ไขข้อสงสัยไข่ออนเซ็นและไข่ลวกต่างกันยังไง

ไขข้อสงสัยไข่ออนเซ็นและไข่ลวกต่างกันยังไง

เมนูอาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้มีความหลากหลายมาก ๆ หากจะถามถึงเมนูอาหารที่ได้รับความนิยมและกินง่ายมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น เมนูไข่ ที่หากคิดเมนูที่จะกินไม่ออกแค่มีไข่ก็สามารถรังสรรค์เมนูที่หลากหลายได้แล้ว โดยไข่ก็สามารถนำมาทำได้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ การทำเป็นไข่ออนเซ็นกับไข่ลวก ซึ่งไข่ออนเซ็นและไข่ลวกนั้นดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่ความจริงมีความแตกต่างกันอยู่ ในบทความนี้จะมาช่วยไขข้อข้องใจกัน

ความแตกต่างระหว่างไข่ออนเซ็นและไข่ลวก

เมื่อพูดถึงไข่ออนเซ็นกับไข่ลวกผู้คนไม่น้อยเลยที่คิดว่าไข่สองประเภทนี้คือไข่ที่เหมือนกัน หรือเป็นชนิดเดียวกัน เพียงแต่ต่างกันที่ชื่อเรียก ความจริงแล้วไข่ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอยู่ และมีวิธีการต้มที่ไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นเราจะมาไขข้อข้องใจในเรื่องนี้กันถึงความต่างและวิธีการต้มไข่ที่ถูกต้อง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ไข่ออนเซ็น

ความแตกต่างระหว่างไข่ออนเซ็นและไข่ลวก

ลักษณะของไข่ออนเซ็น

มาเริ่มกันที่ไข่ออนเซ็นกันก่อน โดยไข่ออนเซ็นจะเป็นไข่ที่มาจากชาวญี่ปุ่นที่จะนำเอาไข่ใส่ลงไปในถุงตาข่าย จากนั้นจะนำไข่ไปแช่ไว้ในน้ำของบ่อน้ำพุร้อนหรือว่าบ่อออนเซ็น ด้วยความร้อนของน้ำจะทำให้ไข่ค่อย ๆ สุก แต่ทั้งนี้จะเป็นการต้มไปเรื่อย ๆ ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเดือด หรือเรียกง่าย ๆ ว่าต้มด้วยน้ำที่อุ่นเป็นระยะเวลานานนั่นเอง จึงทำให้ได้ออกมาเป็นไข่ออนเซ็นที่มีลักษณะ ไข่ขาวจะมีความเหลวและนิ่ม ในส่วนของไข่แดงจะเป็นไตและมีความหนึบ

วิธีทำไข่ออนเซ็น

มาถึงในส่วนของวิธีการทำไข่ออนเซ็นกันบ้าง โดยการต้มไข่ออนเซ็นที่ถูกต้องและช่วยให้ได้ออกมาเป็นไข่ออนเซ็นจริง ๆ ก็สามารถทำได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ก่อนการนำไข่มาต้มจะต้องนำไข่ไปแช่ไว้ในตู้เย็นก่อนเป็นเวลา 20 นาที
  • จากนั้นตั้งหม้อที่ใส่น้ำให้เดือดจัด เมื่อน้ำเดือดจัดแล้วปิดไฟ 
  • นำไข่ที่อยู่ในตู้เย็นออกมาแช่ไว้ในน้ำที่ต้มไว้แล้วเป็นเวลาประมาณ 13 นาที
  • เมื่อครบเวลาแล้วให้นำไข่ออกมาจากน้ำและนำไปแช่ไว้ในน้ำอุณหภูมิห้องแทน ก็จะช่วยให้ได้ไข่ออนเซ็นแล้ว

ไข่ลวก

onsen-eggs-vs-poached-eggs

ลักษณะของไข่ลวก

ไข่ประเภทต่อมาก็คือ ไข่ลวก เป็นไข่รูปแบบหนึ่งที่คนไทยนิยมกินกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในร้านที่ขายกาแฟโบราณด้วยแล้วก็จะนิยมกินกันบ่อยมาก ๆ โดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีการสั่งไข่ลวกมากินคู่กับกาแฟนั่นเอง บอกเลยว่าเข้ากันแบบสุด ๆ สำหรับลักษณะของไข่ลวกนั้น ไข่แดงและไข่ขาวจะมีความเหลว นิ่ม และไข่ขาวกับไข่ขาวจะยังไม่สุกดี มีลักษณะเป็นน้ำ ๆ อยู่

วิธีทำไข่ลวก

การทำไข่ลวกนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยากเช่นกัน เพื่อให้ได้ไข่ลวกที่ถูกต้องและเป็นไข่ลวกจริง ๆ ก็สามารถทำตามได้จากวิธีการดังต่อไปนี้

  • เปิดเตาแก๊สตั้งหม้อ และใส่น้ำลงไปในหม้อ โดยจะต้องต้มน้ำให้เดือดจัด ให้ใส่เกลือลงไปในน้ำด้วย
  • เมื่อน้ำเดือดจัดแล้วให้นำไข่ลงไปต้มเป็นเวลา 2-3 นาทีเท่านั้น 
  • หากว่าต้มจนครบเวลาแล้วให้รีบเอาขึ้นจากน้ำ และนำไข่มาตอกใส่แก้วหรือถ้วยที่เตรียมไว้ได้เลย
  • เหยาะซอสปรุงรสและพริกไทยลงไปสักหน่อย เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

สรุปบทความ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าไข่ออนเซ็นกับไข่ลวกจะดูเหมือนว่ามีลักษณะที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก ๆ แต่หากดูดี ๆ หรือได้ลองกินก็จะรู้สึกได้เลยถึงความแตกต่างของไข่ทั้งสองประเภท ซึ่งหากว่าใครที่ชื่นชอบการกินไข่ทั้งสองแบบนี้และอยากที่จะลองต้มกินเอง ก็สามารถทำตามวิธีที่แนะนำไว้ในข้างต้นได้เลย

รวม 7 เมนูหมูกรอบง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน

รวม 7 เมนูหมูกรอบง่ายๆ ทำเองได้ที่บ้าน

หากจะถามถึงอาหารยอดนิยมที่ผู้คนชื่นชอบกันมาก ๆ ก็จะต้องมีเมนูหมูกรอบติดอยู่ในลิสต์อาหารจานโปรดของใครหลาย ๆ คนแน่นอน ด้วยรสชาติที่ดีผสมผสานความกรอบที่กัดไปแล้วความอร่อยคลุ้งไปทั้งปาก จึงทำให้ใคร ๆ ต่างก็ติดใจและชื่นชอบเมนูหมูกรอบกันเป็นอย่างมาก อีกทั้งหมูกรอบยังนำมาทำหลากหลายเมนู ช่วยให้กินได้ฟิน ๆ แบบไม่มีเบื่อเลย

รวมเมนูหมูกรอบที่น่าสนใจ

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าหมูกรอบเป็นวัตถุดิบที่ดีในการทำอาหารเลย เนื่องจากว่าสามารถนำมาทำได้หลายเมนู แต่ละเมนูก็บอกเลยว่าอร่อยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนี้มีเมนูหมูกรอบให้เลือกกินกันมากมาย ในบทความนี้จึงอยากนำเอาเมนูจากหมูกรอบพร้อมวิธีการทำมาแนะนำกัน เพื่อแนวทางให้กับหลาย ๆ คนในการเลือกทำเมนูที่ได้จากหมูกรอบ

1. ผัดคะน้าหมูกรอบ

ผัดคะน้าหมูกรอบ

เมนูหมูกรอบเมนูแรกที่อยากแนะนำและเรียกได้ว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่ใคร ๆ ก็ต้องชื่นชอบแน่นอน ก็คือ เมนูผัดคะน้าหมูกรอบ ซึ่งเมนูผัดคะน้าหมูกรอบก็มีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูคะน้าหมูกรอบ

  • คะน้า
  • หมูกรอบ (หั่นชิ้น) 
  • พริกขี้หนูบุบพอแหลก
  • กระเทียมสับ
  • น้ำมันหอย
  • เต้าเจี้ยว
  • น้ำตาลทราย 
  • น้ำมันพืช (เอาไว้ใช้สำหรับผัด)

ขั้นตอนการทำเมนูผัดคะน้าหมูกรอบ

  • เริ่มจากการล้างผักคะน้าให้สะอาด จากนั้นพักให้สะเด็ดน้ำแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเตรียมเอาไว้
  • หลังจากนั้นเมื่อได้ผักคะน้าเรียบร้อยแล้วให้นำเอาคะน้า หมูกรอบ กระเทียมสับ พริกขี้หนู เต้าเจี้ยว น้ำตาลทราย และน้ำมันหอยที่จัดเตรียมไว้ใส่ลงในอ่างผสม เพื่อรอไว้สำหรับการนำมาผัดในขั้นตอนต่อไป
  • เปิดเตาแก๊สตั้งกระทะ เปิดไฟให้แรง จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ 
  • เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่แล้วให้ใส่ผักและส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงในกระทะได้เลย แล้วผัดจนพอสุกและส่วนผสมทุกอย่างเข้ากัน
  • ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

2. หมูกรอบผัดพริกเผา

หมูกรอบผัดพริกเผา

เมนูจากหมูกรอบเมนูต่อมาที่เรียกได้ว่าอร่อยลงตัวไม่แพ้กันเลยก็คือ หมูกรอบผัดพริกเผา โดยเมนูหมูกรอบผัดพริกเผาก็มีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูหมูกรอบผัดพริกเผา

  • หมูกรอบ (หั่นชิ้น) 
  • พริกแดงจินดา (หั่นชิ้น)
  • กระเทียมสับ
  • หอมใหญ่ (หั่นชิ้น)
  • ใบโหระพา
  • น้ำพริกเผา
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำปลา
  • น้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช (เอาไว้ใช้สำหรับผัด)

ขั้นตอนการทำเมนูหมูกรอบผัดพริกเผา

  • เริ่มจากการล้างผักทั้งหมด และหั่นผักรวมถึงหมูกรอบเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
  • จากนั้นจุดไฟตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ให้ใส่กระเทียม พริกแดงจินดา และหัวหอมที่หั่นเตรียมไว้แล้วลงไปผัดให้พอสุกและส่งกลิ่นหอม
  • ต่อมาให้ใส่หมูกรอบลงไปผัด แล้วปรุงรสชาติด้วยพริกเผา น้ำตาล น้ำปลา และเติมน้ำเปล่าเล็กน้อย
  • ผัดต่อจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ใส่ใบโหระพา ผัดต่ออีกหน่อยจากนั้นก็ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟได้เลย

