แจกสูตรคัพเค้กฮอกไกโดเนื้อนุ่ม แสนง่าย

แจกสูตรคัพเค้กฮอกไกโดเนื้อนุ่ม แสนง่าย
ใครอยากทานคัพเค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นอย่างเมนู “คัพเค้กฮอกไกโดนมสด” เบเกอรีแสนอร่อยที่สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เตาอบขนาดใหญ่ เพียงแค่มีเตาอบตั้งโต๊ะจาก Tecnogas เท่านี้ก็สามารถทำเมนูคัพเค้กฮอกไกโดนมสดทานกันได้แล้ว และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่า เมนูแสนอร่อยนี้มีวิธีทำอย่างไรบ้าง ใครที่กำลังหาสูตรอยู่ก็อย่าลืมเซฟหน้านี้เอาไว้ และไปลองทำกันดูได้เลย!

ส่วนผสมที่ต้องเตรียมของเมนูคัพเค้กฮอกไกโด ของหวานที่ใครหลายคนตกหลุมรัก

สำหรับวิธีการทำเมนูคัพเค้กฮอกไกโด ซึ่งเป็นเมนูของหวานที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น มาพร้อมครีมนมสดที่มีความหวานกำลังดี รับรองว่า ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่จะต้องติดใจเมนูนี้อย่างแน่นอน โดยส่วนผสมที่ต้องเตรียมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนผสมที่ต้องเตรียมของเมนูคัพเค้กฮอกไกโด

ส่วนผสมตัวเค้ก ของคัพเค้กฮอกไกโด

  • ไข่แดง 45 กรัม
  • ไข่ขาว 135 กรัม
  • น้ำตาลทราย 155 กรัม
  • น้ำมันรำข้าว 30 กรัม
  • นมสดจืด หรือนมฮอกไกโด 45 กรัม
  • แป้งเค้ก 60 กรัม
  • ครีมออฟทาร์ทาร์ ½ ช้อนชา

ส่วนผสมครีมนมสด ของคัพเค้กฮอกไกโด

  • นมฮอกไกโด 50 มิลลิลิตร
  • ครีม 90 มิลลิลิตร
  • นมข้นหวาน 30 กรัม
  • นมผง 20 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา
  • ครีมส่วนที่สอง 150 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลไอซิง 20 กรัม

ขั้นตอนการทำคัพเค้กฮอกไกโด

สำหรับขั้นตอนการทำคัพเค้กนมสดฮอกไกโดจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือขั้นตอนการทำตัวเค้ก และขั้นตอนการทำครีมนมสด โดยมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการทำคัพเค้กฮอกไกโด

ขั้นตอนการทำตัวเค้ก

เริ่มต้นด้วยการผสมไข่แดงและน้ำตาลให้เข้ากัน ตามด้วยน้ำมันรำข้าว นมฮอกไกโด และแป้งเค้กที่ร่อนเรียบร้อยแล้ว ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ตั้งพักไว้ จากนั้นเตรียมภาชนะอีกใบ ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ และทยอยใส่น้ำตาลลงไป ตีเบา ๆ จนเนื้อเนียนสวยและตั้งยอด เมื่อเรียบร้อยแล้วให้เทใส่ถ้วยพิมพ์นำเข้าอบในเตาอบตั้งโต๊ะ จาก Tecnogas ที่อุณหภูมิ 160 องศา เป็นเวลา 20-25 นาที แล้วนำออกมาตั้งพักไว้ให้เย็นลง

ขั้นตอนการทำครีมนมสด 

ผสมนมฮอกไกโด ครีม นมข้นหวาน นมผง และแป้งข้าวโพดตีเข้าด้วยกัน นำขึ้นตั้งไฟอ่อน และคนส่วนผสมจนเริ่มข้นแล้วพักไว้ให้เย็น จากนั้นนำครีมส่วนที่สองผสมกับน้ำตาลไอซิงมาตีให้ขึ้นฟู แล้วจึงนำมาผสมกับครีมที่พักไว้ เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้นำใส่ถุงบีบ แล้วพักไว้   และเมื่อเตรียมตัวเค้กและครีมนมสดเรียบร้อยแล้ว ก็ให้นำแป้งเค้กที่เริ่มเย็นลงแล้ว มานำเนื้อเค้กตรงกลางออกเพื่อบีบครีมฮอกไกโดเข้าไป เพียงเท่านี้ก็จะได้คัพเค้กฮอกไกโดเนื้อนุ่มหวานละมุนไปทานกันแล้ว

เตาอบตั้งโต๊ะ Tecnogas ตัวช่วยทำขนมที่ทุกบ้านควรมี

หากคุณเป็นคนที่มีชื่นชอบการทำเบเกอรี จนอยากทำเป็นงานอดิเรก แต่ต้องหยุดความคิดนั้นไปเพราะไม่มีพื้นที่สำหรับการตั้งเตาอบขนาดใหญ่ก็อย่าเพิ่งเศร้าไป! เพราะเพียงแค่มีเตาอบตั้งโต๊ะ จาก Tecnogas เตาอบขนาดปานกลางที่สามารถวางในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัดหรือเคาน์เตอร์ในห้องครัวได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์กับการทำเบเกอรีเพื่อให้งานอดิเรกที่เคยเป็นแค่ความฝันของคุณกลายเป็นความจริงได้  เตาอบตั้งโต๊ะ Tecnogas ตัวช่วยทำขนมที่ทุกบ้านควรมี เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับสูตรคัพเค้กฮอกไกโดนมสดที่ Tecnogas ได้รวบรวมมาแบ่งปันกันในวันนี้ บอกเลยว่าละเอียดยิบทุกขั้นตอน แต่ยังสามารถทำตามได้ง่าย ๆ นอกจากนี้เพียงแค่มีเตาอบตั้งโต๊ะ จาก Tecnogas ไม่ว่าจะเมนูเบเกอรี หรือเมนูอาหารคาวก็สามารถทำได้ในเครื่องเดียว ซึ่งนอกจากในวันนี้เราจะรวบรวมสูตรคัพเค้กฮอกไกโดนมสดมาแนะนำแล้ว ยังมีสูตรเค้กช็อกโกแลตให้คุณได้ไปลองทำตามกันอีกด้วย ใครที่มีเตาอบตั้งโต๊ะจาก Tecnogas แต่ไม่รู้จะทำเมนูอะไรทานก็อย่าลืมนำสูตรเบเกอรีเหล่านี้ไปลองทำกัน

อาหารคีโตมีอะไรบ้าง ทำกินง่าย ถูกใจสายดูแลสุขภาพ

อาหารคีโตมีอะไรบ้าง

สำหรับคนที่ต้องการกินคีโตเพื่อลดไขมัน คงจะเคยเจอปัญหาที่ว่า อาหารหรือขนมคีโตนั้นมีราคาสูงพอสมควร  ทำให้การทานคีโตเพื่อการลดน้ำหนักที่ดี กลับไม่ดีต่อสุขภาพเงินในบัญชีเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าหลังจากที่ Tecnogas ได้แจกสูตรเค้กคีโตที่เป็นเมนูของหวานไปแล้ว ก็ได้เวลาของเมนูอาหารคีโตที่เป็นของคาวกันบ้าง ซึ่งจะมีเมนูเมนูอาหารคีโตมีอะไรบ้างที่ถูกใจสายไดเอทบ้าง ไปดูกันเลย

การกินอาหารคีโต คืออะไร?

คีโต มาจากคำว่า คีโตเจนิค ไดเอต (Ketogenic Diet) ซึ่งการกินอาหารคีโตก็คือ การลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล หรือ Low-Carb High-Fat และหันไปเน้นการกินไขมันดี และโปรตีนเป็นหลัก เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่โหมดคีโตสิส (Ketosis) และดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานหลัก ทำให้ร่างกายสามารถขจัดไขมันออกไปได้ ถือเป็นวิธีลดน้ำหนักที่เห็นผลและมีประสิทธิภาพ

อาหารคีโตมีกี่ประเภท

การรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิกนั้นมีหลายรูปแบบ ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับความต้องการและเป้าหมายที่แตกต่างกันของผู้ที่ปฏิบัติตาม แต่ละประเภทมีความยืดหยุ่นในสัดส่วนของมาโครสารอาหารที่บริโภค ดังนี้ 

  • Standard Ketogenic Diet (SKD) เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด เน้นการบริโภคไขมันประมาณ 75% โปรตีน 20% และคาร์โบไฮเดรตเพียง 5% ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับ
  • Cyclical Ketogenic Diet (CKD) รูปแบบนี้จะมีการหมุนเวียนระหว่างการรับประทานอาหารคีโตอย่างเคร่งครัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง (เช่น 5 วัน) สลับกับการเพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้นในบางวัน (เช่น 2 วัน) เพื่อเติมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ
  • Targeted Ketogenic Diet (TKD) ผู้ที่ปฏิบัติตาม TKD สามารถเพิ่มการบริโภคคาร์โบไฮเดรตในปริมาณเล็กน้อยก่อนหรือหลังการออกกำลังกาย เพื่อเสริมพลังงานสำหรับการฝึกหนัก
  • High-Protein Ketogenic Diet คล้ายกับ SKD แต่เพิ่มสัดส่วนของโปรตีนให้มากขึ้น โดยมีสัดส่วนไขมันประมาณ 60% โปรตีน 35% และคาร์โบไฮเดรต 5% เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษามวลกล้ามเนื้อ

อาหารคีโตเหมาะกับใครบ้าง

การรับประทานอาหารคีโตเจนิกเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มบุคคลที่หลากหลาย ซึ่งมีเป้าหมายด้านสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วไปแล้วกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหารประเภทนี้ได้แก่ 

  • คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน การรับประทานคีโตช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันสะสมเป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักและลดไขมันส่วนเกิน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การจำกัดคาร์โบไฮเดรตช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดความจำเป็นในการใช้ยาบางชนิด และช่วยปรับปรุงภาวะดื้ออินซูลิน
  • คนที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อและน้ำหนัก แม้จะเน้นลดไขมันแต่การรับประทานโปรตีนและไขมันดีในปริมาณที่เหมาะสม สามารถสนับสนุนการสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการควบคุมไขมันในร่างกาย

อาหารคีโตมีอะไรบ้าง 

การเลือกสรรวัตถุดิบเป็นหัวใจสำคัญของการรับประทานอาหารคีโตเจนิก การทำความเข้าใจว่าอาหารคีโตมีอะไรบ้างจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนมื้ออาหารได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน โดยเน้นอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนปานกลาง และคาร์โบไฮเดรตต่ำ ดังนี้ 

  • เนื้อสัตว์ เนื้อแดง เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา ไข่ และอาหารทะเลต่าง ๆ เป็นแหล่งโปรตีนและไขมันที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน เช่น หมูสามชั้น หรือส่วนที่มีหนัง
  • ผัก เลือกผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า บรอกโคลี กะหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง และผักที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำอื่นๆ ควรหลีกเลี่ยงผักที่มีแป้งสูง เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด
  • ไขมัน เน้นไขมันดีจากแหล่งธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันอะโวคาโด เนยแท้ ครีม เนยถั่วที่ไม่เติมน้ำตาล และอะโวคาโด
  • ผลไม้ ผลไม้ที่เหมาะสำหรับอาหารคีโตคือผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เช่น สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสเบอร์รี ในปริมาณที่จำกัด ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง
  • เครื่องดื่ม เน้นน้ำเปล่า กาแฟดำ ชาไม่ใส่น้ำตาล และเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต

