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมจากจังหวัดเชียงรายที่คนนิยมนำมามูนกัน เพราะมีเมล็ดที่เรียวยาวสวยงาม เมื่อนึ่งจนสุกแล้ว จะมีสีขาว เกาะตัวเหนียว ดูดน้ำกะทิได้ดี ผิวมีความเลื่อมมันสวย แต่ไม่เละ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน และมีกลิ่นหอม ใครที่ใช้ข้าวเหนียวพันธุ์นี้มูน รับรองว่าจะได้ข้าวเหนียวมูนที่ดีอย่างแน่นอน

ส่วนผสมของข้าวเหนียวมูน

สำหรับส่วนผสมของข้าวเหนียวมูน มีดังนี้
  • ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (เก่า) จากเชียงราย 1 กิโลกรัม
  • สารส้มก้อนใหญ่สำหรับขัดข้าวเหนียวให้มันเงา
  • หัวกะทิ 500 กรัม (หากไม่มีสามารถใช้กะทิกล่องพาสเจอไรซ์ได้)
  • น้ำตาลทราย 450 กรัม
  • เกลือ 1 ช้อนชา

ข้าวเหนียวมูน วิธีทำเป็นอย่างไร

การทำข้าวเหนียวมูนนั้น มีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากเลย แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานในการแช่ข้าวเหนียว โดยวิธีการทำ มี 3 ขั้นตอนดังนี้

1.แช่และนึ่งข้าวเหนียว

ขั้นตอนแรก ให้นำข้าวเหนียวใส่ชามผสม เติมน้ำสะอาดให้พอท่วม แล้วขัดข้าวเหนียวกับสารส้มอย่างเบามือประมาณ 5 – 10 นาที การใช้สารส้มขัดข้าวเหนียวนั้น จะช่วยให้ข้าวเหนียวมูนมีลักษณะที่มันเงาสวยงาม หลังจากที่ขัดด้วยสารส้มเรียบร้อย ให้นำไปล้างด้วยน้ำสะอาด 3 – 5 รอบจนน้ำใสดี และนำข้าวเหนียวไปแช่ในน้ำสะอาดอย่างน้อย 3 ชั่วโมง หรือข้ามคืนเลยก็ได้ เมื่อแช่ข้าวเหนียวเสร็จแล้ว ให้นำไปสะเด็ดน้ำ และห่อด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาด ๆ แล้วนำไปนึ่งด้วยความร้อนระดับปานกลางประมาณ 30 นาที ไม่ควรนึ่งให้ข้าวเหนียวสุกจนเกินไป เพราะจะทำให้เม็ดขาวบาน ไม่สวยงามได้

2.ทำน้ำกะทิสำหรับมูนข้าวเหนียว

การเตรียมน้ำกะทิสำหรับมูนข้าวเหนียวนั้น ทำได้ง่ายมาก ๆ แค่นำหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือใส่ลงไปหมอ เปิดเตาแก๊สตั้งไฟให้พอเดือด แล้วคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี หลังจากนั้นให้ยกลงจากเตา และพักไว้ให้เย็นลง เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำกะทิสำหรับไว้มูนข้าวเหนียวแล้ว

3.มูนข้าวเหนียว

สำหรับวิธีการมูนข้าวเหนียวนั้น ให้นำข้าวเหนียวที่เรานึ่งสุกแล้ว เทลงใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วใส่กะทิมูนข้าวที่พักไว้ให้ “เย็น” แล้ว ลงไปในข้าวเหนียวร้อน ๆ หลังจากนั้นให้ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที เมื่อครบเวลาแล้ว ให้เปิดฝา แล้วพลิกข้าวเหนียวอีกด้านหนึ่ง และปิดฝาอีกครั้ง ทิ้งไว้ 10 นาที หลังจากนั้นให้พักข้าวเหนียวให้เย็นลงเล็กน้อย ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนที่ดูดน้ำกะทิอย่างเข้มข้น สามารถนำไปกินคู่กับผลไม้ หรือขนมที่ชอบได้เลย โดยสูตรนี้สามารถเก็บไว้ในกล่องสุญญากาศที่อุณหภูมิห้องประมาณ 2 วัน เป็นยังไงกันบ้างกับสูตรข้าวเหนียวมูนที่เรานำมาฝากในบทความนี้ เรียกได้ว่า บอกวิธีการทำข้าวเหนียวมูนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพันธุ์ข้าวเหนียว การเตรียมข้าวเหนียว ไปจนถึงวิธีการมูน หากทำตามขั้นตอนเหล่านี้ รับรองว่าคุณจะได้ข้าวเหนียวมูนแสนอร่อยรสชาติไทยแท้ ๆ ไว้รับประทานคู่กับผลไม้ หรือหน้าขนมต่าง ๆ ที่ชอบอย่างแน่นอน

แจก 5 สูตรเมนูขนมทุเรียน จากเตาอบและเตาแก๊ส

แจก 5 สูตรเมนูขนมทุเรียน จากเตาอบและเตาแก๊ส
เข้าสู่หน้าทุเรียนกันแล้ว ใครที่เป็นสาวกทุเรียนคงจะรีบไปซื้อมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับคนที่ซื้อแบบเอาแต่เนื้อก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะน่าจะกินกันหมดทุกครั้ง แต่บ้านไหนที่ชอบสั่งซื้อทุเรียนมาตุนไว้ทีละหลาย ๆ ลูก ก็อาจเกิดปัญหากินไม่ทันบ้าง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทุกคนสามารถกินทุเรียนได้อร่อยมากยิ่งขึ้น หมดปัญหากินทุเรียนไม่ทัน Tesnogas ได้รวม 5 สูตรขนมทุเรียนแสนอร่อยมาฝาก ทำได้ทั้งจากเตาอบขนม และเตาแก๊ส รับรองว่าเมนูทุเรียนที่เราคัดสรรมา ไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน

รวม 5 สูตรเด็ด “ขนมทุเรียน” ทำง่ายอร่อยมาก

ใครที่อยากลองกินทุเรียนในรสชาติ ๆ เตรียมเนื้อทุเรียนไว้ให้พร้อม เพราะเราจะพาคุณไปทำขนมจากทุเรียนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน เค้กทุเรียน หรือทุเรียนทอด เอาไว้กินคู่กับน้ำชา หรือกินเล่นเวลาดูหนังก็ได้ จะน่าสนใจแค่ไหนนั้น ไปดูกันเลย!