3. หมูกรอบคั่วพริกเกลือ

หมูกรอบคั่วพริกเกลือ

เมนูถัดไปเป็นอีกหนึ่งเมนูหมูกรอบที่หลายคนชื่นชอบเป็นอย่างมากแน่นอน นั่นก็คือ เมนูหมูกรอบคั่วพริกเกลือ โดยมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูหมูกรอบคั่วพริกเกลือ

  • หมูกรอบ (หั่นชิ้น) 
  • กระเทียมสับ
  • พริกแดงจินดาสับ
  • ต้นหอม (หั่นชิ้น) 
  • เกลือ
  • พริกไทย
  • น้ำตาลทราย
  • ซอสปรุงรสฝาเขียว

ขั้นตอนการทำเมนูหมูกรอบคั่วพริกเกลือ

  • เริ่มจากการจัดเตรียมส่วนผสมทั้งหมดไว้ให้เรียบร้อย 
  • จากนั้นตั้งกระทะ เปิดไฟให้กระทะพอร้อน นำหมูกรอบที่หั่นเตรียมไว้แล้วลงไปรวนแบบไม่ต้องใส่น้ำมัน
  • เมื่อรวนจนหมูกรอบเงาสวยแล้ว ให้ใส่กระเทียมสับ และพริกแดงจินดาสับลงไป แล้วผัดให้เข้ากัน
  • ต่อมาให้ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาลทราย พริกไทย และซอสปรุงรสฝาเขียว ชิมรสตามใจชอบ 
  • ผัดต่อจนส่วนผสมเข้ากัน ใส่ต้นหอมปิดท้าย และผัดต่ออีกนิด จากนั้นตักเสิร์ฟได้เลย

4. กะเพราหมูกรอบ

กะเพราหมูกรอบ

กะเพราหมูกรอบ เมนูยอดฮิตจากหมูกรอบที่ไม่ว่าจะไปร้านอาหารตามสั่งร้านไหนก็ต้องมีคนสั่งอยู่ตลอดแน่นอน โดยเมนูกะเพราหมูกรอบมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูผัดกะเพราหมูกรอบ

  • หมูกรอบ (หั่นชิ้น) 
  • ถั่วฝักยาว (หั่นชิ้น) 
  • ใบกะเพรา
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำมันหอย
  • พริกขี้หนูสับ
  • กระเทียมสับ
  • น้ำซุปหรือน้ำเปล่า
  • น้ำมันพืช (เอาไว้ใช้สำหรับผัด)

ขั้นตอนการทำเมนูผัดกะเพราหมูกรอบ

  • เริ่มจากการสับกระเทียมและพริกไว้ให้เรียบร้อย รวมถึงการหั่นหมูกรอบและถั่วฝักยาวเป็นชิ้นเตรียมไว้
  • จากนั้นเปิดเตาแก๊สตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป แล้วใส่พริกกับกระเทียมลงไปผัดให้หอม จึงใส่หมูกรอบตามลงไปแล้วผัดต่อจนพอร้อน
  • เติมน้ำซุปหรือว่าน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อยเพื่อไม่ให้กระทะไหม้ แล้วใส่ถั่วฝักยาวลงไปผัดให้สุก
  • ต่อมาให้ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมันหอยจนได้รสชาติที่ชอบ สุดท้ายใส่ใบกะเพราลงไปผัดเล็กน้อย ก็ตักเสิร์ฟใส่จานได้เลย

5. ข้าวหมูกรอบ

ข้าวหมูกรอบ

ข้าวหมูกรอบ เมนูจากหมูกรอบยอดฮิตอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ว่าใครก็ต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน โดยเมนูข้าวหมูกรอบมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูข้าวหมูกรอบ

  • หมูกรอบ  (หั่นชิ้น) 
  • น้ำราดหมูกรอบ
  • ข้าวสวย
  • ไข่ต้ม
  • แตงกวา
  • ผักชี

ส่วนผสมที่สำคัญของน้ำราดหมูกรอบ

  • อบเชย
  • โป๊ยกั๊ก
  • ผงพะโล้
  • รากผักชีทุบพอแตก
  • แป้งเท้ายายม่อม
  • เหล้าจีน
  • น้ำมันงา
  • น้ำตาลปี๊บ
  • น้ำซุปหมู
  • เกลือป่น
  • พริกไทย
  • ซีอิ๊วขาว
  • งาขาวคั่ว
  • ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ

ขั้นตอนการทำน้ำราดหมูกรอบ

  • เริ่มจากการนำเอาผงพะโล้ อบเชย รากผักชี และโป๊ยกั๊กมาคั่วให้มีกลิ่นหอม
  • จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไป รอให้ละลายและกลายเป็นสีที่เข้มขึ้น
  • ต่อมาให้เติมน้ำซุปลงไปในน้ำตาลมที่เคี่ยวไว้ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว เกลือ และพริกไทยตามรสชาติที่ชอบ แล้วเคี่ยวต่อไปด้วยไฟอ่อนอีก 5 นาที
  • เมื่อน้ำที่เคี่ยวได้ที่ให้ใส่แป้งที่ละลายเอาไว้แล้วลงไปในน้ำ แล้วเคี่ยวต่อไปอีกเพื่อให้น้ำมีความข้น หากได้ความข้นที่พอใจแล้วก็ปิดไฟได้เลย และใส่น้ำมันงากับเหล้าจีนลงไป คนให้เข้ากันตั้งพักไว้ก่อน
  • เติมงาขาวและถั่วลิสงบดลงไปพร้อมกับคนให้เข้ากัน
  • สุดท้ายตักข้าวใส่จาน นำหมูกรอบที่หั่นชิ้น และไข่ต้มมาวางบนข้าว ราดน้ำที่ทำเตรียมไว้ โรยผักชีเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็พร้อมจัดเสิร์ฟแล้ว

6. หมูกรอบผัดพริกขิง

หมูกรอบผัดพริกขิง

เมนูหมูกรอบผัดพริกขิงเป็นเมนูที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยกิน แต่บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูหมูกรอบที่ควรลอง โดยเมนูหมูกรอบผัดพริกขิงมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของพริกแกง

  • พริกแห้ง
  • รากผักชี
  • พริกไทยเม็ด
  • กระเทียม
  • ตะไคร้ซอย
  • ขิงหั่นแว่น
  • ข่าหั่นแว่น
  • หอมแดง
  • เกลือป่น

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูหมูกรอบผัดพริกขิง

  • หมูกรอบ (หั่นชิ้น)
  • ถั่วฝักยาว (หั่นชิ้น)
  • น้ำตาลปี๊บ
  • น้ำปลา
  • ใบมะกรูดซอย
  • พริกแดงสไลซ์
  • น้ำมันพืช (เอาไว้ใช้สำหรับผัด)

ขั้นตอนการทำเมนูหมูกรอบผัดพริกขิง

  • เริ่มจากการเตรียมพริกแกง โดยจะต้องโขลกพริกแห้ง รากผักชี พริกไทยเม็ด กระเทียม ตะไคร้ซอย ขิงหั่นแว่น ข่าหั่นแว่น หอมแดง และเกลือป่น ให้ละเอียดและเข้ากัน
  • เมื่อได้เครื่องแกงแล้ว ให้ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป รอให้กระทะร้อนได้ที่จึงใส่พริกแกงลงไปผัดให้เหลืองหอม
  • ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำปลา คนส่วนผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นใส่หมูกรอบหั่นชิ้นและถั่วฝักยาวลงไปผัดต่อจนเข้ากันดี
  • โรยด้วยใบมะกรูดซอยและพริกชี้ฟ้าแดงสไลซ์ ปิดเตา ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟทันที

7. ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

มากันถึงเมนูจากหมูกรอบเมนูสุดท้ายที่อยากแนะนำก็คือ เมนูก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูอร่อยที่ไม่ควรพลาด โดยจะมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำดังต่อไปนี้

ส่วนผสมที่สำคัญของเมนูก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

  • เส้นก๋วยจั๊บสำเร็จรูป
  • หมูกรอบ
  • ตับหมู
  • เลือดหมู
  • ไข่ไก่ต้ม
  • เต้าหู้ทอด
  • ซีอิ๊วขาว
  • เกลือ
  • น้ำตาลทราย
  • ซีอิ๊วดำ
  • ซอสหอยนางรม
  • กระเทียมบุบหยาบ ๆ 
  • รากผักชี
  • อบเชย
  • โป๊ยกั๊ก
  • พริกไทยเม็ด
  • น้ำสต๊อก
  • ผงพะโล้

ขั้นตอนการทำเมนูก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูกรอบ

  • เริ่มจากการต้มเส้นก๋วยจั๊บสำเร็จรูป โดยใส่เส้นลงในน้ำที่เดือด ในขณะที่ต้มจะต้องคนเส้นไปด้วย เพื่อช่วยไม่ให้เส้นติดกัน เมื่อเช็กแล้วว่าเส้นสุกดีแล้วก็ให้ตักพักไว้ก่อน
  • ต่อมาในการทำน้ำซุปให้ใส่น้ำมันลงในหม้อเล็กน้อย ใส่กระเทียมบุบ รากผักชี อบเชย โป๊ยกั๊ก และผงพะโล้ลงไปผัดให้หอม แล้วปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำปลา น้ำตาลทราย น้ำมันหอย  พริกไทยป่น และซีอิ๊วดำพร้อมกับเทน้ำสต็อกที่เตรียมเอาไว้ลงไป
  • ในขณะที่กำลังต้มน้ำนั้นให้นำเอาไข่ไก่ เต้าหู้ และตับหมูลงไปต้มให้สุก แล้วตักออกมาพักไว้ และใส่เลือดหมูลงไปต้มต่อ เมื่อสุกดีแล้วก็ตักออก
  • เมื่อเตรียมทุกอย่างครบหมดแล้วให้ใส่เส้น หมูกรอบ ไข่ เต้าหู้ และตับลงในถ้วย จากนั้นราดด้วยน้ำก๋วยจั๊บ โรยหน้าด้วยผักชี ต้นหอม และกระเทียมเจียวเล็กน้อย ก็เป็นอันพร้อมเสิร์ฟ