แนะนำ 5 อาหารคีโตทำง่าย โดนใจสายไดเอท

5 อาหารคีโตทำง่าย

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาเมนูอาหารคีโตมีอะไรบ้างที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน Tecnogas ได้รวบรวม 5 สูตรอาหารคีโตคาวที่ไม่ซับซ้อน แต่ยังคงรสชาติอร่อยและตอบโจทย์วิถีคีโตเจนิกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมนูเหล่านี้ใช้วัตถุดิบที่หาได้ทั่วไปและขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการเริ่มต้นหรือรักษาวิถีคีโตได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมให้คุณได้ลงมือทำทันที

1. สเต๊กแซลมอน

ส่วนผสม

  • เนื้อปลาแซลมอนสำหรับทำสเต๊ก 4 ชิ้น
  • น้ำมันมะกอก Extra Virgin 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ 2 กลีบ
  • น้ำเลมอน 1 ลูก
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกแดงป่น ¼ ช้อนชา
  • เกลือทะเลและพริกไทย
  • พาร์สลีย์สับ สำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

หมักปลาแซลมอนด้วยเกลือและพริกไทยดำ พักไว้สักครู่ เปิดเตาแก๊ส นำกระทะก้นแบนขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างสูง ใส่น้ำมันและเนยลงไป จากนั้นค่อย ๆ วางแซลมอนลงไปทอดประมาณ 5 นาที แล้วกลับด้านเพื่อเติมกระเทียม น้ำเลมอน น้ำผึ้ง และพริกแดงป่นลงไป ในระหว่างทอดให้ตักซอสในกระทะราดเนื้อปลาเรื่อย ๆ ทอดต่อให้สุกหรือประมาณ 5 นาที เมื่อสุกได้ที่แล้วให้โรยด้วยพาร์สลีย์สับ หรือผักอื่น ๆ พร้อมเสิร์ฟ

2. ปลากะพงอบเนย

ส่วนผสม

  • ปลากะพงแล่เนื้อ 1 ชิ้น
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนยเค็ม 50 กรัม
  • กระเทียมสับ 5-6 กลีบ
  • ผักต่าง ๆ เช่น ข้าวโพดอ่อน บรอคโคลี แครอท ถั่วลันเตา เป็นต้น 

วิธีทำ

เริ่มจากการนำผักต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ไปต้มให้สุกแล้วพักใส่จาน ต่อไปตั้งกระทะบนเตาแก๊ส ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย พอกระทะเริ่มร้อนให้นำกระเทียมลงไปผัดเพื่อเพิ่มความหอม และวางเนื้อปลากะพงลงไป ทอดให้สุกทั่วกันทั้ง 2 ปิดไฟนำใส่จาน แล้วทาเนยเค็มให้ทั่วเนื้อปลาเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือหากอยู่อาศัยในคอนโดและมีแต่เตาอบตั้งโต๊ะ ให้นำปลาใส่จานหรือถาดที่ทนความร้อน ราดน้ำมันลงบนปลาเล็กน้อย วางเนยเค็มและกระเทียมไว้บนตัวปลาเพื่อให้เนยซึมเข้าเนื้อ นำเข้าอบจนสุก เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

3. พะแนงหมู

ส่วนผสม

  • พริกแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 250 มิลลิลิตร
  • เนื้อหมู 300 กรัม
  • ใบมะกรูดซอยฝอย
  • เกลือปลายช้อนชา
  • ผงปรุงรส ½ ช้อนชา
  • น้ำตาลอิริทริทอล 2 ช้อนชา
  • ใบโหระพา 4 ยอด
  • ใบมะกรูดซอย และพริกชี้ฟ้าแดงซอยสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

เริ่มจากตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน ใส่หัวกะทิและพริกแกงพะแนงลงไปผัดจนแตกมัน ใส่เนื้อหมู ใบมะกรูด และปรุงรสเพิ่มตามชอบ ผัดจนหมูสุกได้ที่และน้ำข้นกำลังดี ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าแดงซอยและใบมะกรูดซอยเพิ่มความสวยงาม

4. ไข่พะโล้หมูสามชั้น

ส่วนผสม

  • หมูสามชั้นไม่ติดหนัง 300 กรัม
  • ไข่ต้มปอกเปลือก 5 ฟอง
  • น้ำเปล่า 4 ถ้วย
  • น้ำตาลอิริทริทอลป่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 4 ช้อนโต๊ะ
  • โปยกั๊ก 4 ดอก
  • อบเชย 2 ท่อน
  • ข่าหั่นแว่น 4 แว่น
  • น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

นำโปยกั๊ก อบเชย ข่า และตะไคร้ ผัดในน้ำมันจนหอม ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลอิริทริทอล ซีอิ๊วขาว และซีอิ๊วดำ แล้วนำเนื้อหมูมาผัดให้พอสุก จากนั้นเติมน้ำ ต้มจนเดือด และใส่ไข่ลงไป เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

5. หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ

ส่วนผสม

  • หมูสามชั้น 300 กรัม
  • รากผักชีสับละเอียด 5 ราก
  • กระเทียมสับ 5 กลีบ
  • พริกขี้หนูสับหยาบ 10 เม็ด
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชีซอส 1 ต้น

วิธีทำ

นำหมูสามชั้นไปผัดในกระทะโดยไม่ต้องใช้น้ำมันด้วยไฟกลาง ใส่รากผักชี กระเทียมสับ และพริกขี้หนูสับลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยผงปรุงรส และเกลือให้ได้รสชาติที่ต้องการ เมื่อหมูสุกและมีสีเหลืองน่าทานแล้ว ก็สามารถตักใส่จานพร้อมทานได้เลย

ข้อควรระวังในการรับประทานอาหารคีโต

การทานอาหารคีโตเป็นแนวทางการกินอาหารที่ลดสารอาหารบางประเภทลง และมีความไม่หลากหลาย ซึ่งหากเป็นผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัว หรือไม่ใส่ใจให้ดีก็อาจจะเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ เช่น 

  • ไข้คีโต (Keto Flu): จะเป็นเมื่อร่างกายเกิดภาวะคีโตซิส อาจรู้สึกเหมือนเป็นไข้ ไม่สบายตัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปใน 2 สัปดาห์ แต่หากเป็นนานกว่านี้ควรจะรีบไปพบแพทย์
  • การขาดสารอาหาร: เนื่องจากการกินคีโตจะต้องลดปริมาณสารอาหารบางประเภทลง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญไม่เพียงพอ
  • ผิวมัน เป็นสิว: เกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันบางชนิดเป็นประจำ จนทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบและก่อให้เกิดสิวได้
  • อื่น ๆ เช่น อาการสมองล้า, กระหายน้ำบ่อย, ท้องผูก ขาดน้ำ, โยโย่เอฟเฟคเมื่อหยุดกินคีโต เป็นต้น

ทำอาหารคีโตทานเองง่าย ๆ

ทำอาหารคีโตทานเองได้ง่าย ๆ

อาหารคีโตมีขั้นตอนและวิธีประกอบอาหารที่ไม่แตกต่างจากอาหารทั่วไปเลยสักนิด ที่แตกต่างมีเพียงการเลือกส่วนผสมที่ให้ความหวาน โดยเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นสารให้ความหวานอย่าง หญ้าหวาน หล่อฮังก๊วย หรืออิริทริทอลก็เท่านั้น และต่อให้คุณจะเป็นแม่ครัวมือใหม่ แต่ด้วยวิธีทำแสนง่ายที่เรารวบรวมมา และมีเตาอบตั้งโต๊ะที่มีฟังก์ชันหลากหลายอยู่ในบ้าน ก็สามารถทำอาหารคีโตทานได้ด้วยตัวเองแล้ว

แชร์ไอเดีย 3 เมนูเพื่อสุขภาพสุด Healthy

แชร์ไอเดีย 3 เมนูเพื่อสุขภาพสุด Healthy

ใครคุมน้ำหนักอยู่มารวมกันตรงนี้! วันนี้ Tecnogas จะมาแชร์ไอเดีย 3 เมนูเพื่อสุขภาพสุด Healthy เพื่อให้คุณสามารถคุมน้ำหนักควบคู่ไปกับการทานเมนูที่มีความหลากหลายและไม่ซ้ำจำเจได้อย่างสบายใจ เพราะฉะนั้นใครที่เบื่อการทานแต่อกไก่กับสลัดติดกันทุกวันต้องห้ามพลาด 3 เมนูเพื่อสุขภาพที่ Tecnogas จะนำมาแชร์ในวันนี้ จะมีเมนูอะไรบ้าง ไปดูกัน!

เมนูเพื่อสุขภาพ : แซนด์วิชโฮลวีทไข่ลาวา

เมนูเพื่อสุขภาพ แซนด์วิชโฮลวีทไข่ลาวา

เริ่มกันที่เมนูอาหารเช้าที่ทำง่าย แต่ดีต่อสุขภาพอย่างแซนด์วิชโฮลวีทไข่ลาวา ที่ให้พลังงานพอเหมา และมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ยิ่งถ้าทานคู่กับนมจืดก็จะยิ่งเพิ่มประโยชน์ให้มากขึ้น

ส่วนผสมของแซนด์วิชโฮลวีทไข่ลาวา

  • ขนมปังโฮลวีท
  • ไข่ไก่
  • ทูน่ากระป๋อง
  • ผักรวม (แครอท ถั่วลันเตา ข้าวโพด) หรือผักสลัดตามชอบ

วิธีทำแซนด์วิชโฮลวีทไข่ลาวา

  • นำขนมปังโฮลวีท 2 แผ่นประกบกันเพื่อให้ขนมปังหนาขึ้น แล้วใช้พิมพ์วงกลมกดให้เป็นรูตรงกลาง และทำเช่นนี้เพิ่มอีก 1 ชุด 
  • นำกระทะเทฟล่อนวางบนเตาเเก๊ส เปิดไฟอ่อน เมื่อกระทะร้อนให้วางขนมปัง และเทไข่ลงไปบริเวณรูตรงกลาง ปิดฝา รอจนไข่สุกประมาณ 5 นาที และทำเช่นนี้เพิ่มอีก 1 ชุด 
  • ในระหว่างที่รอไข่สุกให้เตรียมทูน่าผสมกับผักรวมไว้
  • เมื่อไข่สุกได้ที่แล้วให้นำออกจากกระทะ วางผักและไส้ทูน่าลงไปตรงกลาง จากนั้นนำขนมปังอีกชุดมาประกบกัน 

เพียงแค่ 4 ขั้นตอนง่าย ๆ กับวัตถุดิบที่มีติดบ้านไว้อยู่แล้ว คุณก็จะได้ทานมื้อเช้าแสนอร่อยที่ให้คุณประโยชน์ครบถ้วน