1.ข้าวเหนียวทุเรียน

เมนูขนมจากทุเรียนเมนูแรกที่เราจะแนะนำก็คือ “ข้าวเหนียวทุเรียน” หนึ่งในเมนูขนมไทยที่เป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คน สำหรับใครที่ชอบรับประทานข้าวเหนียวมูนหอมกะทิหวานมัน คู่กับทุเรียนเนื้อเนียนนุ่ม จะต้องไม่พลาดเมนูนี้ ส่วนผสมของข้าวเหนียวทุเรียน
  • ส่วนผสมของข้าวเหนียวมูน : ข้าวสารข้าวเหนียว 350 กรัม กะทิ 200 กรัม น้ำตาลทราย 40 กรัม เมล็ดทุเรียน และใบเตย 2 – 3 ใบ
  • ส่วนผสมของน้ำราดกะทิ : น้ำกะทิ 300 กรัม เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 20 กรัม เนื้อทุเรียน 100 กรัม และน้ำตาลปี๊บ 1 ก้อนเล็ก
วิธีทำข้าวเหนียวทุเรียนแบบง่าย ๆ
  • เริ่มจากทำข้าวเหนียวมูน โดยการนำข้าวสารข้าวเหนียวไปล้างจนน้ำใส แช่น้ำอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แล้วนำไปนึ่งให้สุก
  • ในระหว่างที่รอข้าวเหนียวสุก ให้นำน้ำกะทิมาเคี่ยวกับน้ำตาลทราย และเมล็ดทุเรียน โดยให้ใส่ใบเตยลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอม แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • นำน้ำกะทิที่เคี่ยวเสร็จแล้วลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันกับข้าวเหนียวมูน
  • ทำน้ำราดกะทิ โดยการตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำกะทิ น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ เกลือ และเนื้อทุเรียนครึ่งหนึ่งลงไปเคี่ยวให้เข้ากัน เมื่อทุกอย่างละลายเข้ากันดีแล้วให้ใส่เนื้อทุเรียนส่วนที่เหลือ และปิดไฟทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อทุเรียนเละ
  • ตักข้าวเหนียวมูนใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำราดกะทิทุเรียน จะกินเลย หรือกินคู่กับทุเรียนทอดก็เข้ากัน

2.ทุเรียนเชื่อม

ต่อด้วยสาวกเมนูเชื่อมกันบ้าง ใครที่ชอบกินมันเชื่อม หรือกล้วยเชื่อม จะต้องติดใจกับเมนูทุเรียนเชื่อมที่เรานำมาฝากแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปทำกันเลย ส่วนผสมของทุเรียนเชื่อม
  • เนื้อทุเรียนความสุกประมาณ 80% หรือยังคงเนื้อกรอบอยู่ 1 กิโลกรัม
  • น้ำตาลทราย 600 กรัม
  • น้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร
  • ใบเตย 2 – 3 ใบ
  • เกลือเล็กน้อย
  • น้ำปูนใส
  • น้ำมะนาว 2 ซีก
ขั้นตอนการทำทุเรียนเชื่อมแสนอร่อย
  • ให้ตัดส่วนขาว ๆ ของเนื้อทุเรียนออกให้หมดก่อน หลังจากนั้นนำไปแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 30 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อทุเรียนเละ แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ตั้งไฟกลาง ใส่น้ำเปล่าและน้ำตาลทรายเคี่ยวให้เข้ากัน และใส่เกลือเล็กน้อย ในขั้นตอนนี้ถ้าใครอยากได้ความหอมจากใบเตยสามารถใส่ลงไปด้วยได้เช่นกัน
  • เมื่อส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดีแล้วให้นำใบเตยออก ให้เบาไฟลง แล้วใส่เนื้อทุเรียนลงไป ค่อย ๆ เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนน้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อทุเรียนดี หากน้ำงวดก็สามารถเติมน้ำเปล่าลงไปได้
  • บีบน้ำมะนาว 1 – 2 ซีกลงไป เพื่อเพิ่มความเงาวาวให้กับเนื้อทุเรียน
  • ให้ปิดไฟลง ทิ้งไว้ประมาณ​ 5 – 6 ชั่วโมง แล้วมาเติมน้ำเคี่ยวต่ออีกสักรอบหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็ได้เนื้อทุเรียนเชื่อมอร่อย ๆ พร้อมเสิร์ฟ