สรุปบทความ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเมนูหมูกรอบที่อยากจะมาแนะนำกัน โดยแต่ละเมนูนั้นก็ต้องบอกเลยว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่หลายคนคงจะรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ที่สำคัญยังเป็นเมนูที่อร่อย แค่มีเตาแก๊สก็ทำได้ง่าย ๆ แถมสามารถทำเองได้ด้วย ซึ่งใครกำลังมองหาเมนูจากหมูกรอบมาทำอาหารก็สามารถจดสูตรแล้วไปทำตามกันได้เลย

10 เมนูอะโวคาโดง่าย ๆ ทั้งคาวและหวาน

10 เมนูอะโวคาโดง่าย ๆ ทั้งคาวและหวาน
ปัจจุบันนี้สายรักสุขภาพหลายคนหันมานิยมการรับประทานอะโวคาโด เพราะพบว่ามันคือผลไม้สารพัดประโยชน์ มีทั้งคุณค่าทางสารอาหาร ช่วยเสริมสร้างกรดโปรตีนที่มีประโยชน์ให้กับร่างกาย และยังมีความสามารถในการช่วยขจัดไขมันเลว และช่วยสร้างไขมันดีขึ้นมา แถมยังมีรสชาติมัน ๆ ทานเพลินและยังอยู่ท้อง ด้วยเมนูอะโวคาโดง่าย ๆ ทำได้ทั้งคาวและ หวานเพียงแค่มี เตาอบ หรือ เตาไฟฟ้า เท่านั้น

10 สูตรเมนูอะโวคาโด

โดยเมนูอะโวคาโดที่เรานำมาแนะนำจะผสมระหว่างเมนูอาหารคาวและเมนูของหวานจากอะโวคาโดสารพัดประโยชน์ รวมทั้งวัตถุดิบและวิธีทำ บอกเลยว่าง่ายมาก ทำตามได้ทุกเมนู

เมนูอะโวคาโดอบไข่

ลองเมนูอะโวคาโดอบไข่นี้เป็นมื้อเช้า นอกจากช่วยบำรุงสุขภาพให้ดีจากสารอาหารที่มีประโยชน์แล้ว ยังมีรสชาติอร่อยละมุนลิ้น เหมาะกับทุกคน ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้ดีด้วย วัตถุดิบ
  • อะโวคาโดสุก
  • ไข่ไก่
  • พาร์เมซานชีส
  • ต้นหอม
  • พริกไทยป่น
  • น้ำมัน
วิธีทำ
  • หั่นแบ่งครึ่งอะโวคาโด ตัดช่องตรงกลางนิดหน่อยเพื่อใส่ไข่
  • ใส่ไข่ลงไปและเข้าเตาอบ 15-20 นาที
  • เมื่อครบเวลานำออกมาโรยด้วยพาร์เมซานชีส ต้นหอมซอย และพริกไทยป่น

อกไก่ย่างอะโวคาโด

เปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาให้มีความพิเศษด้วยเมนูอกไก่ย่างอะโวคาโดที่สายสุขภาพต้องลองได้กรดไขมันชนิดดี มีประโยชน์สองต่อ แถมรสชาติก็เข้ากันสุด ๆ วัตถุดิบ
  • อะโวคาโด
  • อกไก่ลอกหนัง
  • พริกไทย ⅓ ช้อนชา
  • เกลือ Low sodium
  • เลมอน
  • พาร์สลีย์
วิธีทำ
  • หมักอกไก่ด้วยพริกไทยและเกลือ
  • นำลงจี่บนกระทะที่ไฟกลาง
  • นำขึ้นบนจาน และหั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นพอดีคำราดลงบนอกไก่ย่าง
  • บีบเลมอนให้ทั่ว
  • โรยพาร์สลีย์ด้านบนเล็กน้อย ก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว

เบคอนพันอะโวคาโด

เมนูเบคอนแสนหอมชวนหิวก็เป็นอีกหนึ่งเมนูอะโวคาโดที่เราขอแนะนำ รสชาติของเบคอนย่างเกรียมผสานกับเนื้ออะโวคาโดเป็นความลงตัวที่ละมุนลิ้นสุด ๆ  วัตถุดิบ
  • เบคอน
  • อะโวคาโด
  • พริกไทย
วิธีทำ
  • หั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นพอเหมาะ
  • นำเบคอนมาพันรอบชิ้น
  • โรยพริกไทยเล็กน้อย
  • นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 250 องศา เป็นเวลาประมาณ 10 นาที

มูสอะโวคาโดช็อกโกแลต

อยากทานของหวานแต่ก็ไม่อยากรู้สึกผิดจะทำยังไงดี ขอแนะนำเมนูมูสอะโวคาโดช็อกโกแลตที่ทำง่าย แถมไม่ง้อน้ำตาลอีกด้วย อยากเฮลตี้ไม่จำเป็นต้องงดของหวานจนเครียด วัตถุดิบ
  •  ผงโกโก้
  • อะโวคาโด
  • วิปปิ้งครีม
  • น้ำผึ้ง
วิธีทำ
  • ผ่าและตักเนื้ออะโวคาโดลงชาม
  • เทน้ำผึ้งลงไป และผสมให้เข้ากัน
  • เติมผงโกโก้
  • เติมวิปปิ้งครีม คนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • นำมากรองผ่านผ้าขาวบางจนเป็นเนื้อเนียน ๆ ใส่แก้วที่เตรียมไว้
  • แช่เย็น 5 นาที
  • โรยผงโกโก้ตกแต่ง พร้อมเสิร์ฟ

แซนด์วิชทูน่าอะโวคาโด

คิดไม่ออกบอกแซนด์วิช ! แนะนำเมนูอะโวคาโดแซนด์วิชที่เหมาะกับชั่วโมงเร่งรีบ ดูแลสุขภาพได้ทุกที่แถมยังช่วยให้อิ่มท้องได้ยาวนานด้วย วัตถุดิบ
  • ขนมปัง 
  • ทูน่าในน้ำแร่
  • อะโวคาโด
  • พริกไทย
วิธีทำ
  • ปิ้งขนมปังให้ร้อน
  • วางทูน่าลงบนขนมปังให้ทั่ว
  • หั่นอะโวคาโดเป็นชิ้นพอดีคำลงไป
  • โรยพริกไทยปิดท้าย ก็ได้แซนด์วิชแสนอร่อยแล้ว

ยำอะโวคาโดบด

ถ้าอยากจะเพิ่มความอร่อยที่สามารถทำได้ง่ายๆ ขอแนะนำยำอะโวคาโดบดที่นับว่าเป็นอาหารจานอร่อยที่มีความน่าสนใจไม่น้อย วัตถุดิบ
  • อะโวคาโด 
  • หอมใหญ่ 
  • ผักชี
  • มะนาวหรือเลมอน
  • กระเทียม
  • มะเขือเทศ
  • พริกป่น
  • เกลือทะเล
วิธีทำ
  • นำอะโวคาโดมาบดให้ละเอียดด้วยช้อนหรือส้อม 
  • ซอยหอมใหญ่ ผักชี กระเทียม และมะเขือเทศเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  • หั่นเลมอน 1 ซีก
  • ใส่มะเขือเทศ หอมใหญ่ บีบเลมอน 1 ซีก จากนั้นใส่กระเทียมและผักชี
  • โรยพริกป่นเพิ่มรสชาติตามชอบ ตัดรสชาติด้วยเกลือทะเลนิดหน่อย จากนั้นตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

อะโวคาโดกุ้งค็อกเทล

มาถึงอีกหนึ่งเมนูอะโวคาโดที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย เต็มไปด้วยสารอาหารไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย แปลกใหม่ แถมยังอร่อยถูกปาก วัตถุดิบ
  • อะโวคาโดสุก 
  • กุ้ง
  • น้ำมันมะกอก
  • น้ำมะนาว
  • เกลือป่น
  • ผักสลัด
วิธีทำ
  • นำกุ้งลวกแล้วคลุกน้ำมันมะกอกพักไว้
  • บดเนื้ออะโวคาโดจนเนียนละเอียด
  • เติมน้ำมะนาว เกลือป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ตักวางบนจาน ท็อปปิ้งด้วยกุ้งที่พักไว้
  • ตกแต่งจานด้วยผักสลัดตามชอบ

อะโวคาโดปั่นนมสด

พักจากของคาวมาเป็นเมนูเครื่องดื่มจากอะโวคาโดที่หลาย ๆ คนโปรดปราน โดยเฉพาะในวงการสายเฮลตี้ อะโวคาโดปั่นนมสดเป็นเมนูยอดฮิตเพราะนอกจากรสชาตินัวลิ้นแล้วยังได้ประโยชน์จากไขมันดีด้วย วัตถุดิบ
  • นมสดรสจืด 
  •  อะโวคาโด 
  • น้ำผึ้ง
  • เกลือป่น
วิธีทำ
  • ปอกอะโวคาโดคว้านเนื้อใส่เครื่องปั่น
  • เติมนมสด น้ำผึ้งและเกลือป่นครึ่งช้อนชา
  • ปั่นให้ละเอียดเข้ากัน
  • สามารถแบ่งทาน หรือเก็บใส่ขวดปิดฝาแช่เย็นได้ 3-5 วัน

ขนมปังหน้าสลัดอะโวคาโดไข่ต้ม

ชื่อเมนูอาจฟังดูยาวแต่วิธีการทำนั้นไม่ยากอย่างที่คิด แถมยังเป็นเมนูที่เหมาะกับการรับประทานในช่วงเช้า ช่วยให้อยู่ท้อง รสชาติดีแถมประโยชน์จากสารอาหารจัดเต็ม วัตถุดิบ
  • ขนมปังแผ่น
  • อะโวคาโด
  • ไข่ต้ม
  • มะเขือเทศ
  • ผักสลัด
  • น้ำสลัด
  • พริกไทยดำป่น
วิธีทำ
  • เริ่มด้วยการปิ้งขนมปังให้ร้อน
  • นำไข่ต้มสับละเอียด วางบนขนมปัง
  • หั่นอะโวคาโดเป็นชิ้น วางทับบนไข่ต้มอีกชั้นหนึ่ง
  • โรยพริกไทยป่นแต่งหน้า
  • จัดผักสลัดไว้ข้างกัน โรยอะโวคาโดและมะเขือเทศบนผักสลัดและราดน้ำสลัดทับอีกชั้นก็เสร็จพร้อมรับประทาน