เมนูเพื่อสุขภาพ : สลัดผักย่างราดน้ำสลัดฟักทอง

เมนูเพื่อสุขภาพ สลัดผักย่างราดน้ำสลัดฟักทอง

เมนูที่จะมาเอาสาย Healthy ที่ไม่ชอบทานผักสด ๆ เพราะเมนูนี้จะนำผักไปย่างจนมีความนิ่ม และได้น้ำสลัดฟักทองที่มีความหวานกลมกล่อม ช่วยให้การทานผักเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ส่วนผสมของสลัดผักย่างราดน้ำสลัดฟักทอง

  • ฟักทองต้มสุกบด ½ ถ้วยตวง
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับละเอียด 1 กลีบ
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
  • ผักตามชอบ เช่น มะเขือเทศ พริกหวาน เห็ดหอม ฟักทองแครอท บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

วิธีทำสลัดผักย่างราดน้ำสลัดฟักทอง

  • นำผักที่ชอบมาคลุกกับน้ำมันมะกอกและพริกไทย สำหรับผักที่มีเนื้อแข็งมาก เช่น แครอท ฟักทอง สามารถนำไปลวกให้พอสุกก่อนนำมาย่างได้
  • นำผักที่มีเนื้อแข็งลงไปย่างในกระทะก่อน และตามด้วยผักที่มีเนื้ออ่อนเพื่อให้สุกในเวลาไล่เลี่ยกัน ย่างจนผักเริ่มนิ่มและมีกลิ่นหอม สามารถใส่เกลือเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติได้ เมื่อได้ที่แล้วให้ตักใส่จานเตรียมเสิร์ฟ
  • นำเนื้อฟักทองต้มสุกบดผสมกับน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว กระเทียมสับละเอียด พริกไทย และซอสปรุงรส คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน หากต้องการให้น้ำสลัดมีเนื้อที่เนียนขึ้น สามารถนำไปปั่นให้ละเอียดได้
  • ราดน้ำสลัดฟักทองลงบนจานผักย่างที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ!

เมนูสลัดผักย่างราดน้ำสลัดฟักทองถือเป็นเมนูที่เหมาะกับการทานในมื้อเย็น เพราะให้พลังงานพอเหมาะ ที่สำคัญคือย่อยง่าย ไม่หนักท้อง

เมนูเพื่อสุขภาพ : ขนมกล้วยคลีน 

เมนูเพื่อสุขภาพ ขนมกล้วยคลีน

ปิดท้ายด้วยเมนูขนมกล้วยคลีน เมนูสำหรับคนชอบทานขนมจุบจิบระหว่างวัน เพราะเมนูนี้จะไม่มีส่วนผสมของแป้งเลยแม้แต่น้อย และยังได้ความหวานจากกล้วย ทำให้ได้รสชาติที่อร่อยลงตัว

ส่วนผสมของขนมกล้วยคลีน

  • กล้วยน้ำว้า 8 ลูก
  • ข้าวโอ๊ต 50 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา ¼ ช้อนชา
  • งาขี้ม่อน 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำขนมกล้วยคลีน

  • เริ่มต้นด้วยการนำกล้วยมาบด และนำข้าวโอ๊ตเข้าเครื่องปั่นเพื่อปั่นให้ละเอียด
  • ใส่ข้าวโอ๊ต กลิ่นวานิลลา และงาขี้ม่อนผสมลงไปในกล้วยบด แล้วผสมให้เข้ากัน
  • เทใส่ถาดเหลี่ยม (หากไม่มี สามารถใช้จานขอบสูงและทนความร้อนแทนได้)
  • นำไปนึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 20 นาที หรือจนสุก ตัดแบ่งเป็นชิ้นพอดีคำ พร้อมเสิร์ฟ

ถือเป็นขนมคลีนที่ทำง่าย แถมอร่อยไม่เฝื่อนลิ้น เพราะได้ความหวานจากกล้วยบดมาช่วยเติมรสชาติ นอกจากนี้ยังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของวานิลลาและข้าวโอ๊ตอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับ 3 เมนูเพื่อสุขภาพ ที่มีทั้งเมนูอาหารเช้า อาหารเย็น และขนมหวานสุด Healthy สำหรับคนที่เบื่อการทานอกไก่กับสลัดผักธรรมดา ก็สามารถนำเมนูที่เราแนะนำไปลองทำตามกันได้เลย ซึ่งนอกจาก 3 เมนูที่ Tecnogas ได้รวบรวมมาในบทความนี้ ยังมีเมนูอื่นที่น่าสนใจอีกมากมาย ใครที่กำลังอยากหาเมนูแปลกใหม่ สามารถเข้าไปหาดูเพิ่มเติมได้เลย! เพราะ Tecnogas เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องครัวที่อยากให้คุณมีความสุขและเพลิดเพลินไปกับการทำอาหาร

แจกสูตรวิธีทำครอฟเฟิลง่าย ๆ

แจกสูตรวิธีทำครอฟเฟิลง่าย ๆ
ถ้าพูดถึงเมนูยอดฮิตมาแรงในตอนนี้ คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก “ครอฟเฟิล” เมนูขนมหวานแสนอร่อยที่มาพร้อมกับท็อปปิ้งให้เลือกหลากหลายทั้งคาวและหวาน ซึ่งถ้าหากถามว่าทำไมครอฟเฟิลถึงได้รับความนิยม ก็คงจะเป็นเพราะครอฟเฟิลมีวิธีทำที่ง่ายมาก ๆ บวกกับถ้าได้ทานตอนออกจากเตาอบใหม่ ๆ ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนยสุด ๆ มาถึงตรงนี้แล้วสายขนมหวานตัวยงก็คงจะอยากรู้แล้วล่ะสิว่า ครอฟเฟิลมีวิธีทำอย่างไร รวมถึงอุปกรณ์และส่วนผสมที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ซึ่งในวันนี้ Tecnogas ก็ได้รวบรวมวิธีทำครอฟเฟิลแบบง่าย ๆ ที่มือใหม่หัดทำขนมก็สามารถทำได้มาแบ่งปันกัน

ครอฟเฟิล วิธีทำเป็นอย่างไร?

ครอฟเฟิล เป็นการผสมผสานระหว่างครัวซองต์และวาฟเฟิล โดยจะเป็นการนำแป้งครัวซองต์ไปอบในเครื่องทำวาฟเฟิล ทำให้แป้งมีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากครัวซองต์และวาฟเฟิลทั่วไป โดยจะมีความกรอบนอกที่ด้านนอก และด้านในจะมีความนุ่ม อร่อย นอกจากนี้ยังได้กลิ่นเนยหอม ๆ จากแป้งครัวซองต์อีกด้วย และเมื่อได้ทำความรู้จักกันไปพอสมควรแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปดูวิธีทำครอฟเฟิลกันต่อเลยดีกว่า!

วิธีทำครอฟเฟิลแบบง่าย ๆ ไม่ว่าใครก็ทำได้

อุปกรณ์และส่วนผสมที่ต้องมี

วิธีทำครอฟเฟิลแบบง่าย ๆ ไม่ว่าใครก็ทำได้
  • เครื่องทำวาฟเฟิล
  • แป้งครัวซองค์สำเร็จรูปชิ้นเล็ก
  • สเปรย์น้ำมัน หรือเนยสด
  • วัตถุดิบสำหรับตกแต่งหน้าครอฟเฟิล

วิธีทำครอฟเฟิล

  • นำอุปกรณ์และส่วนผสมต่าง ๆ ออกมาเตรียมไว้ โดยหากใช้เป็นแป้งครัวซองต์สำเร็จรูปแช่แข็ง ก็ควรจะนำไปละลายน้ำแข็งจนได้เนื้อแป้งที่อ่อนนุ่มก่อน 
  • เมื่อเนื้อแป้งนุ่มได้ที่แล้ว ให้ฉีดสเปรย์น้ำมันหรือทาเนยสดลงไปบนเครื่องทำวาฟเฟิลที่เปิดไว้ในระดับ 2-3 จากนั้นนำแป้งครัวซองต์วางเรียงให้พอดี ปิดฝากดให้แน่น อบประมาณ 10-15 นาที (หรือจนได้ความกรอบที่ต้องการ) เมื่อได้ที่แล้วก็สามารถนำออกจากเตาและใส่ท็อปปิ้งตามต้องการได้เลย

6 ไอเดียตกแต่งหน้าครอฟเฟิล

  • หน้าน้ำตาลคาราเมล

1.หน้าน้ำตาลคาราเมล สำหรับคนที่อยากทานครอฟเฟิลหน้าน้ำตาลคาราเมล ให้นำครอฟเฟิลที่อบเรียบร้อยแล้วมาคลุกกับน้ำตาลทรายแดง จากนั้นนำเข้าไปอบต่อในเครื่องทำวาฟเฟิลประมาณ 3-5 นาที ก็จะได้แป้งครัวซองต์ที่มาความหวานของน้ำตาลทราย จากนั้นให้นำซอสคาราเมลบีบลงบนหน้าครอฟเฟิลได้ตามใจชอบ หรือจะท็อปเพิ่มด้วยวิปครีมก็ได้ความหวานละมุนไปอีกแบบ
  • หน้าสตรอว์เบอร์รีนูเทล่า

2.หน้าสตรอว์เบอร์รีนูเทล่า เอาใจคนรักนูเทล่า ต้องครอฟเฟิลหน้าสตรอว์เบอร์รีนูเทล่า ซึ่งเป็นการผสมผสานของรสชาติเปรี้ยวจากสตรอว์เบอร์รีกับความหวานของนูเทล่าได้อย่างลงตัว เพียงแค่วางสตรอว์เบอร์รีหั่นพอดีคำลงบนครอฟเฟิล และบีบซอสนูเทลล่าลงไปแบบจุก ๆ เพียงเท่านี้ก็อร่อยฟินจนคำสุดท้ายแล้ว
  • หน้าบานอฟ

หน้าบานอฟฟี่ เตรียมวิปครีม กล้วย ซอสคาราเมล และเพิ่มความกรุบด้วยแครกเกอร์บด วิธีแต่งครอฟเฟิลหน้านี้ก็ไม่ยากเลย เพียงแค่บีบวิปครีมลงบนครอฟเฟิล จากนั้นเรียงกล้วยลงบนวิปครีมให้สวยงาม บีบซอสคาราเมลให้ทั่วตามต้องการ และปิดท้ายด้วยการโรยแครกเกอร์บดลงไป 
  • หน้าแมคคาเดเมียคาราเมล

3.หน้าแมคคาเดเมียคาราเมล เตรียมแมคคาเดเมียหั่นครึ่ง และซอสคาราเมล หรือเพิ่มความหวานด้วยวิปครีมได้ตามชอบ โดยเริ่มจากการบีบซอสคาราเมลลงไปบนครอฟเฟิล และโรยแมคคาเดเมียลงไปแบบจุก ๆ จากนั้นบีบซอสคาราเมลเพิ่มลงไปอีกชั้นแบบจัดเต็ม บอกเลยว่าซอสคาราเมลที่หวานกำลังดี ความกรุบและรสชาติมัน ๆ ของแมคคาเดเมีย ตัดกับแป้งครอฟเฟิลกรอบนอกนุ่มใน คือลงตัวมาก ๆ 
  • หน้าบลูเบอร์รีชีสเค้ก