3.เค้กทุเรียน

เพิ่มความยากขึ้นหน่อยกับเมนูที่ต้องใช้เตาอบกันบ้าง “เค้กทุเรียน” เป็นอีกหนึ่งขนมที่รสชาติหวานอร่อยไม่แพ้เมนูเค้กอื่น ๆ ที่สำคัญยังมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยากอีกด้วย ใครที่ชอบทำเบเกอร์รีต้องลองเมนูนี้! ส่วนผสมของเค้กทุเรียน
  • เนื้อทุเรียน 1 ถ้วย
  • เนยละลาย 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่เบอร์ 1 3 ฟอง
  • แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
  • นมสดจืด 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายขาว 3/4 ถ้วย
  • ผงฟู 1/8 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
  • ส่วนผสมของซอสทุเรียน
  • เนื้อทุเรียน 200 กรัม
  • กะทิกล่อง 150 กรัม
  • นมสดจืด 150 กรัม
  • แป้งกวนไส้ 50 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 50 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 20 กรัม
  • เกลือเล็กน้อย
  • วิธีทำเค้กทุเรียนแบบง่าย ๆ
  • เริ่มต้นจากการทำ “ซอสทุเรียน” ก่อน โดยการนำเนื้อทุเรียน กะทิ น้ำสด 100 กรัม เกลือ และน้ำตาลไปปั่นให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไปตั้งไฟอ่อน เคี่ยวกับนมสดที่เหลืออยู่ แป้งกวนไส้ และแป้งข้าวโพดจนกลายเป็นซอสข้น ๆ เป็นอันเสร็จ
  • ต่อด้วยการทำ “เนื้อเค้กทุเรียน” โดยการเปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสก่อน
  • ในระหว่างที่อุ่นเตา ให้นำเนยละเลยและน้ำตาลทรายมาตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม ในระหว่างนั้นให้ค่อย ๆ ใส่ไข่แดงลงไปทีละฟอง ตามด้วยเนื้อทุเรียน และนมสด ตีจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี
  • ร่อนแป้ง ผงฟู และเบกกิ้งโซดาลงไป แล้วค่อยตีจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
  • เทเนื้อแป้งเค้กที่ได้ลงใส่ในพิมพ์ แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ประมาณมาณ 40 – 50 นาที
  • ตกแต่งหน้าเค้กด้วยซอสทุเรียนเข้มข้น วิปปิ้งครีม และเนื้อทุเรียนชิ้นใหญ่เต็มคำ นำไปแช่ในตู้เย็นให้เซ็ตตัวประมาณ 1 ชั่วโมง ก็พร้อมทานได้เลย

4.ชีสเค้กทุเรียนสไตล์โฮมเมด

ไหนใครที่ชอบรับประทานชีสเค้กเนื้อนุ่ม ๆ ได้รสชีสเต็มคำกันบ้าง รู้ไหมว่า ทุเรียนก็สามารถนำมาทำขนมชีสเค้กได้เหมือนกัน แถมยังรสชาติอร่อยมากอีกด้วย ใครที่อยากรู้ว่ารสชาติเป็นยังไง สามารถทำตามสูตรชีสเค้กทุเรียนสไตล์โฮมเมดที่เรานำมาฝากได้เลย ส่วนผสมของชีสเค้กทุเรียน
  • แครกเกอร์ 150 กรัม
  • เนยสด 50 กรัม
  • น้ำตาลทราย 15 กรัม
  • ครีมชีส 250 กรัม
  • วิปปิ้งครีม 250 กรัม (ใช้ได้ทั้งแบบ Dairy และ Non-Dairy)
  • เนื้อทุเรียนบด หรือปั่นละเอียด 150 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 50 กรัม
  • เกลือ 1 หยิบมือ
  • เจลาติน 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 50 กรัม
  • เนื้อทุเรียนสำหรับแต่งหน้า
ขั้นตอนการทำชีสเค้กทุเรียนสไตล์โฮมเมด
  • บดแครกเกอร์ให้ละเอียด ใส่เนยละลายและน้ำตาลทราย แล้วผสมให้เข้ากัน จากนั้นให้ตักใส่พิมพ์ กดให้เนื้อแน่น และนำไปแช่ตู้เย็นให้เซ็ตตัว
  • นำครีมชีส วิปปิ้งครีม เนื้อทุเรียน ไอซิ่ง และเกลือ ใส่ชามผสม แล้วตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว
  • นำเจลาตินผสมกับน้ำ นำไปเข้าไมโครเวฟประมาณ 20 – 30 วินาที คนให้ละลายเข้ากันดี แล้วไปนำไปผสมกับครีมชีส และตีให้เข้ากันอีกครั้ง
  • ตักส่วนผสมที่ได้ใส่พิมพ์ ตกแต่งด้วยชิ้นเนื้อทุเรียน แล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้เซ็ตตัวประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จ

5.ทุเรียนทอด

เมนูสุดท้ายที่เราจะนำมาฝากกันในวันนี้ก็คือ “ขนมทุเรียนทอด” หนึ่งในเมนูทานเล่นของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตอนดูหนัง อ่านหนังสือ หรือปาร์ตี้ ก็กินเพลินได้ไม่มีหยุด ใครที่มีปัญหากินทุเรียนไม่ทันจะต้องไม่พลาดเมนูนี้ เพราะสามารถเก็บได้นานหลายสัปดาห์ ที่สำคัญคือขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ส่วนผสมของทุเรียนทอด
  • ทุเรียนแก่เนื้อแข็ง (ทุเรียนแก่จะหมายถึงทุเรียนที่สามารถบ่มให้สุกได้ เนื้อข้างในเป็นสีเหลือง เม็ดสีน้ำตาลเข้ม)
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด
  • เกลือป่น หรือเนยสด สำหรับคลุก
วิธีทำทุเรียนทอดแบบง่าย ๆ สไตล์โฮมเมด
  • ให้นำเนื้อทุเรียนมาฝานบาง ๆ ยิ่งบางมาก ยิ่งทอดให้กรอบง่ายขึ้น
  • ตั้งน้ำมันให้ร้อนจัด นำทุเรียนลงไปทอด ไม่ต้องคน เพราะจะทำให้เนื้อทุเรียนเละได้
  • เมื่อทุเรียนลอยขึ้นมา ให้เบาไฟลง ทอดจนทุเรียนแห้งกรอบ แล้วตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
  • ปรุงรสชาติเพิ่มเติมด้วยเกลือป่น หรือเนยสด คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกินได้เลย ทั้งนี้ถ้าใครมีผงปรุงรสอื่น ๆ เช่น ผงปาปิก้า ผงซาวครีม หรือผงชีส ก็สามารถใส่เพิ่มรสชาติได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนเลย
เป็นยังไงกันบ้างกับ 5 ขนมทุเรียนที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ เห็นไหมว่า ทำตามได้ง่าย ๆ ใช้วัตถุดิบไม่เยอะ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก ใครที่เป็นสาวกทุเรียนอย่าลืมลองไปทำตามกันดู รับรองว่าจะช่วยให้ได้รับประทานทุเรียนหลากรสชาติ หลากสไตล์ มากกว่าหน้าทุเรียนปีก่อน ๆ อย่างแน่นอน

6 อาหารคลายร้อน หวานเย็นชื่นใจทำเองได้ไม่ยุ่งยาก!