ซุปอะโวคาโด

เชื่อไหมว่าอะโวคาโดสามารถเอามาประยุกต์ทำเป็นเมนูอะโวคาโดซุปได้ไม่ต่างจากผักหรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ เลย แถมขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก ทานง่าย เหมาะกับทุกวัย วัตถุดิบ
  • อะโวคาโดหั่นชิ้นเล็ก
  • น้ำสต๊อกไก่ หรือน้ำสต๊อกผัก 2 ถ้วย
  • น้ำมะนาว
  • เกลือและพริกไทยป่น
  • พาร์สลีย์
วิธีทำ
  • พักน้ำสต๊อกไว้ในอุณหภูมิห้อง
  • เทใส่เครื่องปั่น เติมอะโวคาโดลงไปปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • เติมน้ำมะนาว เกลือ และพริกไทยป่นตามชอบ
  • โรยหน้าด้วยพาร์สลีย์ตักเสิร์ฟได้เลย

สรุปบทความ

จะเห็นได้ว่าแค่เพียงผลไม้อย่างอะโวคาโดแค่อย่างเดียว ก็สามารถรังสรรค์เมนูอะโวคาโดออกมาได้นับสิบแถมยังหลากหลายสไตล์ แต่การลงมือทำอาหารจะง่ายหรือยากเครื่องครัวเองก็มีส่วน ขอแนะนำผลิตภัณฑ์เครื่องครัว Tecnogas คุณภาพดี นำเข้าจากต่างประเทศ ยกระดับคุณภาพของอาหาร หรือการผัด ทอด ย่าง กระทะที่ได้มาตรฐานย่อมทำอาหารออกมาได้ดีกว่า เตาอบ และเตาไฟฟ้าจาก Tecnogas จะช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย อร่อยได้ในพริบตา    

ทำความรู้จักเนื้อวัวแต่ละส่วน เนื้อส่วนไหนย่างอร่อยที่สุด?

ประเภทเนื้อวัว

เนื้อวัวเป็นหนึ่งในตัวเลือกประเภทโปรตีนที่ดีที่สุดของเมนูอาหาร คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเนื้อวัวนั้นไม่ใช่เมนูยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของโลก ด้วยรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะ สร้างรสสัมผัสและความประทับใจให้กับนักชิมมานับไม่ถ้วน ซึ่งเนื้อวัวแต่ละส่วนจะมีความเหมาะสมที่จะนำไปปรุงในเมนูอาหารที่แตกต่างกันไป บางส่วนมีความนุ่มละมุนลิ้น ความสุกบางส่วนมีความเหนียว และบางส่วนสร้างรสชาติมหัศจรรย์ในบางระดับเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่ท้าทายและน่าลิ้มลองอย่างแท้จริงสำหรับชาว  beef lover ! ซึ่งก่อนที่เราจะไปดูว่าเนื้อส่วนไหนย่างอร่อยบ้าง ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักเนื้อวัวแต่ละส่วนกันก่อน 

เนื้อวัวแต่ละส่วนมีอะไรบ้าง

เนื้อวัวที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 ส่วน ซึ่งเนื้อส่วนไหนย่างอร่อยและเหมาะกับวิธีประกอบอาหารด้วยอะไรบ้างนั้น ไปทำความรู้จักกับชิ้นส่วนของเนื้อวัวกันก่อน ดังนี้

  • เนื้อสันคอ (Chuck)
  • ซี่โครง (Rib Cut)
  • เนื้อสัน (Loin Cut)
  • เนื้อสะโพก (Round Cut)
  • เนื้อติดหน้าอก (Brisket Cut)
  • เนื้อติดกับขา (Shank)
  • เนื้อหน้าท้อง (Belly / Plate Cut)
  • เนื้อส่วนล่าง (Flank)

Chuck สันคอ

เป็นส่วนของวัวที่มีความหนาจากชั้นไขมันมากเป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น มีความนุ่มระดับปานกลาง การปรุงเนื้อที่มาจากส่วนของสันคอจึงเหมาะกับการปรุงแบบการค่อย ๆ ทำให้สุก เช่น การอบ หรือย่าง เพื่อเพิ่มความนุ่มละมุนและกลิ่นที่หอมจากการปรุงเพิ่มรสสัมผัสในการรับประทานได้ดี

Rib Cut ซี่โครง

เนื้อซี่โครงวัวเป็นส่วนที่มีความนุ่มละมุนลิ้นมาก เพราะเนื้อที่ติดซี่โครงนั้นจะมีไขมันติดอยู่ด้วย และยังเป็นส่วนหนึ่งของวัวที่เหมาะกับการปรุงด้วยการกรมวิธีการย่าง อบ รมควัน เมื่อรับประทานจะสัมผัสกับความหอมกลิ่นรมควันและรสชาติเนื้อที่นุ่มละมุน ทานง่าย มีความฉ่ำ จึงทำให้ซี่โครงเป็นส่วนยอดนิยมที่หลาย ๆ คนเลือกให้เป็นเมนูโปรด

Loin Cut เนื้อสัน

มาถึงส่วนเนื้อสันที่เรียกได้ว่าเป็นตัวหลักของการแสดงโชว์ก็ว่าได้ เพราะเนื้อสันนี้จะมีรสชาติที่อร่อยตราตรึง และมีราคาสูงกว่าส่วนอื่น โดยเนื้อสันนั้นได้รับความนิยมในการนำไปทำเมนูสเต๊ก อบ ย่าง สายปิ้งย่างชาบูต้องไม่พลาดอยู่แล้ว โดยเนื้อสันยอดนิยมแบ่งเป็น

  • Sirloin: เนื้อสันนอกติดมัน เหมาะกับการทำสเต๊กที่มีเนื้อชุ่มฉ่ำผสมมันละมุนลิ้น ทานง่าย
  • Tenderloin: เนื้อสันใน เหมาะกับการนำไปรับประทานในเมนูย่างหรือผัด แม้จะไขมันน้อยแต่เนื้อละมุนไม่แข็ง

Round Cut เนื้อสะโพก

เนื้อสะโพกพบได้บ่อยในเมนูสำหรับสายสุขภาพที่ต้องการเสริมโปรตีนดี ๆ จากเนื้อวัวชั้นเลิศ เพราะส่วนเนื้อสะโพกจะเป็นส่วนที่มีไขมันน้อยกว่าส่วนอื่น ๆ ทำให้ได้รับความนิยมในคนที่รักสุขภาพด้วย สามารถนำไปปรุงได้ทุกเมนูตามชอบ หรือจะนำไปทำเนื้อบดก็เหมาะสม

Brisket Cut เนื้อติดหน้าอก

เนื้อติดหน้าอก เนื้อใต้อก หรือที่ไทยเราเรียกติดปากกันว่าเนื้อเสือร้องไห้ แม้ว่าจะเป็นส่วนที่มีความเหนียวค่อนข้างมากแต่กลับเป็นส่วนที่มีความอร่อยเฉพาะตัวและได้รับความนิยมมาก เพราะว่าเมื่อเนื้อชนิดนี้ผ่านความร้อนด้วยการปรุงจะมีรสชาติที่เข้มข้น และมีความเหนียวนุ่มโดนใจสายเนื้อนั่นเอง

Shank เนื้อติดกับขา

เป็นอีกหนึ่งส่วนของวัวที่มีความเหนียวชวนเคี้ยว แถมเป็นส่วนที่มีเอ็นแทรก นิยมนำไปปรุงด้วยวิธีการที่ต้องผ่านความร้อนเป็นระยะเวลานานเพื่อช่วยให้ส่วนเนื้อที่เหนียวนั้นนุ่มขึ้น เช่น การนำเนื้อไปเคี่ยวทำแกงเนื้อแบบไทย เหนียวนุ่มเคี้ยวกรุบถูกใจสุด ๆ

Plate Cut/ Belly ส่วนหน้าท้อง

เนื้อท้องวัวเป็นเนื้อวัวส่วนที่มีไขมันค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับส่วนอื่น จึงเป็นที่นิยมในการนำไปทำน้ำสต็อกหรือทำเมนูตุ๋นเพื่อให้มันวัวแตกผสมกับซุปได้ความหอมมันอร่อยและกลิ่นหอม เคี่ยวจนเปื่อยและนำไปทานกับเมนูเส้นอย่างก๋วยเตี๋ยวก็เด็ดอย่าบอกใคร

Flank เนื้อส่วนล่าง

เนื้อส่วนล่างหรือเนื้อพื้นท้องเป็นเนื้อวัวส่วนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น ๆ ไขมันน้อย จึงนิยมนำไปทำเมนูอาหารที่จะต้องใช้เนื้อวัวที่เป็นชิ้น ๆ โดยเนื้อส่วนนี้สามารถทำให้อร่อยได้ด้วยการนำไปหมัก ย่าง จะได้เนื้อเหนียวนุ่มเคี้ยวเพลินพร้อมรสชาติอร่อยโดนใจอย่างแน่นอน

แนะนำเนื้อส่วนที่ย่างอร่อย

สำหรับใครที่รักการย่างเนื้อไม่ว่าจะย่างด้วยเตาแก๊ส เตาอินดักชัน หรือเตาถ่าน การเลือกเนื้อวัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเนื้อแต่ละส่วนมีคุณสมบัติและรสสัมผัสที่แตกต่างกัน ซึ่งเนื้อส่วนไหนย่างอร่อยและเป็นที่นิยมบ้าง เรารวบรวมมาแนะนำกัน

  • ซี่โครง (Rib Cut) เนื้อส่วนนี้มีความนุ่มละมุนลิ้นมากเนื่องจากมีไขมันแทรกอยู่ นิยมนำไปย่าง อบ หรือรมควัน เมื่อสุกแล้วจะได้เนื้อที่หอม นุ่ม ฉ่ำ เหมาะสำหรับคนชอบความนุ่มเป็นพิเศษ
  • เนื้อสัน (Loin Cut) ถือเป็นส่วนยอดนิยมสำหรับการย่าง โดยเฉพาะการทำสเต๊ก แบ่งเป็น Sirloin (เนื้อสันนอกติดมัน) เหมาะกับการทำสเต๊กที่ต้องการความฉ่ำและรสสัมผัสที่นุ่มนวลจากไขมันที่แทรกอยู่ และ Tenderloin (เนื้อสันใน) แม้จะมีไขมันน้อย แต่เนื้อกลับนุ่มละมุน ไม่แข็ง เหมาะสำหรับการย่างหรือผัด
  • เนื้อสันคอ (Chuck) มีความหนาของชั้นไขมันพอสมควร มีความนุ่มปานกลาง เหมาะกับการย่างแบบค่อย ๆ ให้สุก เพื่อเพิ่มความนุ่มและกลิ่นหอม
  • เนื้อส่วนล่าง (Flank) เป็นเนื้อส่วนที่มีกล้ามเนื้อแน่น ไขมันน้อย แต่เมื่อนำไปหมักและย่าง จะได้เนื้อที่เหนียวนุ่ม เคี้ยวเพลิน และมีรสชาติอร่อยเฉพาะตัว