4.หน้าบลูเบอร์รีชีสเค้ก อีกหนึ่งหน้าที่ยกเมนูขนมหวานมาไว้บนครอฟเฟิลแสนอร่อยและต้องถูกใจสายขนมหวานแน่นอน เตรียมครีมชีส (หากไม่มี สามารถใช้วิปครีมแทนได้) ซอสบลูเบอร์รี และแครกเกอร์บดให้พร้อม โดยเริ่มต้นจากการนำครีมชีสราดลงไปบนครอฟเฟิล เทซอสบลูเบอร์รีลงไป และโรยหน้าด้วยแครกเกอร์บด 
  • หน้าวิปครีมผลไม้สด

5.หน้าวิปครีมผลไม้สด มาถึงหน้าที่มีความเฮลท์ตี้กันสักหน่อย ใครที่ไม่ชอบทานหวานมาก ๆ ต้องชอบแน่นอน เพียงแค่เตรียมวิปครีม และผลไม้ที่ชอบ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำให้พร้อม แล้วเริ่มแต่งหน้าครอฟเฟิลกันเลย! โดยเริ่มจากการบีบวิปครีมลงไปบนครอฟเฟิล จากนั้นนำผลไม้ที่เตรียมไว้ใส่ลงไป เท่านี้ก็อร่อยพร้อมทานแล้ว! หรือหากใครชอบทานวิปครีมแบบจุก ๆ ก็สามารถบีบวิปครีมแยกไว้ แล้วนำครอฟเฟิลมาจิ้มทานก็อร่อยไปอีกแบบ มาถึงตรงนี้เชื่อว่าคงจะมีหลายคนที่อยากทานครอฟเฟิลกันขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ ใครที่ยังไม่มีเครื่องครัวสำหรับทำครอฟเฟิลอย่าง เครื่องทำวาฟเฟิล ก็ต้องรีบไปหาซื้อกันแล้ว! และสำหรับวิธีทำครอฟเฟิลที่ Tecnogas นำมาแบ่งปัน บอกแล้วว่าไม่ยากเลย แถมแป้งครัวซองต์สำเร็จรูปก็สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านเบเกอรี่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป สำหรับใครที่อยากแอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็สามารถทำแป้งครัวซองต์ด้วยตัวเองได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากครอฟเฟิลจะมีวิธีทำที่ง่ายแล้ว ยังมีท็อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย แค่เปลี่ยนหน้าครอฟเฟิลไปเรื่อย ๆ ก็ทานได้ไม่มีเบื่อแล้ว!

วิธีทำป๊อปคอร์นง่าย ๆ ด้วยกระทะใบเดียว

วิธีทำป๊อปคอร์นง่าย ๆ ด้วยกระทะใบเดียว
ป๊อปคอร์น เป็นของทานเล่นยอดฮิตเวลาดูหนัง แต่ถ้าเกิดอยากทานขึ้นมาสักทีก็ต้องออกไปซื้อถึงโรงหนังเลย หรือจะทานแบบสำเร็จรูปก็คงไม่อร่อยเหมือนป๊อปคอร์นที่คั่วร้อน ๆ สด ๆ ใหม่ ๆ งั้นลองมาทำกินเองที่บ้านกันดีไหม เพราะวันนี้ Tecnogas ได้มัดรวมสูตรวิธีทำป๊อปคอร์นง่าย ๆ วัตถุดิบไม่มาก อุปกรณ์ไม่เยอะ ใช้เพียงเตาแก๊สกับกระทะใบเดียวก็สามารถทำกินเองได้!  

รวมสูตรวิธีทำป๊อปคอร์นง่าย ๆ

1. สูตรป๊อปคอร์นรสเค็ม

1. สูตรป๊อปคอร์นรสเค็ม

วัตถุดิบป๊อปคอร์นรสเค็ม

  • เมล็ดข้าวโพดแห้งสำหรับคั่ว 50 กรัม
  • เนยเทียม 50 กรัม
  • เกลือป่น ¼ ช้อนชา
  • น้ำมันถั่วเหลือง 50 กรัม

วิธีทำป๊อปคอร์นรสเค็ม

  1. ตั้งกระทะใส่เมล็ดข้าวโพดแห้ง และน้ำมันลงไป โดยไม่ต้องใส่ให้ท่วมเมล็ดข้าวโพด คลุกเคล้าน้ำมันพืชกับเมล็ดข้าวโพดให้เข้ากัน จากนั้นใส่เนยเทียมลงไปเล็กน้อยเพื่อให้มีกลิ่นหอม
  2. เปิดแก๊สใช้ไฟกลาง คนให้เนยละลาย
  3. เมื่อเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตกให้รีบปิดฝา สลับกับเขย่า เพื่อไม่ให้ป๊อปคอร์นไหม้
  4. เมื่อป๊อปคอร์นเริ่มหยุดแตกตัว ให้ยกขึ้นพักไว้ โรยเกลือป่นเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ

2. สูตรป๊อปคอร์นรสหวาน

2. สูตรป๊อปคอร์นรสหวาน

วัตถุดิบป๊อปคอร์นรสหวาน

  • เมล็ดข้าวโพดแห้งสำหรับคั่ว 50 กรัม
  • เนยเทียม 50 กรัม
  • น้ำมันถั่วเหลือง 50 กรัม
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม

วิธีทำป๊อปคอร์นรสหวาน

  1. ตั้งกระทะแล้วเทส่วนผสมทุกอย่างลงในกระทะ
  2. เปิดแก๊สใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน จากนั้นคนไปเรื่อย ๆ จนเนยและน้ำตาลละลาย คลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
  3. เมื่อเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตกให้รีบปิดฝา ระหว่างนี้ให้เขย่ากระทะเพื่อให้ข้าวโพดโดนความร้อนทั่วกันอย่างสม่ำเสมอ
  4. เมื่อป๊อปคอร์นหยุดแตกตัว ให้ยกขึ้นพักไว้เป็นอันเสร็จ

3. สูตรป๊อปคอร์นรสชีส

3. สูตรป๊อปคอร์นรสชีส

วัตถุดิบป๊อปคอร์นรสชีส

  • เมล็ดข้าวโพดแห้งสำหรับคั่ว 50 กรัม
  • น้ำมันถั่วเหลือง 50 กรัม
  • ผงชีสสำเร็จรูปตามชอบ

วิธีทำป๊อปคอร์นรสชีส

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันโดยใช้ไฟกลาง พอกระทะเริ่มร้อน ให้เทเมล็ดข้าวโพดลงในกระทะและคนส่วนผสมให้เข้ากัน 
  2. เมื่อเริ่มมีเสียงเมล็ดข้าวโพดแตกให้ลดเป็นไฟอ่อน และปิดฝา
  3. เขย่ากระทะเป็นพัก ๆ จนเสียงข้าวโพดแตกหยุด ปิดไฟ เทใส่ภาชนะ พักไว้ให้เย็น
  4. ใส่ผงชีสสำเร็จรูปลงในป๊อปคอร์นที่พักไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ชาม พร้อมเสิร์ฟ
 

เคล็ด (ไม่) ลับวิธีทำป๊อปคอร์นให้อร่อย 

เคล็ด (ไม่) ลับวิธีทำป๊อปคอร์นให้อร่อย  
  • เมล็ดป๊อปคอร์นมี 2 ทรง คือ 
    • ทรงมัชรูม จะมีลักษณะกลมเหมือนเห็ดตามชื่อ รูปทรงน่ารับประทานนิยมนำมาทำขนมขบเคี้ยว 
    • ทรงผีเสื้อ จะมีรูปทรงที่คาดเดาไม่ได้ เพราะแตกออกมาในทิศทางที่แตกต่างกัน สามารถพบเห็นทรงผีเสื้อได้ทั่วไปตามหน้าโรงหนัง 
หากทำกินเองสามารถเลือกได้ตามความชอบของแต่ละคนได้เลย
  • การใช้เนยเทียมทำป๊อปคอร์นนอกจากจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังทำให้เมล็ดข้าวโพดไม่ไหม้และมีสีสวย
  • ป๊อปคอร์นเป็นของทานเล่นที่แคลอรีสูงไม่น้อย เพราะปรุงด้วยเนยและน้ำมัน แต่ถ้าทำทานเอง แนะนำให้ควบคุมประมาณเนยและน้ำมัน จะช่วยลดปริมาณแคลอรีได้
วัตถุดิบพร้อม เตาแก๊สพร้อม กระทะพร้อม! อย่าลืมนำสูตรที่เรานำมาฝากไปลองทำกันดู รับรองว่าอร่อยจนไม่ต้องง้อโรงหนัง จะทำทานเองก็ได้ หรือจะทำขายก็ปัง แถมยังสามารถปรุงรสได้ตามใจชอบ รู้แบบนี้แล้วมาทำป๊อปคอร์นทานเองด้วยกระทะกันเลยดีกว่า

แจก 9 สูตรเมนูอาหาร ง่าย ๆ ประหยัดเวลา อร่อยชัวร์!

แจก 9 สูตรเมนูอาหาร ง่าย ๆ ประหยัดเวลา อร่อยชัวร์!
เคยเป็นไหม อยากเข้าครัวทำอาหารทานเอง แต่ก็มีเวลาน้อยซะเหลือเกิน สุดท้ายต้องตัดสินใจซื้อมาทาน แต่หลังจากนี้ไม่ต้องกังวล เพราะเราได้รวบรวม 9  สูตร เมนูอาหาร ง่าย ๆ ประหยัดเวลา ใช้เวลาปรุงไม่นานก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยได้ทั้งทุกมื้อ!  

9 เมนูอาหารง่ายๆ ประหยัดเวลา

1. กะเพราหมูสับเต้าหู้ไข่

1. กะเพราหมูสับเต้าหู้ไข่

วัตถุดิบกะเพราหมูสับเต้าหู้ไข่

  • เต้าหู้ไข่ 1 หลอด
  • แป้งทอดกรอบ  2-3 ช้อนโต๊ะ
  • หมูสับ 150 กรัม
  • พริกแดงจินดา 7 เม็ด 
  • กระเทียมไทยกลีบเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ซอสปรุงรสฝาเขียว ½ ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว ½ ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 + ¼ ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย ⅓ ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกะเพรา 3 กิ่ง

วิธีทำกะเพราหมูสับเต้าหู้ไข่

  1. นำเต้าหู้ไข่มาหั่นเป็นแว่น คลุกแป้งทอดกรอบ แล้วทอดให้มีสีสวยงาม
  2. โขลกพริกแดงจินดา และกระเทียมให้ละเอียด
  3. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันพืชลงไปพอประมาณ ผัดพริกและกระเทียมให้มีกลิ่นหอม
  4. ใส่หมูสับลงไปผัดเข้ากับพริกและกระเทียม โดยผัดให้หมูไม่เกาะกันเป็นก้อน 
  5. พอหมูสุกในระดับนึง ให้ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย ซอสปรุงรสฝาเขียว และซีอิ๊วดำหวาน น้ำตาล เล็กน้อย จากนั้นเร่งไฟผัดให้เข้ากัน 
  6. ปรุงให้ได้รสชาติตามชอบ แล้วใส่ใบกะเพราลงไปผัดให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ

2. ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

2. ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

วัตถุดิบหมักไก่

  • อกไก่หั่นชิ้น 500 กรัม
  • แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย ½ ช้อนชา

วัตถุดิบก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

  • ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ 100 กรัม
  • ไก่หมัก 50 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ต้นหอม 5 กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย 1/2 ช้อนชา
  • ผักกาดหอม 1-2 ใบ

วิธีทำก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่

  1. หมักไก่กับส่วนผสมทั้งหมด คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำไปแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 45 นาที
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ให้นำอกไก่ลงไปผัดให้พอสุก
  3. ใส่เส้นใหญ่ลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและพริกไทย 
  4. หลังจากเส้นใหญ่กรอบทั่วกันให้ใส่ไข่ไก่ตามลงไป ยีให้ไข่กระจายทั่วเส้น
  5. พอไข่สุกให้ตักเสิร์ฟใส่จานคู่กับผักกาดหอม โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย

3. กะเพราเบค่อนและไข่ดาว

3. กะเพราเบค่อนและไข่ดาว

วัตถุดิบกะเพราเบค่อนและไข่ดาว

  • เบคอน 300 กรัม
  • พริกแดงจินดา 7 เม็ด 
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมไทยกลีบเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกะเพรา 3 กิ่ง
  • ไข่ 1 ฟอง

วิธีทำกะเพราเบค่อนและไข่ดาว

  1. ทอดเบคอนในกระทะโดยไม่ต้องใช้น้ำมัน เพราะเบค่อนมีน้ำมันอยู่แล้ว
  2. ใส่พริกและกระเทียมสับลงไปผัดต่อให้หอม
  3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทรายให้รสชาติกลมกล่อม
  4. ใส่ใบกะเพราลงไปผัดให้เข้ากัน ตักเสิร์ฟพร้อมไข่ดาว

4. กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

4. กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

วัตถุดิบกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

  • กะหล่ำปลี 1 หัว
  • กระเทียมไทยบุบ 4 หัว
  • น้ำปลาแท้ 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา 

  1. แกะกะหล่ำปลีออกเป็นใบ ๆ จากนั้นล้างน้ำสะอาดแล้วเตรียมไว้
  2. ตั้งกระทะโดยใช้ไฟแรง ใส่น้ำมันเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมบุบลงไปผัด
  3. ใส่กะหล่ำปลีที่เตรียมไว้ลงไปได้เลย ยังไม่ต้องผัด ให้ทิ้งไว้ 10 วินาที
  4. ค่อย ๆ คลุกเคล้าใบกะหล่ำให้โดนน้ำมันทั่ว ๆ กัน
  5. ผัดกะหล่ำปลีให้มาอยู่ตรงกลางกระทะ จากนั้นเหยาะน้ำปลาที่ขอบกระทะให้รอบ ๆ โดยอย่าให้กะหล่ำปลีโดนน้ำปลา แล้วทิ้งไว้จนน้ำปลาเริ่มส่งกลิ่นหอม
  6. คลุกเคล้ากะหล่ำปลีกับน้ำปลาตามขอบกระทะให้ทั่ว ผัดไปเรื่อย ๆ จนกลิ่นหอมมาก ๆ เป็นอันเสร็จ

5. ข้าวผัดต้มยำ

5. ข้าวผัดต้มยำ

วัตถุดิบข้าวผัดต้มยำ

  • ข้าวสวยแช่เย็นหรือข้าวหุงสุกพักให้เย็น 2 ถ้วย
  • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย  ½  ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  • ข่าหั่นแว่น 6 ชิ้น
  • ตะไคร้ซอย 3 ต้น
  • พริกขี้หนูสวนซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ ½ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำข้าวผัดต้มยำ

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เปิดไฟกลาง ๆ รอจนน้ำมันร้อนแล้วจึงใส่กระเทียมและพริกขี้หนูสวนผัดให้หอม
  2. ใส่เครื่องต้มยำ ได้แก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด และข่าตามลงไป แล้วผัดให้เข้ากันจนมีกลิ่นหอม
  3. ใส่ข้าวสวยลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำพริกเผา น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และน้ำปลา
  4.  คลุกเคล้าทุกอย่างให้เข้ากัน ชิมรสตามใจชอบ จากนั้นปิดเตา เป็นอันเสร็จ

6. กุ้งทอดกระเทียม

6. กุ้งทอดกระเทียม

วัตถุดิบกุ้งทอดกระเทียม

  • กุ้งขาว 12 ตัว
  • กระเทียมไทยสับ 1 ถ้วย
  • แป้งทอดกรอบ 1 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา

วิธีทำกุ้งทอดกระเทียม

  1. นำกระเทียมสับคลุกกับพริกไทยและแป้งทอดกรอบโดยไม่ต้องผสมน้ำ 
  2. ทำความสะอาดกุ้งโดยแกะเปลือกผ่าหลังเอาไส้ออก
  3. นำกุ้งมาคลุกกับซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย พริกไทยให้เข้ากัน แล้วนำกุ้งมาคลุกกับแป้งทอดกรอบเล็กน้อย
  4. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันเดือดให้นำกระเทียมลงไปทอดให้กรอบ ตักขึ้นพักไว้
  5. นำกุ้งลงไปทอดจนสุกแล้วนำขึ้นพักสะเด็ดน้ำมัน
  6. นำกุ้งมาจัดจาน โรยด้วยกระเทียมที่ทอดไว้แล้ว พร้อมเสิร์ฟ

7. คะน้าหมูกรอบ

7. คะน้าหมูกรอบ

วัตถุดิบคะน้าหมูกรอบ

  • หมูกรอบ 90 กรัม
  • พริกแดงจินดา 30 กรัม
  • กระเทียม 15 กรัม
  • คะน้า 300 กรัม
  • น้ำสะอาด 60 มิลลิลิตร
  • ผงปรุงรส 3 กรัม
  • ซอสหอยนางรม 5 กรัม
  • น้ำตาลทราย 5 กรัม

วิธีทำคะน้าหมูกรอบ

  1. เตรียมคะน้า โดยล้างทำความสะอาด ตัดก้านและใบส่วนที่แข็งออกเพื่อให้ทานง่าย หั่นส่วนใบและก้านออกเป็นชิ้นพอดีคำ
  2. โขลกกระเทียมและพริกแดงจินดา
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน แล้วใส่กระเทียมและพริกที่โขลกไว้ลงไปผัด
  4. ใส่หมูกรอบและคะน้า เติมน้ำสะอาด ผัดให้พอเข้ากัน
  5. ปรุงรสด้วยผงปรุงรส ซอสหอยนางรม และน้ำตาลทราย ผัดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี แล้วตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟได้เลย

8. ข้าวไข่ข้น

8. ข้าวไข่ข้น

วัตถุดิบข้าวไข่ข้น

  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซีอิ๊วขาว ½  ช้อนชา
  • นมสดพร่องมันเนย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวสวย

วิธีทำข้าวไข่ข้น

  1. ตอกไข่ใส่ชาม ตามด้วยนมสดพร่องมันเนย และปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  2. ใส่น้ำมันลงบนกระทะ ตั้งไฟให้กลาง จากนั้นเทไข่ที่เตรียมไว้ลงไป
  3. ใช้ตะหลิวค่อย ๆ ตะล่อมไข่เข้าไปตรงกลาง เพื่อให้เนื้อไข่ที่ยังไม่สุกไหลออกมา โดยไม่ต้องพลิกกลับด้าน
  4. ระวังอย่าให้ไข่สุกมากจนเกินไป เพราะจะกลายเป็นไข่เจียวแทน
  5. เมื่อได้ความสุกที่พอดีให้ปิดเตา นำไข่ข้นเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

9. ปีกไก่อบ

9. ปีกไก่อบ

วัตถุดิบปีกไก่อบ

  • ปีกไก่ 4 ชิ้น
  • งาขาว 2 ช้อนชา
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา      
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

วิธีทำปีกไก่อบ

  1. หมักไก่ด้วยส่วนผสมทั้งหมด คลุกเคล้าให้เข้ากัน และหมักทิ้งไว้ 15 นาที
  2. นำปีกไก่วางบนถาด แล้วนำเข้าเตาอบ
  3. อบด้วยเตาอบที่อุณหภูมิ 200 °C เป็นเวลา 15 นาทีจนไก่สุกและมีสีสันน่าทานพร้อมจัดเสิร์ฟ
  ปัญหาไม่มีเวลาทำอาหารจะหมดไปด้วย 9 เมนูอาหารง่าย ๆ ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ทั้งน่ากินและทำไม่ยากอย่างที่คิด จะเป็นมือใหม่หรือมือโปรก็สามารถทำตามได้ ให้คุณสามารถรังสรรค์เมนูอร่อยได้ทุกมื้อ

แจก 4 สูตรเมนูอาหารอินเดียรสเด็ด

แจก 4 สูตรเมนูอาหารอินเดียรสเด็ด
อาหารอินเดียเป็นเมนูโปรดของใครบ้าง ? วันนี้เราขอเอาใจคนรักอาหารอินเดีย กับ 4 สูตรเมนูอาหารอินเดียรสเด็ด ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน มือใหม่ก็ทำได้ อร่อยไม่แพ้ต้นตำรับ!

รวม 4 สูตรเมนูอาหารอินเดียรสเด็ด

1. แป้งนาน

1. แป้งนาน

วัตถุดิบแป้งนาน

  • แป้งขนมปัง 2 ถ้วย
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ยีสต์สำเร็จรูป 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า ½ ถ้วย
  • เนยละลาย หรือ กี (Ghee) ½ ถ้วย
  • เกลือ ¼ ช้อนชา

วิธีทำแป้งนาน 

  1. ผสมแป้งขนมปัง น้ำตาลทราย  ยีสต์ น้ำเปล่า เนยละลาย และเกลือเข้าด้วยกัน นวดพอเข้ากันดีจนแป้งไม่ติดมือ
  2. คลุมด้วยพลาสติกแรป ไม่ให้อากาศเข้า แล้วนำไปวางพักประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนแป้งพองตัวเป็น 2 เท่า
  3. นำแป้งมาตบไล่อากาศ นวดจนกลิ่นยีสต์ออกหมด แบ่งออกเป็น 6 ชิ้น ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วนำไปคลึงบนโต๊ะด้วยไม้นวดแป้งที่โรยแป้งให้แผ่ออกเป็นแผ่น
  4. นำไปย่างบนกระทะใช้ความร้อนปานกลาง เมื่อแป้งพองตัวเหมือนมีฟองอากาศในตัวแป้งรอประมาณ 1-2 นาทีค่อยกลับแป้งทอดต่อไปอีก 1-2 นาทีเอาขึ้น พร้อมเสิร์ฟ
 

2. แกงกุรุหม่า

2. แกงกุรุหม่า

วัตถุดิบแกงกุรุหม่า

  • เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม
  • นมสดรสจืด 2 ถ้วยตวง
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง
  • มันฝรั่งหั่นเต๋าใหญ่ 2-3 หัว
  • เนย 5 ช้อนโต๊ะ
  • ผงเครื่องแกงกุรุหม่า 3 ช้อนโต๊ะ
  • หอมหัวใหญ่หั่นเต๋าใหญ่ 3 หัว
  • หอมแดงซอย ¼ ถ้วยตวง
  • กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ใบกระวาน 4-5 ใบ
  • ขิงแก่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ½ ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • หอมแดงเจียว 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำแกงกุรุหม่า