6 อาหารคลายร้อน หวานเย็นชื่นใจทำเองได้ไม่ยุ่งยาก!
อากาศร้อน ๆ แบบนี้ อาจทำให้คนรู้สึกไม่สบายตัวและหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ แต่การรับประทานอาหารอร่อย หรือขนมหวาน ๆ หอมเย็นชื่นใจ จะสามารถช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นได้ อีกทั้งยังช่วยลดอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลงอีกด้วย สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอาหารเมนูไหนดี Tesnogas มี 6 อาหารคลายร้อน รสชาติอร่อย หวาน ๆ เย็น ๆ กินแล้วสดชื่น ที่สำคัญยังทำเองได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากมาฝาก!

รวม 6 อาหารคลายร้อน หวานอร่อยเย็นชื่นใจ

ใครที่สายขนม ไม่ว่าจะไทย หรือเทศ จะต้องชื่นชอบกับเมนูอาหารหน้าร้อนที่เรานำมาฝากแน่นอน แต่ไม่ต้องกลัวว่าขนมเหล่านี้จะมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก เพราะสูตรอาหารช่วยคลายร้อนที่เราคัดสรรมา ทำตามได้ง่าย ๆ แถมยังรสชาติอร่อยเหมือนไปกินที่ร้าน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

1.วุ้นผลไม้ไข่มุก

เมนูแรกที่เราจะแนะนำก็คือ “วุ้นผลไม้ไข่มุก” ขนมทานเล่นที่มีหน้าตาที่สวยงาม รสชาติหวานเย็นสดชื่น ช่วยคลายร้อนได้ดีมาก ๆ โดยจะเป็นการเอาวุ้นมาทำเป็นไข่มุกมีไส้ผลไม้ตรงกลาง ราดด้วยน้ำเชื่อมสีสวย ใครที่เป็นสายวุ้นเลิฟเวอร์ต้องไม่พลาดเมนูนี้ ส่วนผสมของวุ้นไข่มุก
  • วุ้นทำขนม หากใช้วุ้นชนิดเส้น ใช้ ½ ถ้วย หากใช้ผงวุ้น ใช้ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย ¼ ถ้วย
  • ผลไม้หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แนะนำให้เลือกผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน สีสันหลากสี เช่น ส้ม กีวี่ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี หรือราสเบอร์รี่ เพื่อความสวยงาม
ส่วนผสมน้ำเชื่อม
  • น้ำเปล่า 1 ½ ถ้วย
  • น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
  • น้ำใบเตยคั้นเล็กน้อย หรือน้ำอัญชันคั้น หรือสีผสมอาหารอื่น ๆ ก็ได้
  • น้ำแข็งป่นสำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำวุ้นผลไม้ไข่มุก
  • ต้มวุ้นกับน้ำเดือดจนละลายหมด หากเป็นวุ้นชนิดเส้นให้แช่น้ำจนนิ่มและบีบให้แห้งก่อนนำมาต้ม
  • เมื่อวุ้นละลายหมดแล้วให้ใส่น้ำตาลทรายลงไป และต้มต่อจนน้ำตาลละลายจนหมด และน้ำเป็นสีใส นำไปพักจนเหลือแค่ระดับอุ่น ๆ
  • ใส่ผลไม้ลงไปในพิมพ์น้ำแข็งทรงลูกแก้ว เทวุ้นใส่ลงไปให้เต็ม แล้วปิดให้สนิท ทิ้งไว้จนเย็นดีแล้ว นำไปแช่เย็นจนวุ้นแข็งตัวดี
  • ในระหว่างที่รอวุ้นผลไม้แข็งตัว ให้ทำน้ำเชื่อม โดยการต้มน้ำเปล่ากับน้ำตาลละลายจนหมด และพักไว้จนเกือบเย็น ในขั้นตอนนี้สามารถเพิ่มสีสันของน้ำเชื่อมด้วยน้ำใบเตยคั้น หรือสีผสมอาหารก็ได้
  • นำวุ้นผลไม้ไข่มุกใส่จาน ราดด้วยน้ำเชื่อมสีสวย และโรยน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่น เป็นอันเสร็จ