สรุปบทความ

เนื้อวัวแต่ละส่วนก็มีเทคนิคในการปรุงที่แตกต่างกันออกไป นอกจากการหาว่าเนื้อส่วนไหนย่างอร่อยบ้าง การเทคนิคการปรุงเนื้อวัวก็มีความสำคัญ รวมถึงการเลือกใช้เตาไฟฟ้า หรือ เตาอบที่มีคุณภาพ นำความร้อนได้ดีไม่มีสะดุด เช่น เตาแก๊สและเตาอบคุณภาพสูงจาก Tecnogas ที่ตอบโจทย์กับการทำอาหารมื้อพิเศษอย่างเนื้อวัว ด้วยการกระจายความร้อนอย่างทั่วถึง มั่นใจในมาตรฐานระดับสากล จะเมนูไหนก็อร่อยโดนใจได้ทุกมื้อ

แจก 7 เมนูมื้อเย็นลดน้ำหนัก ถูกใจสายเฮลตี้

แจก 7 เมนูมื้อเย็นลดน้ำหนัก ถูกใจสายเฮลตี้
หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินว่าวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลมากที่สุดก็คือการออกกำลังกายควบคู่กับการคุมอาหารในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเย็นที่จะต้องจำกัดแคลอรีมากกว่ามื้ออื่น ๆ แต่ที่สำคัญคือห้ามอดอาหารไปเลยเพราะการอดไม่ช่วยให้ลด แถมส่งผลเสียต่อสุขภาพ เราเลยนำ 7 เมนูมื้อเย็นลดน้ำหนัก ย่อยง่ายและไขมันต่ำมาแจกให้ไปลองทำตามกัน

7 เมนูมื้อเย็นลดน้ำหนัก

ลืมความคิดว่าลดน้ำหนักต้องกินแต่ผักสลัดไปได้เลย โดย 7 เมนูที่เรานำมานี้เป็นเมนูอาหารที่เหมาะกับสายเฮลตี้ที่รักการทานของอร่อย นอกจากเป็นมื้อเย็นลดน้ำหนัก ไขมันต่ำแล้ว ยังรสชาติดี มีวิตามินจากพืชผัก ปรุงง่ายด้วยเตาแก๊สอีกด้วย

1. แกงจืดเต้าหู้หมูสับ

เมนูซุปยอดฮิตประจำบ้านที่ใคร ๆ ก็เคยทาน แต่รู้ไหมว่าแกงจืดเต้าหู้หมูสับเป็นเมนูมื้อเย็นลดน้ำหนักที่ทำง่าย 1 ถ้วยมีพลังงาน 80 กิโลแคลอรี วัตถุดิบ
  1. หมูสับ
  2. เต้าหู้ไข่ 1 หลอด
  3. กระเทียม, พริกไทย, แครอท, ผักกาดขาว, ขึ้นฉ่าย และผักอื่นตามชอบ
  4. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
  5. ซุปก้อนรสหมู
วิธีทำ
  1. คลุกเคล้าหมูสับกับซีอิ๊วขาวและพริกไทยให้เข้ากัน
  2. ใส่ซุปก้อนและกระเทียมลงหม้อต้มน้ำ
  3. ใส่หมูสับลงไปเมื่อน้ำเดือด
  4. ใส่แครอท ผักกาดขาว และเต้าหู้ไข่
  5. เมื่อวัตถุดิบสุก ใส่ขึ้นฉ่ายลงไป
  6. ปรุงรสเพิ่มนิดหน่อย ก็พร้อมรับประทาน

2. ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง

เมนูไข่ตุ๋นละมุนลิ้นก็ช่วยลดน้ำหนักได้ กับไอเดียไข่ตุ๋นทรงเครื่อง ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี วัตถุดิบ
  1. ไข่ไก่ 4 ฟอง
  2. น้ำเปล่า 400 มล.
  3. ต้นหอมซอย
  4. หมูสับ หรือกุ้งขาว
  5. เห็ดหอมหั่น
  6. แครอทหั่นเต๋า 
  7. ซีอิ๊ว 
  8. พริกไทย
วิธีทำ
  1. ตอกไข่ไก่ใส่ลงถ้วย
  2. ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย พริกไทย น้ำเปล่า และน้ำมันเล็กน้อย 
  3. ผสมให้เข้ากัน แล้วใส่แครอทหั่นเต๋า หมูสับลงไป
  4. เทไข่ไก่ที่ผสมแล้วลงถ้วยสำหรับนึ่ง
  5. นำเข้านึ่งประมาณ 25 นาที
  6. นำออกจากเตานึ่ง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย พร้อมรับประทาน

3. ต้มยำกุ้งน้ำใส

เมนูโปรดคนไทยอย่างต้มยำกุ้งก็เป็นมื้อเย็นลดน้ำหนักได้ แถมความเปรี้ยวแซ่บยังเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ถ้วยนี้แค่ 77 กิโลแคลอรี่ วัตถุดิบ
  1. พริก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด
  2. เห็ดฟาง
  3. มะนาว
  4. 4.น้ำปลา
  5. น้ำตาล
  6. กุ้งขาวตามชอบ
วิธีทำ
  1. ตั้งน้ำจนเดือด จากนั้นใส่พริก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดลงไปจนมีกลิ่นหอม
  2. ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาล
  3. ใส่กุ้งลงไป ตามด้วยเห็ดฟาง รอจนสุก
  4. ตักเสิร์ฟใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งเพิ่มสีสันชวนชิม

4. ลาบอกไก่

ลาบอกไก่คลีนรสแซ่บ เปรี้ยวนัวโดนใจ จัดเป็นอีกหนึ่งเมนูมื้อเย็นลดน้ำหนักที่ตัดเลี่ยนได้ดี พลังงาน 200 กิโลแคลอรี  วัตถุดิบ
  1. อกไก่บด 150-200 กรัม
  2. ข้าวคั่ว
  3. พริกป่น
  4. 4.หอมแขก/หอมแดง
  5. ผักชีลาว หรือใบสะระแหน่
  6. มะนาว
  7. น้ำตาลและน้ำปลา
วิธีทำ
  1. ลวกอกไก่ในน้ำเดือดจนสุก
  2. ตั้งกระทะใช้ไฟกลาง รวนอกไก่ในกระทะกับน้ำลวกอกไก่พอขลุกขลิก
  3. ใส่พริก หอมแขก/หอมแดง ข้าวคั่ว ผักชีลาว/ใบสะระแหน่ น้ำปลาและมะนาวลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  4. ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ เท่านี้ก็พร้อมทานแล้ว

5. ต้มเลือดหมู

เมนูยอดฮิตอย่างต้มเลือดหมูร้อน ๆ กับข้าวสวย เป็นอีกหนึ่งเมนูมื้อเย็นลดน้ำหนักที่ทำได้ง่าย มีขั้นตอนและวัตถุดิบที่ไม่ยุ่งยาก เมนูนี้ 120 กิโลแคลอรี วัตถุดิบ 1.หมูบด 150 กรัม
  1. เลือดหมู 1 ก้อน
  2. ใบตำลึง
  3. ซุปก้อนรสหมู
  4. ซีอิ๊วขาว
  5. กระเทียมเจียว
  6. พริกไทย
  7. ซอสหอยนางรม
วิธีทำ
  1. เริ่มจากการหมักหมูบดกับพริกไทย ซอสหอยนางรม
  2. ตั้งน้ำพอเดือด ตักหมูบดใส่ลงไป
  3. ใส่ซุปก้อน ซีอิ๊วขาว หมั่นช้อนฟองออก
  4. หั่นเลือดหมูเป็นชิ้น นำไปลวกในน้ำเดือด
  5. เมื่อทานให้ตักน้ำซุปเติมใส่เลือดหมู พร้อมโรยกระเทียมเจียวเพิ่มความหอมน่ารับประทาน

6. ยำวุ้นเส้น

แน่นอนว่ายำก็เป็นอีกหนึ่งเมนูเส้นที่หลายคนโปรดปราน กับยำวุ้นเส้นรสแซ่บ แคลอรีต่ำ แค่ 120 กิโลแคลอรี่ ทำได้ง่าย ๆ  วัตถุดิบ
  1. วุ้นเส้น 100 กรัม
  2. หมูสับ 1 ถ้วย
  3. น้ำปลา 
  4. มะนาว 
  5. พริกซอย (ตามชอบ)
  6. ขึ้นฉ่าย
  7. ผักชี 
  8. มะเขือเทศ
  9. หัวหอมใหญ่
วิธีทำ
  1. ตั้งน้ำเดือดเพื่อลวกวุ้นเส้นให้นุ่ม ตักขึ้นพักสะเด็ดน้ำ
  2. ตั้งน้ำเดือด ใส่หมูสับลงไปรวนจนสุก
  3. ผสมน้ำยำด้วยน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 1 ช้อนโต๊ะ พริกตามต้องการ ผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
  4. ใส่หมูสับและวุ้นเส้นลงไปคลุกกับน้ำยำ เพียงเท่านี้ก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟ

7. บะหมี่ผักน่องไก่นึ่ง

ใครที่เป็นสายเมนูเส้นต้องไม่พลาดเมนูนี้ ด้วยบะหมี่ผักที่มีประโยชน์และน่องไก่นึ่งหอม ๆ อร่อยได้แบบไม่ต้องรู้สึกผิด วัตถุดิบ 
  1. บะหมี่ผักลวก 1 ก้อน
  2. น่องไก่ 2 น่อง
  3. เกลือแบบโซเดียมต่ำ
  4. บรอกโคลี
  5. มะเขือเทศราชินี
  6. แครอท
  7. น้ำจิ้มสุกี้
วิธีทำ
  1. หมักน่องไก่ด้วยเกลือโซเดียมต่ำ 
  2. นำผักไปนึ่งประมาณ 5 นาที
  3. นึ่งน่องไก่ 15 นาที
  4. เมื่อวัตถุดิบสุกครบ นำมาจัดจาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสุกี้