  1. หมักเนื้อไก่กับโยเกิร์ต ผงเครื่องเทศกุรุหม่า 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือ ½  ช้อนชา นำไปแช่เย็นทิ้งไว้ค้างคืน
  2. ใส่เนยกีลงในหม้อ นำไปตั้งไฟกลาง ใส่หอมแดงซอย กระเทียม และขิงลงผัดให้หอม 
  3. นำไก่ลงไปผัด ตามด้วยผงกุรุหม่าที่เหลือ หอมใหญ่ มันฝรั่ง และใบกระวานลงผัดให้เข้ากัน
  4. เติมนมสดลงไป เคี่ยวจนไก่นุ่มสุก ปรุงรสด้วยเกลือ และน้ำตาล เพื่อให้รสกลมกล่อม
  5. ตักแกงใส่ชาม โรยหอมเจียว เสิร์ฟพร้อมโรตีหรือข้าวสวย

3. ดาล

3. ดาล

วัตถุดิบดาล

  • ถั่วลูกไก่ 220 กรัม
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • หอมหัวใหญ่สับ 2 หัว
  • มะเขือเทศ 1 ลูก 
  • ซอสมะเขือเทศ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชี 1 ต้น
  • ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
  • เมล็ดยี่หร่า 1 ช้อนชา
  • ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
  • ผงมาซาล่า 1 ช้อนชา
  • กะทิ 500 ml.
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร

วิธีทำดาล

  1. นำถั่วลูกไก่ไปแช่น้ำ 1 คืน 
  2. ผัดหอมใหญ่ กระเทียม ขิง มะเขือเทศหั่นชิ้น จนสุกหอม
  3. ใส่เมล็ดยี่หร่า ผงปาปริก้า ผงมาซาล่า ผงขมิ้น และถั่วลูกไก่ ผัดให้เข้ากัน
  4. เติมกะทิ น้ำเปล่า ซอสมะเขือเทศ 
  5. ลดไฟลงเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อน ๆ จนถั่วสุกอ่อนนิ่ม และมีน้ำขลุกขลิก
  6. ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลปี๊บตามชอบ
 

4. ไก่ย่างทันดูรี

4. ไก่ย่างทันดูรี

วัตถุดิบไก่ย่างทันดูรี

  • สันในไก่หรือเนื้อไก่ส่วนที่ชอบ 4 ชิ้น
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมัสตาร์ด 1/3 ช้อนโต๊ะ
  • เม็ดมัสตาร์ด 1 ช้อนชา
  • เกลือ
  • การัมมาซาล่า 1 ช้อนชา
  • ลูกผักชีป่น 1 ช้อนชา
  • ยี่หร่าป่น 1/3 ช้อนชา
  • พริกป่นแคชมิริ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขิงป่น 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • สีผสมอาหารสีแดง
  • อบเชยป่น 2 ช้อนชา
  • กานพลูป่น 2 ช้อนชา

วิธีทำไก่ย่างทันดูรี

  1. ล้างเนื้อไก่ให้สะอาด ซับให้แห้งใช้ส้อมจิ้มไก่จนทั่วทั้ง 2 ด้าน
  2. ผสมส่วนผสมหมักไก่ทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วนำเนื้อไก่ลงหมัก ใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้อย่างน้อย 15 นาที หรือหากมีเวลา แนะนำให้แช่ตู้เย็นช่องธรรมดาประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้เนื้อไก่นุ่มและเครื่องหมักซึมเข้าเนื้อไก่
  3. นำกระทะขึ้นตั้งไฟกลาง จี่ไก่ด้านละประมาณ 2-3 นาทีจนเนื้อไก่สุกหอมเครื่องเทศ 
  4 สูตรเมนูอาหารอินเดียที่เรานำมาฝากวันนี้ มีเมนูโปรดของใครกันบ้าง ใครชื่นชอบเมนูไหนอย่าลืมนำสูตรไปลองทำดู แล้วจะพบว่าอาหารอินเดียไม่ได้ยากอย่างที่คิด สูตรพร้อม วัตถุดิบพร้อม แต่ถ้ายังขาดเครื่องใช้ไฟฟ้าดี ๆ Tecnogas มีบริการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพชั้นนำมากมายที่จะมาช่วยทำให้การเข้าครัวง่ายกว่าที่เคย

ทำป๊อปคอร์นสูตรโรงหนังง่ายๆ ด้วยเตาไฟฟ้า

ทำป๊อปคอร์นสูตรโรงหนังง่ายๆ ด้วยเตาไฟฟ้า
ป๊อปคอร์นเป็นของทานเล่นที่ใคร ๆ ก็นึกถึงเวลาไปดูหนังที่โรงหนัง แถมป๊อปคอร์นที่ขายที่โรงหนังยังมีเนื้อที่นุ่มฟูมากกว่าป๊อปคอร์นในร้านทั่วไป กินทีไรก็ติดใจจนอยากทำเองเวลาดูหนังที่บ้าน วันนี้ Technogas มีสูตรทำป๊อปคอร์นโรงหนังที่ง่ายแสนง่าย เพียงแค่มีเตาไฟฟ้า แถมไม่ต้องง้อเครื่องคั่วป๊อปคอร์นแบบโรงหนัง จะทำอย่างไรนั้น ตามไปดูกันเลยในบทความนี้

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมทำป๊อปคอร์น

สูตรป๊อปคอร์นที่เราจะมาแนะนำวันนี้ ใช้อุปกรณ์เพียง 3 อย่าง คือ เตาไฟฟ้า กระทะ และหม้อเท่านั้น ขอบอกว่าง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

สูตรทำป๊อปคอร์น อร่อยเหมือนซื้อที่โรงหนัง 

ป๊อปคอร์นโรงหนังมีหลายรสชาติให้เลือก วันนี้เราได้รวบรวมวิธีการทำป๊อปคอร์น 3 รสชาติยอดฮิต ที่ทำได้ง่าย ๆ  โดยคุณสามารถนำไปประยุกต์ หรือปรับแต่งให้รสชาติถูกปาก อร่อยได้มากขึ้น ป๊อปคอร์นรสชีส

1. ป๊อปคอร์นรสชีส

ส่วนผสม : เมล็ดข้าวโพด ½ ถ้วยตวง เนยเค็ม ½ ถ้วยตวง ผงชีส 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือตามใจชอบ วิธีทำ
  1. เปิดเตาไฟฟ้า ตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่เนยเค็มลงไปละลายให้ทั่วทั้งกระทะ
  2. ใส่เมล็ดข้าวโพด ผงชีส ลงไปในกระทะ และคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
  3. คนไปเรื่อย ๆ จนเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตกเป็นป๊อปคอร์น ให้ปิดฝา และเขย่า ๆ ให้ป๊อปคอร์นโดนความร้อนอย่างทั่วถึง
  4. รอประมาณ 3 นาที หรือจนไม่มีเสียงข้าวโพดแตกตัว ให้ปิดเตา ชิมรสตามใจชอบ ในขั้นตอนนี้สามารถโรยผงชีสเพิ่มเพื่อความเข้มข้น พร้อมรับประทานได้
ป๊อปคอร์นรสคาราเมล

2. ป๊อปคอร์นรสคาราเมล

ส่วนผสม : เมล็ดข้าวโพด ½ ถ้วยตวง น้ำมันพืช ½ ถ้วยตวง  ส่วนผสมซอสคาราเมล : เนยเค็มประมาณ 70 กรัม วิปปิ้งครีม 50 กรัม น้ำตาล 200 กรัม เกลือ ¼ ช้อนชา Baking soda ½ ช้อนชา กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา (ถ้ามี) คอร์นไซรัป 50 กรัม (ถ้ามี สามารถใช้น้ำผึ้งแทนได้) วิธีทำ
  1. ตั้งหม้อ เปิดเตาไฟฟ้า และเติมน้ำมัน รอให้น้ำมันร้อน จากนั้นเติมเมล็ดข้าวโพดลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว
  2. รอจะเมล็ดข้าวโพดแตกเป็นป๊อปคอร์น ให้นำขึ้นพักไว้
  3. ตั้งหม้อ ใส่น้ำ และน้ำตาล คนจนละลายเข้ากันดี จากนั้นใส่คอร์นไซรัปลงไปคนให้เข้ากัน
  4. เติมวิปปิ้งครีม คนให้เข้ากัน ตามด้วยกลิ่นวานิลลา Baking soda และเนยเค็ม 
  5. คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนเริ่มเป็นสีน้ำตาล พอเริ่มเป็นสีน้ำตาลทั่วทั้งหม้อ แล้วจึงปิดไฟ
  6. นำซอสคาราเมลที่ได้ไปคลุกเคล้ากับป๊อปคอร์นที่พักทิ้งไว้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมรับประทาน หรือใครจะนำไปอบต่อ โดยใช้เตาอบ อุณหภูมิ 150 องศา 60 นาที 
ป๊อปคอร์นรสบาบีคิว

3. ป๊อปคอร์นรสบาบีคิว

ส่วนผสม : เมล็ดข้าวโพด ½ ถ้วยตวง เนยเค็ม ½ ถ้วยตวง ผงบาร์บีคิว 2-3 ช้อนโต๊ะ หรือตามใจชอบ วิธีทำ
  1. เปิดเตาไฟฟ้า ตั้งไฟปานกลาง แล้วใส่เนยเค็มลงไปละลายให้ทั่วทั้งกระทะ
  2. ใส่เมล็ดข้าวโพด ผงบาร์บีคิว ลงไปในหม้อ และคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
  3. คนไปเรื่อย ๆ จนเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตกเป็นป๊อปคอร์น ให้ปิดฝา และเขย่า ๆ ให้ป๊อปคอร์นโดนความร้อนอย่างทั่วถึง 
  4. รอประมาณ 3 นาที หรือจนไม่มีเสียงข้าวโพดแตกตัว ให้ปิดเตา ชิมรสตามใจชอบ สามารถโรยผงบาร์บีคิวเพิ่มเพื่อความเข้มข้น พร้อมรับประทานได้
ป๊อปคอร์นเป็นเมนูทานเล่น ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ สะดวก และประหยัดเวลา แม้แคลอรีจะพุ่งปรี๊ดจนน่าเป็นห่วง แต่การทำทานเองสามารถควบคุมปริมาณเนยหรือน้ำมันได้ เพียงแค่มีเตาไฟฟ้า ก็สามารถเปิดโรงหนังที่บ้านได้ทุกเวลา ให้คุณสามารถดูหนังยาว ๆ พร้อมป๊อปคอร์นแสนอร่อย หนังยังไม่จบ ก็ทำเพิ่มได้เรื่อย ๆ โต้รุ่งกันไปเลย!