2.เต้าฮวยมะพร้าวอ่อน

เอาใจคนที่ชอบกินเนื้อเต้าฮวยนุ่ม ๆ ละมุนลิ้น กินเมื่อไรก็ไม่มีเบื่อกับเมนูเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน ที่มีการนำเนื้อและน้ำมะพร้าวอ่อนหอม ๆ มาช่วยชูรสเต้าฮวยมากยิ่งขึ้น ใครที่อยากกินแล้ว รีบจดสูตร แล้วไปทำตามกันเลย ส่วนผสมเนื้อเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน
  • ผงวุ้น 1 ช้อนช้า
  • น้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิลิตร
  • น้ำเปล่า 420 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 95 กรัม
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 65 กรัม หรือ 1 ลูก
  • ครีมเมอร์ 135 กรัม
ส่วนผสมน้ำราดเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน
  • น้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิลิตร
  • น้ำเปล่า 420 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 95 กรัม
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 65 กรัม หรือ 1 ลูก
  • ครีมเมอร์ 135 กรัม
วิธีทำเต้าฮวยมะพร้าวอ่อน
  • ใส่น้ำเปล่า น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปในหม้อ ตั้งไฟต้มจนเดือด หลังจากนั้นให้เติมผงวุ้นและน้ำตาลทราย คนเรื่อย ๆ จะส่วนผสมเข้ากันดี แล้วตั้งให้เดือดอีกรอบ ปิดเตา และพักไว้
  • เมื่ออุณหภูมิร้อนลงเล็กน้อย ให้ใส่ครีมเมอร์ลงไป แล้วคนให้เข้ากัน
  • ตักเต้าฮวยที่ทำเสร็จแล้วใส่ภาชนะที่ชอบครึ่งหนึ่ง แล้วนำไปแช่ตู้เย็นจนเซ็ตตัวดี
  • ทำน้ำราดเต้าฮวย โดยการนำน้ำมะพร้าว น้ำเปล่า และเนื้อมะพร้าวไปต้มให้เดือด หลังจากนั้นให้เติมน้ำตาลลงไป คนจนละลาย ปิดไฟ และพักไว้
  • ใส่ครีมเมอร์ลงไป คนให้เข้ากัน และพักไว้จนเย็นสนิท
  • นำเต้าฮวยที่เซ็ตตัวแล้วออกมา ราดด้วยน้ำราด แล้วเสิร์ฟได้เลย

3.สละลอยแก้ว

“ลอยแก้ว” เป็นขนมไทยสุดคลาสสิคที่มีมาตั้งแต่บริเวณ ด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำลอยดอกมะลิหอม ๆ รับประทานคู่กับผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ไม่ว่าใครที่ได้ชิมก็ล้วนชื่นชอบ โดยเมนูลอยแก้วที่เราจะมาแนะนำก็คือ “สละลอยแก้ว” ส่วนผสมของสละลอยแก้ว
  • ดอกมะลิ 15 – 20 ดอก
  • น้ำเปล่า 5 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 5 ถ้วย (สามารถปรับระดับความหวานตามชอบได้)
  • เกลือสมุทร 1 ช้อนชา (สำหรับใส่น้ำเชื่อม)
  • สละ 1 กิโลกรัม
  • เกลือสมุทรสำหรับใช้ล้างสละ
  • น้ำแข็งป่นทุบ
ขั้นตอนการทำสละลอยแก้ว
  • นำดอกมะลิทั้งกลีบเลี้ยงไปล้างให้สะอาดอย่างเบามือ ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปใส่ลงในหม้อที่บรรจุน้ำเปล่า ปิดฝาหม้อ ทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง 1 คืน (ไม่ควรเด็ดกลีบเลี้ยงทิ้ง เพราะจะทำให้ยางออกมาในน้ำได้)
  • เมื่อตื่นเช้ามา ให้กรองเอาดอกมะลิด้วยผ้าขาวบางทันที ไม่ควรทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้เหม็นเขียวได้
  • นำน้ำลอยดอกมะลิไปตั้งไฟ ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ คนจนละลายเข้ากันจนหมด พอน้ำเดือดอีกรอบให้เคี่ยวต่อประมาณ​ 5 นาที ปิดไฟ และพักไว้จนเย็นสนิท
  • เตรียมสละ โดยการขูดหนามสละออก แล้วนำตะกร้ามาร่อนเอาเศษหนามออกให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นนำไปล้างน้ำสะอาด แกะเปลือกออกให้หมด และคว้านเมล็ดสละออกให้เรียบร้อย
  • นำสละไปแช่ในน้ำผสมเกลือประมาณ 10 นาที เพื่อลดความฝาด
  • นำน้ำเชื่อมและสละใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แล้วนำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง หรือ 1 คืน เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อสละ
  • ตักสละลอยแก้วใส่แก้ว โรยด้วยน้ำแข็งตามชอบ แล้วเสิร์ฟได้เลย

4.ลอดช่องสิงคโปร์ใบเตย

ลอดช่องสิงคโปร์ใบเตย เป็นเมนูเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่ไม่ว่าใครได้ทานก็ต้องติดใจ ด้วยเนื้อลอดช่องหนุบหนับกับกะทิหวานมัน ใครที่ชอบเมนูนี้ สามารถลองนำสูตรลอดช่องนี้ไปทำตามกันดูได้ รับรองว่ารสชาติอร่อยถูกใจแน่นอน ส่วนผสมลอดช่องสิงคโปร์ใบเตย
  • ส่วนผสมของเนื้อลอดช่อง : แป้งมัน 250 กรัม น้ำใบเตยคั้น 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำเปล่า 300 กรัม
  • ส่วนผสมของน้ำเชื่อม : น้ำตาลทราย 500 กรัม น้ำเปล่า 500 กรัม และ ใบเตย 4 – 5 ใบ
  • ส่วนผสมของน้ำกะทิ : น้ำกะทิ 500 กรัม เกลือ 2 ช้อนชา
  • เครื่องเคียงอื่น ๆ : ขนุน วุ้นมะพร้าว น้ำแข็งป่นทุบ
ขั้นตอนการทำลอดช่องสิงคโปร์
  • เริ่มจากทำตัวลอดช่องก่อน โดยการต้มน้ำเปล่าผสมกับน้ำใบเตยคั้นจนเดือด แล้วเทใส่แป้งทีละนิด ค่อย ๆ นวดให้เข้ากันจนเนื้อแป้งเนียนนุ่มเป็นก้อนสีเขียว
  • หลังจากนั้นนำก้อนแป้งสีเขียวไปหั่นเป็นชิ้น ๆ หรือเส้น ๆ โดยสามารถโรยแป้งมันไม่ให้ติดกันได้ เสร็จแล้วนำไปต้มจนลอดช่องสุก เหนียวนุ่ม ล้างด้วยน้ำเย็น 4 – 5 ครั้งจนคราบแป้งมันหมด แล้วนำไปพักให้สะเด็ดน้ำ
  • ทำน้ำเชื่อม โดยการต้มน้ำเปล่ากับน้ำตาลทราย มัดใบเตยลงไปต้มด้วยเพื่อเพิ่มความหอม เมื่อเข้ากันดีแล้ว ให้เคี่ยวต่อไปสัก 5 – 10 นาที แล้วพักให้เย็น และเมื่อน้ำเชื่อมเย็นแล้ว ให้เทใส่เนื้อลอดช่องที่เราทำไว้
  • ทำน้ำกะทิราด โดยการต้มกะทิกับเกลือด้วยไฟอ่อน ระมัดระวังไม่เห็นแตกมัน เมื่อกะทิร้อนจัดแล้วให้ปิดไฟ
  • เสิร์ฟลอดช่องสิงคโปร์ใบเตยแสนอร่อยโดยการตักเส้นลอดช่องใส่แก้ว เติมน้ำเชื่อมและกะทิเล็กน้อย ใส่เครื่องเคียงที่ชอบ และปิดท้ายด้วยน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็น แค่นี้ก็ดื่มได้เลย