สรุปบทความ

การทานมื้อเย็นลดน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นจะต้องทานแต่เมนูผักสลัดทุกวัน สามารถรับประทานได้หลากหลาย เพื่อให้ไม่รู้สึกเบื่อ หรือเครียดจนเกินไป และที่สำคัญคือห้ามงดมื้อเย็นไปเลยเพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้แล้วยังส่งผลให้เกิดความเครียดตามมาอีกด้วย แต่ในการทำอาหารควรปรุงด้วยตัวเองเพื่อจะได้สามารถควบคุมวัตถุดิบให้พอเหมาะ เราขอแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องครัวที่มีคุณภาพอย่าง Tecnogas ที่ไม่ว่าจะเมนูไหนก็รับจบได้หมด ย่นระยะเวลาด้วยเตาแก๊สกำลังไฟแรงสูงแต่ปลอดภัย ทำความสะอาดง่าย ไม่ว่าจะเมนูไหนก็เอาอยู่

วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ? รู้จักกับชนิดของวิปปิ้งครีม

วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ? รู้จักกับชนิดของวิปปิ้งครีม
วิปปิ้งครีม นับว่าเป็นของโปรดของใครหลายคน ส่วนมากก็มักพบในเครื่องดื่มและของหวานเป็นหลัก และถ้าหากทุกคนได้ลองกินวิปปิ้งครีมก็จะรู้เลยว่าวิปปิ้งครีมแต่ละแบบนั้น มีทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน เพราะสูตรการทำวิปปิ้งครีมมีหลายอย่าง และเหมาะกับแต่ละเมนูหลายแบบ ในบทความนี้ก็จะพาทุกคนไปรู้จักกันว่าวิปปิ้งครีมมีกี่แบบกันแน่ โดยรายละเอียดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

วิปปิ้งครีมและวิปครีมเหมือนกันมั้ย?

ก่อนที่จะไปรู้ว่า วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนจะต้องแยกให้ออกระหว่างวิปปิ้งครีมและวิปครีมว่ามีความแตกต่างกันที่ตรงไหน ถ้าอธิบายง่าย ๆ สรุปได้ดังนี้
  • วิปปิ้งครีม คือ ของเหลวที่เป็นผลิตจากนมต่าง ๆ ที่จะมีรสชาติจืด ๆ แถมยังมีความมันอีกด้วย โดยวิปปิ้งครีมแบบนี้เหมาะมากในการทำอาหาร ในขณะเดียวกันก็เหมาะกับการทำของหวานด้วยเช่นเดียวกัน
  • วิปครีม คือ การนำวิปปิ้งครีมที่ปกติจะมาในลักษณะเป็นของเหลว นำมาตีให้ขึ้นฟูอยู่ทรงได้หลายแบบ อีกทั้งยังได้สัมผัสที่แตกต่างกันด้วย โดยมากจะทำการใส่น้ำตาลเพิ่มความอร่อย หรือใส่กลิ่นให้มีความหอมด้วยได้เช่นกัน เหมาะมากกับการนำไปสอดใส่ในขนม หรือไม่ก็เป็นครีมบนหน้าเค้ก

วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ?

ในส่วนต่อมาก็จะว่าด้วยเรื่องสำคัญอย่าง วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ เบื้องต้นจะมีแบบเดียวหากไม่ได้มีการตีให้ฟูขึ้น แต่ถ้าทำการแปรรูปผ่านการตีที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของส่วนผสมต่างเอง ก็ทำให้วิปปิ้งมีเนื้อที่แตกต่างกันได้อย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าเรื่องรสชาติก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบดังนี้

1. Dairy Whipping Cream

วิปปิ้งครีมแท้ ไขมันเนยอยู่ที่ 30-35% ทำมาจากนมวัวเนื้อครีมมีสีเหลืองอ่อน เนื้อสัมผัสบางเบา ทานปุ๊บละลายในปากปั๊บ ถ้าหากหมายมั่นอยากจะทำให้ฟูขึ้นรูปอยู่นานวิปครีมแท้ถือว่าไม่เหมาะ เพราะยุบตัวไวมาก 

2. Non-Dairy Whipping Cream

วิปปิ้งครีมเทียม ไขมันเนยอยู่ที่ 28-30% ทำมาจากไขมันพืชที่แปรรูปให้เป็นไขมันเนยที่สามารถตีขึ้นฟูได้ง่าย เนื้อครีมเป็นสีขาวขึ้นรูปฟูอยู่นาน แถมยังมีการเติมน้ำตาลเพิ่มความอร่อย

3. Canned Whipping Cream

วิปปิ้งครีมที่ขายเป็นกระป๋อง เวลาจะใช้งานจำเป็นจะต้องเขย่าก่อนใช้เพื่อให้วิปปิ้งครีมที่บีบออกมามีการขึ้นรูปฟู ราคาขึ้นอยู่กับว่าเป็นวิปปิ้งครีมแท้หรือวิปปิ้งครีมเทียม 

4. Whipping Powder

วิปปิ้งครีมที่ทำการแปรรูปให้เป็นผงเพื่อสะดวกต่อการเก็บและใช้งาน และหากมีการใช้งานจำเป็นต้องผสมนมหรือไม่ก็น้ำเพื่อให้วิปปิ้งครีมขึ้นรูป

สรุปบทความ

สำหรับคำถามที่ว่า วิปปิ้งครีมมีกี่แบบ ก็ต้องบอกว่ามีหลายแบบมาก ๆ ทั้งวิปครีมหรือวิปปิ้งครีมก็มีความแตกต่างกันเห็นได้ชัด ซึ่งบางแบบจะเหมาะกับใส่ขนมหวานที่มักอบใน เตาอบขนาดเล็ก และถ้าหากทำหลายคนอาจจำเป็นต้องใช้ เตาอบตั้งโต๊ะ ซึ่งตัวเนื้อครีมจะอยู่ทรงมากกว่ากับการทำครีมสำหรับใส่เครื่องดื่ม ถ้าหากใครหมายมั่นตั้งใจจะเป็นมือโปรในการทำขนมหวานหรือเบเกอรี่ การมีเตาอบที่มีคุณภาพและสามารถใช้งานสะดวก ง่ายจะช่วยเพิ่มความอร่อยให้กับเมนูของหวานได้เป็นอย่างดี ดังนั้นถ้ายังไม่มีเตาอบสามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าของ Tecnogas และเลือกเตาอบที่ถูกใจคุณไปใช้งานกันได้เลย!

วิธีทำผัดหมี่ซั่วเจไม่ติดกระทะ อร่อยง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก

วิธีทำผัดหมี่ซั่วเจไม่ติดกระทะ อร่อยง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก
เมนูยอดฮิตในช่วงเทศกาลกินเจที่เห็นได้บ่อย และทุกคนที่กินเจเป็นอันต้องทานนั่นก็คือ ผัดหมี่ซั่วเจ เพราะอาหารจานนี้ทางจีนมีความเชื่อว่าเป็นมงคลเป็นอย่างมาก เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนเลือกที่จะทานเมนูนี้ เพราะไม่เพียงแต่ความเป็นสิริมงคลเท่านั้น ยังถือว่าเป็นจานอาหารที่ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่อีกด้วย ในบทความนี้จึงจะพาทุกคนไปดูวิธีทำผัดหมี่ซั่วเจ รับรองทำง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ติดกระทะอย่างแน่นอน

วิธีต้มเส้นหมี่ซั่ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าเมนู ผัดหมี่ซั่วเจ จุดที่สามารถชี้ความอร่อยมากที่สุดคงหนีพ้น “เส้นหมี่ซั่ว” โดยแนะนำว่าให้เตรียมหมี่ซั่วแห้งมาใช้ในการต้ม ซึ่งสามารถเลือกใช้เส้นสีขาวหรือสีเหลืองได้ตามใจชอบเลย แต่สำหรับการต้มจำเป็นต้องใส่ใจสักหน่อย โดยสามารถทำตามได้ดังต่อไปนี้
  • เริ่มจากการนำหมี่ซั่วมาตัดครึ่งตามรอยพับของเส้น และนำไปแช่ในน้ำสะอาดไว้ก่อนราว ๆ 10 นาที จากนั้นก็นำเส้นขึ้นมาพัก วางไว้บนตะแกรงสะเด็ดน้ำหมดไปก่อน
  • เริ่มตั้งหม้อขึ้นมานำน้ำเปล่ามาเทลงหม้อให้เดือด จากนั้นให้นำตะแกรงที่ใส่เส้นหมี่ซั่วลงไปลวกประมาณ 1 – 2 นาทีก็สามารถช้อนขึ้นมาได้เลย แนะนำว่าอย่าลวกเส้นนิ่มเกิน เพราะตอนผัดจะลำบากเส้นอาจเละและติดกระทะได้ แนะนำว่าลวกให้นิ่มพอประมาณ

วัตถุดิบทำผัดหมี่ซั่วเจ

วัตถุดิบเตรียมเส้นสำหรับต้ม

  • เส้นหมี่ซั่ว (แห้ง)
  • น้ำเปล่า

วัตถุดิบที่เป็นองค์ประกอบหลัก

  • เห็ดหอม 5 ดอก
  • เต้าหู้แข็ง  1/3  ก้อน
  • กะหล่ำปลี 1/2 หัว  
  • เห็ดหูหนู 1/4 ถ้วย
  • แครอท 1/4 ถ้วย

เครื่องปรุงรส

  • ซอสเห็ดหอม 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 2 ช้อนชา
  • พริกไทย 1/4 ช้อนชา

สิ่งที่ต้องเตรียมตอนผัดหมี่ซั่วเจ

  • น้ำมันสำหรับผัด 4 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำผัดหมี่ซั่วเจ