แจก 4 สูตรขนมอบด้วยเตาอบเล็ก

สูตรขนมอบด้วยเตาอบเล็ก
ซื้อเตาอบขนาดเล็กมา แต่ถ้าจะให้ตั้งไว้ประดับครัวเฉย ๆ ก็คงจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินเกินไป มาลองทำขนมอบแสนอร่อยที่ทำง่าย แถมกินได้ทุกเทศกาลกันดีกว่า! ซึ่งในวันนี้ Tecnogas ได้รวบรวมเอาสูตรขนมอบด้วยเตาอบขนาดเล็กมาแจกให้คุณได้ไปลองทำกันดู รับรองว่าขนมแต่ละอย่างที่เรารวบรวมมา มีวิธีทำที่ง่ายมาก ๆ จะทำขายหรือทำแจกก็อร่อยจนหยุดกินไม่ได้แน่นอน! อยากรู้กันแล้วล่ะสิว่าจะมีสูตรขนมอบอะไรบ้าง ไปดูกัน!

แจก 4 สูตรขนมอบด้วยเตาอบเล็ก ทำง่ายแต่อร่อยชัวร์!

เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

1. เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

เอาใจคนรักช็อกโกแลตแต่กลัวอ้วนกันด้วยสูตรขนมอบยอดฮิตเมนูนี้! เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง เมนูที่สามารถทำทานได้ง่าย ๆ แถมทานได้เพลิน ๆ ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกด้วย!

ส่วนผสมสำหรับทำเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

  • เนย สำหรับทาพิมพ์
  • น้ำตาลทราย สำหรับเคลือบพิมพ์
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 140 กรัม
  • เนยจืด 50 กรัม
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • พิมพ์เค้กทรงกลมขนาด 8 นิ้ว
  • กระดาษรองอบ
  • อ่างผสมทนความร้อน
  • หม้อต้มน้ำ
  • ชามผสม 2 ใบ
  • เครื่องผสมอาหาร (หากไม่มีสามารถใช้ตะกร้อมือแทนได้)

วิธีทำเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

  1. ทาเนยบริเวณพิมพ์เค้กและโรยน้ำตาลทรายบาง ๆ ให้ทั่วพิมพ์เค้ก เคาะน้ำตาลส่วนเกินออก แล้วนำกระดาษรองอบมารองที่ก้นของพิมพ์เค้ก
  2. นำช็อกโกแลต เนย และน้ำมันพืชใส่ในอ่างผสม และนำไปวางบนหม้อที่มีน้ำร้อนเพื่อละลายช็อกโกแลต เนย และน้ำมันพืช จากนั้นคนให้เข้ากัน
  3. ตอกไข่ไก่ 2 ฟอง โดยแยกถ้วยไข่แดงและถ้วยไข่ขาว จากนั้นตอกไข่ไก่ที่เหลือ 1 ฟองลงไปในถ้วยที่มีไข่แดง ร่อนผงโกโก้ลงไป และผสมให้เข้ากัน
  4. นำช็อกโกแลตที่ละลายกับเนยมาผสมลงในถ้วยที่มีไข่แดง และตีให้เข้ากัน
  5. ใช้เครื่องผสมอาหารตีผสมไข่ขาวที่แยกไว้จนขึ้นฟู โดยในระหว่างนั้นให้แบ่งเติมน้ำตาล 3 รอบ ตีจนไข่ขาวตั้งยอดอ่อน
  6. แบ่งตักไข่ขาวลงไปผสมกับช็อกโกแลตและผสมให้เข้ากันอย่างเบามือ
  7. เทส่วนผสมลงไปพิมพ์เค้กที่เตรียมไว้ นำไปอบที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียส ประมาณ 35 นาทีหรือจนเค้กสุก พักให้เย็นแล้วนำออกจากพิมพ์ หั่นเป็นชิ้นตามต้องการ

ขนมหม้อแกงไข่

2. ขนมหม้อแกงไข่

เมนูที่ 2 ขอเป็นเมนูเอาใจคนรักขนมไทยกันสักหน่อย กับเมนูหม้อแกงไข่ ที่สามารถทำได้ไม่ยาก แถมจะใส่เครื่องเยอะแค่ไหนก็จัดเต็มได้ตามต้องการ

ส่วนผสมสำหรับทำขนมหม้อแกงไข่

  • หอมแดงซอย 12 หัว
  • น้ำมันพืช
  • ไข่เป็ด 8 ฟอง
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • กะทิ 500 กรัม
  • แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วยตวง
  • ใบเตย 6 ใบ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • กระทะ
  • ชามผสม
  • ผ้าขาวบาง
  • พิมพ์ทรงเหลี่ยม (หรือตามต้องการ)

วิธีทำขนมหม้อแกงไข่

  1. นำหอมแดงมาเจียวในกระทะให้พอเป็นสีเหลืองน่าทาน เมื่อได้ที่แล้วให้ตักหอมแดง และน้ำมันแยกใส่ถ้วยไว้
  2. ตอกไข่ใส่ชาม ใส่เกลือป่น และตีให้ขึ้นฟู จากนั้นผสมกะทิ แป้ง น้ำตาลโตนด และใบเตย ขยำให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย และนำส่วนผสมที่ได้ไปกรองกับผ้าขาวบาง
  3. ใช้น้ำมันที่เหลือจากการเจียวหอมมาทาให้ทั่วพิมพ์ เทส่วนผสมที่กรองแล้วใส่ถาด
  4. นำขนมเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือจนกว่าจะสุก
  5. ทาหน้าขนมด้วยน้ำมันที่ใช้เจียวหอม จากนั้นโรยหอมเจียวตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

บลูเบอร์รี่มัฟฟิน

3. บลูเบอร์รี่มัฟฟิน

มาต่อกันที่เมนูบลูเบอร์รี่มัฟฟิน เมนูแสนอร่อยที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แถมได้รสหวานอมเปรี้ยวของบลูเบอร์รี่ทุกคำที่ทานรับรองว่าถ้าได้ทานแล้วจะหยุดทานไม่ได้!

ส่วนผสมสำหรับทำบลูเบอร์รี่มัฟฟิน

  • แป้งอเนกประสงค์ 145 กรัม
  • น้ำตาลทราย 75 กรัม
  • ผงฟู 5 กรัม
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • ไข่ไก่ (เบอร์ 1) 1 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  • เนยจืดละลาย 25 กรัม
  • นมสด 110 กรัม
  • บลูเบอร์รี่ 80 กรัม

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • ชามผสม
  • ไม้พายผสมแป้ง
  • พิมพ์มัฟฟิน
  • กระดาษรอง

วิธีทำบลูเบอร์รี่มัฟฟิน

  1. นำแป้งอเนกประสงค์ น้ำตาลทราย ผงฟู และเกลือใส่ลงในชามผสม จากนั้นคนให้เข้ากันและพักไว้
  2. นำไข่ไก่ กลิ่นวานิลลา นมจืด และเนยละลายมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นเทใส่ลงในชามผสมแป้ง ตีให้พอเข้ากัน จากนั้นใส่บลูเบอร์รี่ลงไปและคนให้พอเข้ากันอีกครั้ง
  3. ตักแป้งมัฟฟินลงในพิมพ์มัฟฟินที่รองด้วยกระดาษรอง จากนั้นนำไปอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ประมาณ 20-25 นาที นำออกมาพักไว้ให้เย็นแล้วจัดเสิร์ฟ

เมอแรงค์กาแฟ

4. เมอแรงค์กาแฟ

ใครที่หาขนมทานคู่กับกาแฟอยู่ต้องเมนูนี้เลย เมอแรงค์กาแฟ ที่มีวิธีทำแสนง่าย แถมวัตถุดิบที่ต้องเตรียมก็สามารถหาได้ในครัวอยู่แล้ว ซื้อเพิ่มแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง

ส่วนผสมสำหรับทำเมอแรงค์กาแฟ

  • ผงกาแฟสำเร็จรูป 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำอุ่น 30 มิลลิลิตร
  • ไข่ขาว (เบอร์ 2) 3 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 20 กรัม

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

  • ตะกร้ามืออัตโนมัติ
  • อ่างผสม
  • ถุงบีบ
  • ถาดอบขนม

วิธีทำเมอแรงค์กาแฟ

  1. วอร์มเตาอบไว้ให้มีความร้อนทั่วก่อนเริ่มเตรียมส่วนผสม
  2. ละลายผงกาแฟในน้ำอุ่น และพักไว้ให้เย็น
  3. ตีไข่ขาวในชามผสมให้ขึ้นฟู แบ่งใส่น้ำตาลทราย 3 รอบ ตีด้วยตะกร้อมืออัตโนมัติ ใช้ความเร็วสูงสุดต่อเนื่องจนไข่ขาวตั้งยอด
  4. นำกาแฟที่เย็นแล้วใสอ่างผสมอีกใบ ร่อนแป้งข้าวโพดลงไป คนให้เข้ากันจนแป้งละลาย จากนั้นนำไข่ขาวที่ตีไว้แบ่งใส่ลงไปผสม 2 รอบ คนให้เข้ากัน
  5. ตักใส่ถุงบีบ แล้วบีบใส่ถาดตามรูปทรงที่ชอบ นำเข้าเตาอบใช้ไฟบน-ล่าง 120 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง
และทั้งหมดนี้ก็คือสูตรขนมอบที่มีวิธีการทำแสนง่ายที่ Tecnogas ได้รวบรวมมาให้คุณ หากใครที่มีเตาอบขนาดเล็กแล้วยังไม่รู้จะทำให้ขนมอะไรทาน ก็สามารถนำสูตรขนมที่เรารวบรวมมาไปทำตามกันได้เลย! รับรองว่า ทำง่าย แต่อร่อยได้ทุกเทศกาลแน่นอน แต่ถ้าหากใครยังไม่มีเตาอบขนาดเล็กก็อย่าลืมเข้ามาเลือกชมสินค้าของ Tecnogas และเลือกเตาอบที่ถูกใจคุณไปใช้งานกันได้เลย!

รวม 3 สูตรเค้กช็อกโกแลตทำง่ายๆ ต้อนรับคริสต์มาส

รวม 3 สูตรเค้กช็อกโกแลตทำง่ายๆ ต้อนรับคริสต์มาส

เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีใกล้เข้ามาถึงแล้ว ใครที่มีแผนจะจัดงานปาร์ตี้ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเตรียมอะไรให้กับแขกที่มางานดี เราขอแนะนำสูตรเค้กช็อกโกแลตที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ ที่สำคัญยังมีรสชาติอร่อย หวานละมุน ใครได้กินก็ต้องถูกใจ หากคุณมีเตาอบคุกกี้ดี ๆ หรือ เตาอบราคาถูกคุณภาพเยี่ยมจาก Tecnogas อยู่ในครัวละก็ อย่ารอช้า รีบจดสูตรแล้วไปทำตามกันเลย!

สูตรเค้กช็อกโกแลตที่ 1 : เค้กช็อกโกแลตไส้มูสคาราเมล โดนใจสายหวาน!