5.ทับทิมกรอบ

อีกหนึ่งขนมหวานทานหายที่เป็นที่ชื่นชอบของทุกเพศทุกวัย ด้วยตัวเนื้อทับทิมกรอบสีแดงสวย กินคู่กับน้ำกะทิหวานมัน หลายคนอาจจะคิดว่าเมนูนี้ทำยาก นั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะทับทิมกรอบเป็นหนึ่งในขนมไทยที่ทำตามได้ง่าย ๆ ถ้าไม่เชื่อก็ไปดูกันเลย ส่วนผสมของทับทิมกรอบ
  • แห้วหั่นเต๋า 500 กรัม
  • แป้งมัน
  • สีผสมอาหารสีแดง หากไม่มีสามารถใช้น้ำแดงผสมกับน้ำเปล่าได้
  • หัวกะทิ หรือน้ำกะทิพาสเจอไรส์ 500 มิลลิลิตร
  • เกลือ 2 ช้อน
  • น้ำตาลทรายตามระดับความหวานที่ชอบ
ขั้นตอนการทำทับทิมกรอบ
  • นำแห้วที่เราหั่นเต๋าไว้ไปแช่ในน้ำที่ผสมสีผสมอาหารไว้ ประมาณ 10 – 15 นาที เพื่อให้แห้วมีสีแดง
  • หลังจากนั้นให้นำล้างสัก 2 – 3 รอบ ให้สีไม่เข้มจนเกินไป แล้วนำไปคลุกแป้งมันให้ทั่ว
  • ตั้งน้ำเดือดจัด ใส่แห้วที่คลุกแป้งมันลงไป โดยจะต้องคนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ติดกัน และเมื่อตัวแห้วลอยขึ้นมาแล้ว ให้ตักไปน็อคในน้ำเย็นจัดทันที
  • ทำน้ำกะทิราด โดยการต้มกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกัน โดยจะต้องระมัดระวังไม่ให้กะทิแตกมัน เมื่อเคี่ยวจนเข้ากันดีแล้ว ให้พักไว้ให้เย็น
  • เสิร์ฟทับทิมกรอบแสนอร่อย โดยการตักเนื้อทับทิมใส่ถ้วย ราดด้วยน้ำกะทิ และน้ำแข็งป่น หากใครชอบกินคู่กับขนุนก็สามารถใส่เพิ่มเข้าไปได้เช่นกัน

6.เฉาก๊วยนมสดคาราเมล

ปิดท้ายด้วยเมนูหวานเย็นชื่นใจที่ไม่ว่าใครก็ต้องชอบกับเฉาก๊วยนมสดคาราเมล นอกจากจะหวานเย็นสดชื่นแล้ว เนื้อเฉาก๊วยยังมีสรรพคุณที่ช่วยในการแก้ตัวร้อน แก้ร้อนในโดยเฉพาะ ใครที่เป็นร้อนในบ่อย ๆ จะต้องไม่พลาดเมนูนี้ ส่วนผสมของเฉาก๊วยนมสดคาราเมล
  • น้ำตาลทรายขาว 500 – 1,000 กรัม สำหรับทำคาราเมล หรือถ้าไม่อยากทำ สามารถซื้อคาราเมลสำเร็จรูปมาใช้แทนได้
  • นมสดยี่ห้อที่ชอบ
  • เฉาก๊วยหั่นเต๋า ยี่ห้อที่ชอบ
  • น้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลทรายแดงสำหรับโรยหน้า
  • น้ำแข็งป่นทุบ
วิธีทำเฉาก๊วยนมสดคาราเมล
  • เริ่มจากทำคาราเมลก่อน โดยการตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำตาลทรายลงไปทีละนิด รอให้บริเวณขอบ ๆ ละลายเป็นคาราเมล แล้วผสมน้ำตาลทรายส่วนทีละเหลือเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นให้เติมน้ำทรายลงไปเรื่อย ๆ จนหมด และจะต้องระมัดระวังไม่ให้ไหม้
  • เตรียมแก้วทรงสูง ใส่เนื้อเฉาก๊วยลงไป ตามด้วยคาราเมลที่เราทำไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำแข็งให้เต็มแก้ว เทนมลงไป
  • ท็อปปิ้งด้วยเนื้อเฉาก๊วย คาราเมล และน้ำตาลอ้อยอีกที เป็นอันเสร็จ
เป็นยังไงกันบ้างกับ 6 อาหารคลายร้อนที่ Tesnogas คัดสรรมาฝากในวันนี้ มีเมนูอาหารหน้าร้อนไหนที่ถูกใจคุณบ้าง หากถูกใจเมนูไหนอย่าลืมลองไปทำตามกันดู ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน หรืออยู่คอนโด จะใช้เตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า ก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก รับรองว่าหวานเย็นสดชื่นอร่อยถูกใจแน่นอน

วิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้น่าทานแบบมืออาชีพ

วิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้น่าทานแบบมืออาชีพ
เส้นสปาเก็ตตี้ (Spaghetti) หนึ่งในชนิดของเส้นพาสตา (Pasta) ที่นิยมนำมาประกอบอาหารมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ผัดสปาเก็ตตี้ขี้เมา ผัดสปาเก็ตตี้ซอสครีมกุ้ง ผัดสปาเก็ตตี้คาร์โบนารา หรือผัดสปาเก็ตตี้หมึกดำ เป็นต้น เส้นสปาเก็ตตี้จะมีลักษณะเป็นเส้นกลมยาว มีทั้งแบบเส้นสด และแบบสำเร็จรูป ซึ่งการจะทำเมนูอาหารจากสปาเก็ตตี้ให้อร่อยนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้เหนียวนุ่ม ไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าเส้นสปาเก็ตตี้ต้มกี่นาทีถึงจะอร่อยที่สุด Tescnogas มีวิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ที่ถูกต้องมาฝาก รับรองว่าจะช่วยให้คุณทำเมนูเส้นสปาเก็ตตี้ได้ง่าย สนุก และอร่อยขึ้นอย่างแน่นอน

วิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ที่ถูกต้อง

การที่จะต้มเส้นสปาเก็ตตี้ รวมถึงต้มเส้นพาสต้าชนิดอื่น ๆ ให้อร่อยและเหนียวนุ่มตามสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ ๆ ได้นั้น จะต้องต้มเส้นให้มีระดับความสุกที่อัลเดนเต้ (Al Dente) เป็นระดับที่ชาวอิตาเลี่ยนรับประทานกัน โดยเส้นลักษณะอัลเดนเต้นั้น จะมีความเหนียวนุ่มด้านนอก เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะยังคงมีความกรึบอยู่ ซึ่งคุณเองก็สามารถทำได้ไม่ยาก แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

ขั้นตอนการต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้ได้อันเดนเต้

การต้มสปาเก็ตตี้ให้มีความสุกที่ระดับอันเดนเต้ มีขั้นตอนดังนี้
  • เลือกใช้หม้อต้มเส้นที่มีขนาดพอดีกับเส้นสปาเก็ตตี้ที่จะต้ม ไม่เล็ก หรือใหญ่จนเกินไป
  • ใส่น้ำลงไปในหม้อ โดยมีอัตราส่วนระหว่าง เส้น 100 กรัมต่อน้ำ 1 – 2 ลิตร
  • เปิดเตาแก๊ส หรือ เตาไฟฟ้า รอให้น้ำเดือดพล่าน หรือร้อนจัด
  • ใส่เกลือประมาณ 1 ½ ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับเส้นสปาเก็ตตี้
  • ใส่เส้นสปาเก็ตตี้ลงไป ใช้ที่คีบกดเส้นส่วนที่อยู่ในน้ำที่เริ่มนุ่มให้ดึงส่วนที่อยู่เหนือน้ำลงไป แล้วคนเป็นระยะ ๆ
  • เมื่อเส้นเริ่มนุ่มขึ้น ให้ลองชิมเป็นระยะ ๆ หากเส้นมีความเหนียวนุ่มด้านนอก และกัดลงไปให้ความรู้สึกกรึบเบา ๆ ไม่แข็งเป็นไตเหมือนเวลาเส้นสปาเก็ตตี้ดิบ ให้กรองใส่กระชอน
  • สามารถนำเส้นสปาเก็ตตี้ที่ได้ไปประกอบอาหารได้ทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานจนเกินไป เพราะความร้อนที่เหลืออยู่อาจทำให้เส้นสุกเกินจนไม่ได้ระดับอันเดนเต้
  • ในกรณีที่ต้องการพักเส้นไว้ 2 – 3 นาที สามารถพรมด้วยน้ำมะกอกบาง ๆ เพื่อไม่ให้เส้นติดกันได้ แต่ไม่ควรล้างด้วยน้ำเย็นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตัวแป้งที่เคลือบอยู่บนเส้นหลุดออก และทำให้ซอสไม่ซึมเข้าเส้น

เส้นสปาเก็ตตี้ต้มกี่นาทีถึงจะดีที่สุด?

เส้นสปาเก็ตตี้ควรต้มกี่นาทีถึงจะอร่อยที่สุดนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบรับประทานเส้นสปาเก็ตตี้ระดับความสุกใด หากชอบรับประทานแบบอันเดนเต้ ระยะเวลาการต้มจะอยู่ที่ประมาณ 7 – 8 นาที แต่ถ้าชอบแบบสุก ๆ นิ่ม ๆ ระยะเวลาการต้มจะอยู่ที่ประมาณ 10 นาที อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจว่าจะได้รับประทานเส้นสปาเก็ตตี้ที่ถูกใจมากที่สุด เราแนะนำให้ระหว่างที่ต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้คอยชิมเป็นระยะ ๆ หากได้ระดับความสุกตามที่ตนเองชอบแล้วค่อยตักออกมาพักไว้ นั่นถึงจะเป็นวิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ที่อร่อยที่สุดต่างหาก

วิธีต้มเส้นพาสต้าประเภทอื่น ๆ

จริง ๆ แล้ว วิธีต้มเส้นพาสต้าประเภทอื่น ๆ มีวิธีการต้มที่คล้ายกับเส้นสปาเก็ตตี้มาก เพียงแต่ว่าจะมีระยะเวลาความสุกที่แตกต่างกัน และเส้นพาสต้าที่มีขนาดสั้น เมื่อใส่ลงไปน้ำร้อนจัดแล้วจะต้องคนทันทีเท่านั่นเอง สำหรับใครที่นึกภาพไม่ออกว่า นอกจากเส้นสปาเก็ตตี้แล้ว ยังมีเส้นพาสต้าประเภทใดอีกบ้าง รวมถึงแต่ละประเภทต้องใช้ระยะเวลาการต้มเท่าไร เราได้รวบรวมข้อมูลมาไว้ที่นี่แล้ว