ขั้นตอนแรก : ต้มเส้นหมี่ซั่วให้เรียบร้อยและวางพักไว้ (สามารถทำวิธีต้มเส้นข้างต้นได้เลย) ขั้นตอนที่สอง : การหั่นวัตถุดิบหลัก
  • เห็ดหอม 5 ดอก มาแช่กับน้ำให้นิ่ม แล้วก็หั่นออกมาเป็นเส้น
  • เต้าหู้แข็งนำมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมแบบพอดีคำ
  • กะหล่ำปลีนำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ ให้เหมาะกับการผัด
  • เห็ดหูหนูนำมาหั่นแบบพอดีคำ
  • แครอทสามารถหั่นได้ 2 แบบ คือ หั่นเป็นเส้น กับหั่นเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก
ขั้นตอนที่สาม : การผัดหมี่ซั่วเจ
  • ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะจนร้อน จากนั้นให้นำเต้าหู้ลงไปทอด รอให้เหลืองเล็กน้อย และค่อยตามด้วยเห็ดหอมเพื่อความหอมระหว่างการผัด
  • จากนั้นนำผักที่เตรียมไว้ พร้อมกับเส้นหมี่ซั่วที่สะเด็ดน้ำเรียบร้อยลงในกระทะ
  • ทำการปรุงรสโดยใส่เครื่องปรุง ได้แก่ ซอสเห็ดหอม ซีอิ๊วขาว น้ำตาล และพริกไทย จากนั้นผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน จนเห็นว่าทุกอย่างสุกก็สามารถเสิร์ฟหมี่ซั่วเจได้เลย

สรุปบทความ

ก็จบกันไปแล้วสำหรับวิธีทำผัดหมี่ซั่วเจ ซึ่งการทำในแต่ละขั้นตอนจำเป็นจะต้องใส่ใจอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ผัดหมี่ซั่วเจที่เส้นนิ่มกำลังดี ผัดแล้วไม่ติดกระทะ และแน่นอนสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการเลือกกระทะและ เตาแก๊ส ที่สามารถควบคุมความแรงหรืออุณหภูมิขณะทำอาหารได้เป็นอย่างดี หากคุณกำลังมองหาเตาแก๊สที่มีความหลากหลาย สามารถเข้าได้กับห้องครัวหลายแบบ สามารถเลือกซื้อเตาแก๊สเกรดพรีเมียมจาก Tecnogas ได้เลย

แนะนำสูตรทำพะโล้เจง่าย ๆ ต้อนรับเทศกาลกินเจ

แนะนำสูตรทำพะโล้เจง่าย ๆ ต้อนรับเทศกาลกินเจ
เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลกินเจจะมีเมนูอาหารมากมายหลายอย่างที่มีสูตรเฉพาะสำหรับคนที่กินเจ และเมนูที่ถือว่าเป็นที่นิยมจานหนึ่งเลยก็คือ พะโล้เจ ต้องบอกว่าเป็นเมนูที่เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี และมีความอร่อยที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ถ้าหากจะมองหาเมนูที่สามารถคลุกเคล้ากับข้าวเพิ่มความอร่อยอีกระดับขอแนะนำเมนูนี้เลย เราไปทำความรู้จัก เตรียมวัตถุดิบ พร้อมทั้งวิธีทำกันเลยดีกว่า

พะโล้เจต่างจากพะโล้ทั่วไปยังไง

พะโล้เจ คือ การทำพะโล้ที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์นานาชนิด ไข่ ผักที่มีกลิ่นฉุนบางประเภท เช่น กระเทียม รากผักชี กระเทียมโทนจีน งดใช้เครื่องปรุงรสที่มีผลผลิตมาจากสัตว์ ในส่วนของรสชาติเองก็ต้องคงความเสถียรไม่หวานเกินไป ไม่เค็มเกินไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการทานเจมีหลายอย่างที่ต้องหลีกเลี่ยง แตกต่างกับพะโล้ธรรมดาที่สามารถใส่เนื้อสัตว์ได้เต็มที่ หากใครอยากหาผงพะโล้มาปรุงอาหารก็สามารถใช้ได้เลย โดยไม่ต้องกังวลว่ามีส่วนผสมต้องห้ามหรือเปล่า ในส่วนของรสชาติก็สามารถจัดเต็มได้ตามที่ตัวเองชื่นชอบได้เลย

วัตถุดิบที่ต้องเตรียมสำหรับพะโล้เจ

วัตถุดิบที่ต้องทอด

  • เต้าหู้ขาว 1 ก้อน
  • เห็ดหอมแห้ง 5 ดอก
  • ฟองเต้าหู้ 20 กรัม
  • หมี่กึ่งหั่นเป็นแว่น 100 กรัม

เครื่องเทศและเครื่องปรุงรสที่ต้องมี

  • อบเชย 2 ก้าน
  • โป๊ยกั๊ก 4 ดอก
  • น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย  ½ ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 3 ½ ทัพพี

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับทอดและต้ม

  • น้ำมันพืช
  • น้ำเปล่า

ขั้นตอนการทำพะโล้เจ

ขั้นตอนแรก : เตรียมวัตถุดิบให้พร้อมปรุง
  • นำเต้าหู้ขาวมาหั่นให้เป็นแว่น ๆ จากนั้นเตรียมตั้งกระทะและ นำเต้าหู้ขาวไปทอดกับน้ำมันพืชรอให้เหลืองกรอบจากนั้นวางพักไว้
  • นำเห็ดหอมแห้งทั้ง 5 ดอกมาแช่น้ำให้จนชุ่มเรียบร้อย และนำหมี่กึ่งที่หั่นเป็นแว่นแล้วไปผัดลงในกระทะที่มีน้ำพืชเช่นเดียวกันแล้ววางพักไว้เช่นกัน
ขั้นตอนที่สอง : ทำเครื่องพะโล้เจ
  •  ให้ทำการเตรียมหม้อตั้งไฟและใส่น้ำตาลปี๊บเคียวให้เปลี่ยนสีเข้ม จากนั้นก็ให้นำซีอิ๊วขาวใส่ลงไปคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • หลังจากนั้นจึงต้องใส่เครื่องเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอบเชย โป๊ยกั๊ก พริกไทย ตามลงไปขนให้ทั่วเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมขึ้นมาก่อน
ขั้นตอนที่สาม : เคี่ยวพะโล้เจ
  •  เมื่อตั้งหม้อพร้อมทำเครื่องพะโล้เจเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ให้นำเต้าหู้ขาว เห็ดหอมแห้ง หมี่กึ่งที่เตรียมไว้มาใส่ลงหม้อ ตามด้วยน้ำเปล่า โดยใส่ให้ท่วมวัตถุดิบแล้วทำการเคี่ยวเป็นเวลา 30 นาที
  • จากนั้นให้ลองชิมรสชาติดู หากรู้สึกว่ารสชาติเข้มข้นจนเกินไป สามารถใส่น้ำเพิ่มได้ เพียงเท่านี้พะโล้เจก็พร้อมเสิร์ฟเป็นที่เรียบร้อย

สรุปบทความ

เมื่อได้อ่านจบกันไปแล้ว สำหรับใครที่มีครอบครัวใหญ่เหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการทำพะโล้เจในช่วงเทศกาลอิ่มบุญ เพราะไม่เพียงแต่ทานได้หลายคนแล้ว พะโล้เจยังเหมาะเป็นจานสำคัญของหลาย ๆ ครอบครัว เพราะความอร่อยรสชาติดีอย่าบอกใคร ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบคุณภาพดีเท่านั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การเลือกใช้ เตาแก๊ส ที่มีคุณภาพก็จะช่วยทำให้พะโล้เจอร่อยได้มากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมองหาเตาแก๊สอยู่สามารถเลือกซื้อที่ Tecnogas เรามีบริการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพชั้นนำมากมายที่จะมาช่วยทำให้การเข้าครัวของคุณง่ายกว่าที่เคย

แนะนำวิธีเลือกกุ้งสดทำอาหารแบบมืออาชีพ

แนะนำวิธีเลือกกุ้งสดทำอาหารแบบมืออาชีพ
ซื้อกุ้งทั้งทีก็อยากได้กุ้งที่ดี มีคุณภาพ สดใหม่ แต่ติดตรงที่ไม่รู้จะต้องเลือกอย่างไร ใครเป็นแบบนี้บ้าง? วันนี้เรามีวิธีเลือกซื้อกุ้งสด มือใหม่ก็สามารถซื้อได้และสามารถเลือกกุ้งที่ถูกอกถูกใจกลับไปกินอย่างแน่นอน พร้อมแนะนำเทคนิคการปอกเปลือกกุ้งให้หลุดออกง่าย ๆ โดยรายละเอียดต่างๆ มีดังต่อไปนี้

วิธีเลือกกุ้งสดแบบมืออาชีพ

  • เปลือกตัวกุ้ง : ลักษณะของกุ้งสดต้องมีเปลือกใสไม่ขุ่น มองทะลุเข้าไปเห็นเส้นดำ ๆ ภายในตัวกุ้งได้ อีกทั้งสัมผัสเปลือกกุ้งต้องแข็งและติดอยู่กับเนื้อกุ้งไม่หลุดออกมาง่าย ๆ เพราะถ้าได้กุ้งที่เพิ่งลอกคราบไป เมื่อเอาไปทำอาหารแล้ว เนื้อจะไม่มีความแน่นอย่างที่ควรเป็น
  • เปลือกหัวกุ้ง : กุ้งที่มีความสด สังเกตที่เปลือกหัวกุ้งจะไม่เป็นสีดำ เปลือกหัวกุ้งจะยังใสและสามารถมองเห็นมันกุ้งภายในได้อย่างชัดเจน
  • สีของกุ้ง : กุ้งสดหรือไม่สด สีของกุ้งสามารถแบ่งแยกได้ชัดเจนตามนี้ กุ้งสดจะเป็นสีฟ้าหรือสีออกเทาหน่อย แต่ถ้าเป็นกุ้งไม่สด จะเป็นสีแดงหรือสีดำถือว่าไม่ควรซื้อมากินแล้ว
  • หัวกุ้งไม่หลุด : ในกรณีของหัวกุ้งก็เหมือนกับเปลือกกุ้งเช่นกัน ควรแน่นติดกับลำตัว ไม่หลุดออกมาจากตัวหรือดึงออกได้ง่าย ๆ กุ้งเนื้อแน่น เนื้อเด้ง สังเกตจากตรงนี้ได้เลย 
  • ตากุ้งต้องกลมใส : แววตาของกุ้งก็สามารถบ่งบอกถึงความสดใหม่ได้เช่นกัน โดยที่กุ้งต้องมีดวงตากลมใส เต่งตึง ดวงตาไม่ขุ่นหรือเหี่ยว เป็นต้น
  • ลองสัมผัส : การใช้มือสัมผัสโดยตรงค่อนข้างเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในการเช็คความแน่นของเนื้อกุ้ง โดยใช้มือกดลงเบา ๆ ที่ตัวกุ้ง จะสัมผัสทันทีหากเนื้อกุ้งไม่แน่น เช่น เนื้อจะไม่นุ่ม ไม่เต่งตึง เป็นต้น
  • ไม่มีสีดำ : กุ้งสดใหม่สังเกตด้วยตาได้ไม่ยาก เพราะตัวกุ้งหรือส่วนต่าง ๆ เช่น หนวด หางกุ้ง หรือส่วนหัว จะไม่เป็นสีดำ หากกุ้งเป็นสีดำแสดงว่ากุ้งตัวนั้นเป็นกุ้งเก่า 
  • ก้ามยังไม่หลุด : ในกรณีที่เป็นการเลือกซื้อกุ้งก้ามกราม จะสังเกตจากความแน่นของก้ามได้เลย ถ้าก้ามหลุดจากตัวกุ้งหรือดึงออกมาง่าย ๆ แสดงว่ากุ้งไม่สด ควรเลือกซื้อกุ้งที่ก้ามติดอยู่
  • ไม่มีกลิ่นคาว : เป็นเรื่องปกติที่อาหารสดจะมีกลิ่นคาวอยู่บ้าง แต่จะสังเกตได้ว่ากุ้งที่สดใหม่กว่า จะมีกลิ่นคาวที่อยู่ในระดับพอดี กลิ่นไม่แรงมาก หรืออาจไม่มีกลิ่นเลย แต่ถ้าเป็นกุ้งไม่สดกลิ่นคาวฉุนจะแรงกว่าปกติ