เริ่มต้นด้วยสูตรเค้กช็อกโกแลตเนื้อสปันจ์นุ่ม ๆ ที่เหมาะจะนำมาทำเป็นเค้กเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสมาก ๆ เพราะมีรสชาติอร่อย รับประทานง่าย ได้รสสัมผัสหอมหวานของมูสคาราเมลเต็มคำ จะกินเนื้อเค้กเพียว ๆ หรือนำไปกินคู่กับผลไม้สดรสหวานเปรี้ยวอย่างสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี กีวี่ ก็เข้ากันดี ถูกใจเด็กและผู้ใหญ่แน่นอน

ส่วนผสมของเค้กช็อกโกแลตไส้มูสคาราเมล

ส่วนผสมของเค้กสปันจ์ มีดังนี้

  • ไข่ไก่ 6 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 140 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม
  • แป้งข้าวโพด 60 กรัม
  • ผงโกโก้สีเข้ม 15 กรัม
  • เนยละลาย 60 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่งและของตกแต่งเค้กคริสต์มาสสำหรับเสิร์ฟ

ส่วนผสมของมูสคาราเมล มีดังนี้

  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 80 + 20 กรัม
  • น้ำสะอาด 2 + 2 ช้อนโต๊ะ
  • วิปครีม 240 + 120 มิลลิลิตร
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • ผงเจลาติน 9 กรัม

วิธีการทำเค้กช็อกโกแลตไส้มูสคาราเมล

วิธีการทำเค้กสปันจ์

  • เริ่มต้นด้วยการทำเค้กสปันจ์ก่อน โดยตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน เตรียมพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว จำนวน 2 พิมพ์ และรองกระดาษไขที่ฐานและด้านข้างให้เรียบร้อย
  • ร่อนแป้งสาลี แป้งข้าวโพด และผงโกโก้ให้เข้ากัน และพักไว้
  • ตีไข่ไก่ น้ำตาลทราย และกลิ่นวานิลลาให้เข้ากันจนขึ้นตัว มีความหนา และสีอ่อน
  • แบ่งส่วนผสมแห้งที่เตรียมไว้เป็น 3 ส่วน ค่อย ๆ ใส่ และตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน
  • ตักส่วนผสมที่เข้ากันส่วนหนึ่งไปผสมกับเนยละลายให้เข้ากัน แล้วนำมาผสมกับส่วนผสมหลัก
  • แบ่งใส่ถาดที่เตรียมไว้ให้เท่า ๆ กัน และนำไปอบเป็นเวลา 30 นาที
  • พักในพิมพ์ 10 นาที แล้วนำออกมาพักบนตะแกรงให้เย็นสนิท

วิธีการทำมูสคาราเมล

  • ในระหว่างที่รอเค้กสปันจ์เย็นสนิทให้ไปทำมูสคาราเมล โดยการใส่น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะในเจลาติน พักให้พองตัวดี 
  • แยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกันให้เรียบร้อย
  • นำน้ำตาลทรายขาว 80 กรัมไปผสมกับน้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟอ่อน ๆ และเคี่ยวจนเป็นคาราเมลสีเข้ม หลังจากนั้นให้ใส่วิปปิ้งครีม 240 มิลลิตร และวานิลลาลงไป แล้วเคี่ยวให้เข้ากันดี
  • นำคาราเมลออกจากความร้อน แล้วค่อย ๆ แบ่งส่วนผสมลงไปในไข่แดง และคนให้เข้ากัน
  • เมื่อผสมกับไข่แดงเรียบร้อยแล้ว ให้นำกลับมาใส่หม้อตั้งไฟอ่อน ๆ และคนจนส่วนผสมข้นขึ้นปานกลาง แต่ห้ามเดือด (วัดได้จากส่วนผสมเคลือบหลังช้อนได้)
  • ตีวิปปิ้งครีมส่วนที่เหลือให้ตั้งยอดอ่อน และพักไว้
  • ตีไข่ขาวส่วนที่เหลือกับน้ำตาลทรายขาว 20 กรัม ให้ตั้งยอดอ่อน 
  • นำไข่ขาวและวิปปิ้งครีมตะล่อมเข้าด้วยกัน แล้วนำไปตะล่อมกับคาราเมลที่ทำไว้

วิธีการประกอบเค้กช็อกโกแลตไส้มูสคาราเมล

  • นำมูสคาราเมลที่ทำให้มาปาดให้ทั่วตัวเค้กทั้งสอง แล้วนำไปแช่เย็นให้เซ็ตตัว ประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ตกแต่งเค้กด้วยการโรยผงไอซิ่ง และของแต่งเค้กคริสต์มาสต่าง ๆ เป็นอันเสร็จ

สูตรเค้กช็อกโกแลตที่ 2 : คัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูทสำหรับงานปาร์ตี้

ส่วนใครที่อยากได้เค้กชิ้นเล็ก ๆ สามารถหยิบไปกินทีละคนได้อย่างสะดวก เราขอแนะนำสูตรเค้กช็อกโกแลตที่ 2 อย่าง คัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูท ที่คุณสามารถตกแต่งหน้าเค้กได้ตามใจชอบ มีรสชาติหอมหวานกำลังดี ที่สำคัญยังอุดมไปด้วยประโยชน์ของบีทรูท เรียกได้ว่าดีทั้งต่อใจและต่อกายเลย

ส่วนผสมของคัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูท

ส่วนผสมของคัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูท มีดังนี้

  • บีทรูทปอกเปลือกขูดเป็นฝอย 360 กรัม
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 60 กรัม
  • ผงโกโก้ 45 กรัม
  • น้ำมันรำข้าว 80 กรัม
  • น้ำตาลทราย 165 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • นมสด 3 ช้อนโต๊ะ
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 125 กรัม

ส่วนผสมของฟรอสติงครีมชีส มีดังนี้

  • ครีมชีส 320 กรัม
  • เนย 90 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • น้ำตาลไอซิ่ง 180 กรัม
  • น้ำตาลตกแต่งเค้กตามชอบ

วิธีการทำคัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูท

  • เริ่มต้นด้วยการทำเนื้อคัพเค้กช็อกโกแลตบีทรูทก่อน โดยตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน 
  • เตรียมถาดอบคัพเค้กรองกระทงกระดาษให้เรียบร้อย
  • นำเนื้อบีทรูทฝอยที่เตรียมไว้ใส่ชามผสม คลุมด้วยฟิล์มถนอมอาหาร และนำไปเข้าไมโครเวฟให้สุกและนุ่ม
  • สับดาร์กช็อกโกแลตให้ละเอียด แล้วนำไปละลายในไมโครเวฟ และผสมผงโกโก้ และน้ำมันรำข้าวลงไป คนให้เข้ากันดี
  • ร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ เกลือ เบกกิ้งโซดา และน้ำตาลทรายขาวให้เข้ากันในเครื่องตีผสม หลังจากนั้นให้ค่อย ๆ ใส่ไข่ไก่ นมสด กลิ่นวานิลลา และส่วนผสมช็อกโกแลตลงไป แล้วเปิดเครื่องตีส่วนผสมให้เข้ากันดี และใส่เนื้อบีทรูปเป็นส่วนผสมสุดท้าย
  • ตักเนื้อคัพเค้กใส่กระทงที่เตรียมไว้ นำไปเข้าอบเป็นเวลา 22 นาที และพักให้เย็น
  • ในระหว่างที่รอคัพเค้กเย็น ให้ทำฟรอสติงครีมชีสรอ โดยการตีครีมชีส เนย และกลิ่นวานิลลาด้วยหัวตีใบพายจนเข้ากันดี แล้วใส่น้ำตาลไอซิ่งที่ร่อนแล้วลงไป และตีให้เข้ากันอีกครั้ง
  • นำฟรอสติงครีสชีสบีบลงบนหน้าคัพเค้ก ตกแต่งตามใจชอบ เป็นอันเสร็จ

สูตรเค้กช็อกโกแลตที่ 3 : เค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง เอาใจสายคีโต

ปิดท้ายด้วยเค้กช็อกโกแลตสำหรับสายคีโต หรือคนที่ไม่อยากจะรับประทานแป้งเยอะเกินไป ด้วยสูตรเค้กช็อกโกแลตไร้แป้งที่นุ่มอร่อย รสช็อกโกแลตเข้มข้น โดยสูตรนี้เราจะใช้ช้น้ำตาลอิริทริทอล (Erythritol) เป็นตัวให้ความหวานแทนน้ำตาลทรายธรรมดา และไม่มีส่วนผสมของแป้ง สายคีโตสามารถรับประทานได้อย่างสบายใจเลย

ส่วนผสมของเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

ส่วนผสมของเนื้อเค้ก มีดังนี้ 

  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 115 กรัม
  • เนยสดชนิดจืด 90 กรัม
  • วิปปิ้งครีม ½ ถ้วย
  • น้ำตาลอิริทริทอล 10 กรัม
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง (แยกไข่ขาว และไข่แดงให้เรียบร้อย)
  • ผงโกโก้สำหรับโรย 
  • ผลไม้สดสำหรับตกแต่ง แนะนำเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 

ส่วนผสมของเกลสช็อกโกแลต มีดังนี้

  • น้ำ ½ ถ้วย
  • วิปปิ้งครีม ½ ถ้วย
  • ผงโกโก้ 30 กรัม
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 25 กรัม
  • เนยสดชนิดจืด 30 กรัม
  • น้ำตาลอิริทริทอล 5 กรัม

วิธีการทำเค้กช็อกโกแลตไร้แป้ง

  • เริ่มต้นด้วยการทำเนื้อเค้กก่อน โดยตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน เตรียมพิมพ์ขนาด 7.5 นิ้ว และรองกระดาษไขที่ฐานและด้านข้างให้เรียบร้อย
  • นำดาร์กช็อกโกแลตและเนยลงในอ่างผสม นำไปวางบนหม้อน้ำร้อน และคนละลายให้เข้ากัน และยกออกจากความร้อน
  • ใส่วิปปิ้งครีม และน้ำตาลอิริทริทอลลงไป คนเข้าให้เข้ากัน และพักไว้ให้พออุ่น
  • ค่อย ๆ ใส่ไข่แดงลงไป และคนให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันดี
  • นำไข่ขาวไปตีให้ตั้งยอดอ่อน และตักลงไปผสมกับช็อกโกแลตที่ทำไว้ ตะล่อมให้เข้ากัน
  • เทเนื้อเค้กลงไปในพิมพ์ที่เตรียมไว้ แล้วนำไปเข้าอบประมาณ 25 นาที และพักไว้บนตะแกรงจนเย็น
  • ทำเกลสช็อกโกแลต โดยการผสมน้ำเปล่า วิปปิ้งครีม ผงโกโก้ให้เข้ากันดี และใส่ดาร์กช็อกโกแลต เนย และน้ำตาลอิริทริทอลลงไป แล้วนำไปตั้งหม้อไฟกลาง คนจนละลายเป็นเดียวกัน และพักไว้ให้เย็น
  • ประกอบเค้กด้วยการนำเกลสช็อกโกแลตราดให้ทั่ว ตกแต่งด้วยผลไม้ ผงโกโก้ และของตกแต่งคริสต์มาสที่เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จ

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 3 สูตรเค้กช็อกโกแลตต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสที่เรานำมาฝากในบทความนี้ ตอบโจทย์ทั้งสายหวาน สายปาร์ตี้ และสายคีโตเลย ใครที่ยังไม่มีไอเดียจะทำเค้ก หรือขนมแบบไหนดีไปตกแต่งโต๊ะคริสต์มาส ก็สามารถนำเค้กทั้ง 3 สูตรนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เลย รับรองว่าทำออกมาแล้วคนที่มางานปาร์ตี้คริสต์มาสจะต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310