สปาเก็ตตินี (Spaghettini)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่มีขนาดใหญ่กว่าเส้นแคปเปลลินี แต่มีขนาดเล็กกว่าเส้นสปาเก็ตตี้ ใช้ระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ ประมาณ 4 นาที และใช้ระยะเวลาการต้มแบบสุก ประมาณ 6 นาที

มักกะโรนี (Macaroni)

เป็นพาสต้าเส้นสั้นที่คนไทยรู้จักกันดี มีลักษณะเป็นท่อน ๆ เส้นกลม มีรูกลวงตรงกลาง ใช้ระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ ประมาณ 7 นาที และใช้ระยะเวลาการต้มแบบสุก ประมาณ 9 นาที

ลาซานญ่า ลาซานญ่า (Lasagna)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่ถือได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด โดยจะมีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หากต้องการต้มให้มีระดับความสุกแบบอัลเดนเต้ จะใช้เวลาประมาณ​ 8 นาที แต่ถ้าต้องการต้มให้สุกเลย จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

เพนเน (Penne)

เป็นพาสต้าเส้นสั้นที่มีความกลวงตรงกลาง ลักษณะเหมือนท่อ ตรงปลายตัดเฉียง และผิวด้านนอกมีเนื้อสัมผัสเป็นริ้ว ๆ เล็กน้อย จะใช้ระยะเวลาการต้มแบบอันเดนเต้ ประมาณ 8 นาที และต้มแบบสุก ประมาณ 10 นาที

เฟตตูชิเน (Fettucine)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่มีลักษณะเป็นเส้นยาวแบนคล้ายกับริบบิ้น โดยจะมีความแบนมากว่าเส้นลิงกวีเน สำหรับใครที่ชื่นชอบแบบอันเดนเต้ จะใช้ระยะเวลาการต้มประมาณ 6 นาที ส่วนคนที่ชอบแบบสุกพอดี จะใช้ระยะเวลาการต้มประมาณ 8 นาที

ฟูซิลี่ ​​(Fusilli)

เป็นพาสต้าเส้นสั้น มีลักษณะเป็นท่อน ๆ และเป็นเส้นเกลียว มีความหนามากกว่าเส้นพาสต้าชนิดอื่น ๆ สำหรับระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ จะใช้เวลาประมาณ 6 นาที และการต้มให้สุกพอดี จะใช้เวลาประมาณ 8 นาที

บูคาตินี (Bucatini)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีรูกลวงตรงกลาง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้แทนเส้นมักกะโรนีในกรณีที่หาไม่ได้ โดยการตัดเป็นท่อน ๆ สำหรับการต้มแบบอัลเดนเต้นั้น จะใช้เวลาประมาณ​ 7 นาที ส่วนการต้มแบบสุกพอดี จะใช้เวลาประมาณ 9 นาที

แคปเปลลินี (Cappellini)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่มีลักษณะแบนยาวและเล็กที่สุด จึงทำให้ใช้ระยะเวลาการต้มน้อยกว่าเส้นพาสต้าชนิดอื่น ๆ โดยการต้มแบบอัลเดนเต้ ใช้เวลาต้มประมาณ 2 นาที ส่วนการต้มแบบสุกพอดี ใช้เวลาต้มประมาณ 4 นาที

ลิงกวีเน (Linguine)

เป็นพาสต้าเส้นยาวที่มีลักษณะคล้ายเส้นสปาเก็ตตี้ แต่เส้นจะมีลักษณะแบนเล็กน้อย ไม่กลม โดยจะใช้ระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ ประมาณ​ 7 นาที และใช้ระยะเวลาการต้มเแบบสุก ประมาณ 9 นาที

ฟาร์ฟาลเล (Farfalle)

เป็นพาสต้าเส้นสั้น มีลักษณะเป็นแผ่นแล้วพับตรงกลาง รูปร่างคล้ายโบว์ หรือผีเสื้อ ถือเป็นเส้นพาสต้าที่มีหน้าตาน่ารักมาก ๆ โดยจะใช้ระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ ประมาณ​ 8 นาที และใช้ระยะเวลาการต้มเแบบสุก ประมาณ 10 นาที

น็อคคี (Gnocchi)

เป็นพาสต้าเส้นสั้นที่มีลักษณะเหมือนเปลือกโค้งคล้ายกับเปลือกหอย ด้านนอกจะมีผิวสัมผัสเป็นริ้วใหญ่ ๆ จะใช้ระยะเวลาการต้มแบบอัลเดนเต้ ประมาณ​ 8 นาที และใช้ระยะเวลาการต้มเแบบสุก ประมาณ 10 นาที เหมือนกับเส้นฟาร์ฟาลเล

สรุปวิธีการต้มเส้นสปาเก็ตตี้ให้อร่อยถูกใจทุกคน

จะเห็นได้ว่า การต้มเส้นสปาเก็ตตี้ รวมถึงเส้นพาสต้าอื่น ๆ จะมีวิธีการต้มที่คล้าย ๆ กัน แต่จะแตกต่างกันตรงที่ระยะเวลาการต้มและระดับความสุกที่ต้องการ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ ต้มแบบอัลเดนเต้สไตล์อิตาเลี่ยนแท้ ๆ และต้มแบบสุกพอดี สำหรับใครที่กำลังจะทำเมนูเส้นสปาเก็ตตี้สามารถนำวิธีต้มเส้นสปาเก็ตตี้ที่เราแนะนำไปประยุกต์ใช้ได้ รับรองว่าผลลัพธ์ออกมาถูกใจทุกคนแน่นอน

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310