เทคนิคการปอกเปลือกกุ้งง่าย ๆ

  • การปอกเปลือกกุ้งแบบเหลือหาง : ให้ทำการแกะเปลือกในซิ้งค์ล้างจานทั้งหมดแล้ว ค่อยดึงหางและใช้นิ้วโป้งแกะเปลือกข้อสุดท้ายและแกะขาออกไป ตามด้วยใช้มีดผ่ากลางหลังกุ้ง แล้วดึงเส้นดำออก 
  • ปอกกุ้งด้วยกรรไกร : วิธีการคือใช้กรรไกรดึงหัวกุ้งออก หลังจากนั้นใช้กรรไกรเสียบเข้าไปด้านหลังกุ้ง แล้วค่อย ๆ ตัดผ่ากลางไปจนถึงหาง เสร็จแล้วจับหางไว้ แล้วแกะเปลือกออกและดึงเส้นสีดำออก
  • แกะกุ้งด้วยปลายช้อนกลาง : ใช้ปลายช้อนสอดเปลือกกุ้ง และบิดมือเบา ๆ เปลือกกุ้งก็จะหลุดได้อย่างง่ายดาย
  • แกะกุ้งด้วยการใช้ส้อม : เช่นเดียวกับขั้นตอนของการใช้ช้อนแกะกุ้ง ใช้ปลายส้อมสอดเข้าไป แล้วค่อย ๆ บิดมือเบา ๆ เปลือกของกุ้งก็จะหลุดออกมา ใช้มือแกะออกนิดหน่อย ผ่าหลังแล้วเอาเส้นสีดำออก
  • ใช้ไม้จิ้มฟันดึงเส้นสีดำออก : ไม้จิ้มฟันจะมีขนาดปลายแหลมเล็ก ซึ่งสามารถเสียบเข้าไปในตัวกุ้ง แล้วเกี่ยวกับเส้นสีดำที่อยู่ในตัวกุ้ง จากนั้นดึงออกมาง่าย ๆ โดยไม่ต้องแกะเปลือกเลยด้วยซ้ำ

สรุปบทความ

การเลือกกุ้งสดไม่ได้ยากกว่าที่คิด ถ้าเรารู้เทคนิคการสังเกตดังกล่าว บอกเลยว่าแม้จะเป็นพ่อครัวแม่ครัวมือใหม่ก็สามารถมองหากุ้งสดไปใช้ประกอบอาหารแสนอร่อยได้เช่นกัน

ไขข้อสงสัยข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ทำไมต้องเป็นข้าวเก่า

ไขข้อสงสัยข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ทำไมต้องเป็นข้าวเก่า
ข้าวผัดเป็นเมนูอาหารง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าข้าวผัดใช้ข้าวอะไร ต้องใช้ข้าวเก่าถึงจะอร่อยกว่าใช่หรือไม่ บทความนี้จะช่วยไขข้อสงสัยให้ทุกคน พร้อมแจกทริคการทำข้าวผัดให้อร่อยด้วยการใช้ “ข้าวเก่า” แทนข้าวสุกใหม่ร้อน ๆ ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน มาตามอ่านไปพร้อมๆ กันได้เลย

ทำไมใช้ข้าวเก่าทำข้าวผัดถึงอร่อยกว่า

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับข้าวเก่ากันก่อน ข้าวเก่าหมายถึงอะไร และมีที่มาอย่างไร ข้าวเก่าคือ ข้าวที่หุงจนสุก แล้วเก็บไว้จนข้ามคืน หรือหุงสุกแล้วแต่นำไปแช่เก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อกันข้าวบูดหรือมีกลิ่นเปรี้ยวนั่นเองนั่นเอง แน่นอนว่าเมื่อผ่านเวลาไปข้าวจะมีความร่วนมากขึ้น เวลาตักจะไม่ได้เป็นก้อนสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ส่วนข้าวใหม่คือ ข้าวที่เพิ่งหุงสุกใหม่ ๆ กำลังร้อนได้ที่ พร้อมรับประทาน ซึ่งในการทำข้าวผัดให้มีรสชาติอร่อยและเม็ดข้าวเรียงสวยนั้น คนส่วนใหญ่นิยมใช้ข้าวเก่าในการทำ เพราะเม็ดข้าวเก่ากำลังร่วนในระดับที่พอดี ไม่เหนียวหรือจับตัวเป็นก้อนจนเกินไป ทำให้ง่ายต่อการผัดข้าวผัดไม่เพียงเท่านั้นการทำข้าวผัดจากข้าวเก่า ยังให้เนื้อสัมผัสถึงเม็ดข้าวที่เคี้ยวอร่อยเข้ากันอีกด้วย ดังนั้น ข้าวเก่าจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อความอร่อยของข้าวผัดมาก เมื่อเทียบกับการทำข้าวผัดด้วยข้าวที่เพิ่งสุกใหม่ ๆ ไอน้ำจากความร้อนของเม็ดข้าวสุกใหม่ มีแต่ทำให้เนื้อข้าวนิ่ม และเละง่าย เลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนทำครัวหลายๆ คนถึงใช้ข้าวเก่า

ทำข้าวผัดต้องใช้ไฟระดับไหน

นอกจากการเลือกใช้ข้าวเก่าเพื่อไม่ให้ข้าวผัดติดกับกระทะแล้ว การเลือกอุปกรณ์อย่างเตาแก๊สเตาไฟฟ้า ก็มีความสำคัญ จำเป็นต้องเลือกเตาแก๊สไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องมีการปรับระดับความร้อนของไฟให้เหมาะสม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับคือ ระดับอ่อน ระดับปานกลาง และระดับแรง โดยต้องคำนึงถึงความร้อนของกระทะ ให้กระทะร้อนก่อนจึงจะสามารถทำการผัดข้าวผัดได้

ขั้นตอนทำข้าวผัดที่แนะนำโดยมืออาชีพ

  • เปิดไฟตั้งกระทะให้ร้อนก่อนใส่น้ำมัน เมื่อกระทะได้ที่แล้วให้นำกระเทียมสับลงไปผัดให้ความหอมคุขึ้นมา จากนั้นให้ทำการตอกไข่ใส่กระทะขยี้ไข่ไก่ให้พอสุก แนะนำว่าไม่ต้องละเอียดเวลาทำไข่เจียว หรือเหลวตอนทำไข่ดาว
  • ในต่อมาสำหรับใครที่ต้องการใส่เนื้อสัตว์ก็สามารถใส่ลงไปได้ โดยแนะนำว่าข้าวผัดสามารถใส่เนื้อสัตว์ไก่ หมู กุ้ง ปู นับว่าเป็นอะไรที่อร่อยมากๆ แต่ถ้าหากใครไม่ต้องการจะใส่สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย
  • ต่อมาให้ใส่ข้าวเก่าลงไปโดยกะปริมาณได้ตามต้องการ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป หลายคนที่ประสบปัญหาในทำข้าวผัด ผัดแล้วไม่อร่อย ข้าวติดกระทะ ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ไม่ใช้ข้าวเก่าในการผัด ส่วนมากจะไม่ตั้งกระทะให้ร้อนก่อนผัดมากกว่า
  • เมื่อใส่ข้าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการคลุกกับไข่ให้เข้ากัน จากนั้นก็ตามด้วยเครื่องปรุงไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย หรือใครอยากเพิ่มเติมเครื่องปรุงชนิดอื่นก็สามารถนำมาใส่ได้ โดยกะปริมาณตามรสชาติที่ตัวเองชื่นชอบ
  • ก่อนปิดจ็อบก็ให้นำต้นหอมซอยมาโรยให้ทั่ว ก่อนจะคลุกเคล้ากันอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างดูสุกได้ที่เป็นเนื้อเดียวกัน ก็สามารถจัดจานพร้อมเสิร์ฟกันได้เลย

สรุปบทความ

จะเห็นได้ว่า ส่วนประกอบของเครื่องปรุงในการทำข้าวผัดไม่มีสูตรตายตัว เพราะแต่ละคนมีรสชาติที่ชอบแตกต่างกัน สิ่งสำคัญอยู่ที่การใช้ข้าวเก่าและการตั้งเตาให้ร้อนก่อนใส่น้ำมันลงไป หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่ชอบข้าวผัดไม่มากก็น้อย สุดท้ายการทำข้าวผัดจำเป็นที่จะต้องใช้ไฟที่สามารถกะความแรงได้ ซึ่ง เตาแก๊สเตาไฟฟ้า ถือว่าเป็นคำตอบที่ทาง Tecnogas อยากให้ใช้ เพราะไม่เพียงแต่ควบคุมกำลังไฟได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งขณะการใช้งานยังมีความปลอดภัย และสะดวกการใช้เป็นอย่างมาก

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310