ไขข้อข้องใจปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอันไหนสูงที่สุด

ไขข้อข้องใจปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอันไหนสูงที่สุด
เครื่องปรุง 3 ชนิดยอดฮิตติดบ้านอย่าง เกลือ น้ำปลา และซีอิ๊วขาว แน่นอนว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับรสชาติเป็นการดีอยู่แล้ว โดยรสชาติหลักๆ ก็คือการให้ความเค็ม  แม้ว่าจะเป็นเครื่องปรุงที่ทำหน้าที่คล้าย ๆ กัน แต่กรรมวิธีในการทำเครื่องปรุงแต่ละอย่างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และในการทำแต่ละครั้งก็ต้องใช้ระยะเวลาในการทำนานพอสมควร ในส่วนของปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงทั้ง 3 อย่างนี้ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังสงสัยว่าเครื่องปรุงชนิดใดมีปริมาณโซเดียมมากที่สุด บทความนี้คำตอบ สำหรับสายสุขภาพขอแนะนำให้รีบอ่านเลย

ปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงทั้ง 3 ชนิด

เกลือ

เครื่องปรุงอย่างเกลือ เกิดจากการนำน้ำทะเลมากักไว้ แล้วปล่อยให้แสงแดดและลมทำให้น้ำทะเลที่กักไว้ระเหยไปจนเหลือเพียงแค่เกลือ เรียกได้ว่าเกลือเป็นหนึ่งในตัวเอกของการปรุงอาหารเลยก็ว่าได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้สารพัดประโยชน์ในการประกอบเมนูอาหาร ไม่ว่าจะเป็น การหมักเนื้อสัตว์และผัก นำไปปรุงอาหารประเภท ต้ม ผัด หรือทอด เป็นต้น เกลือจึงเป็นเครื่องปรุงที่ต้องมีติดบ้านและมีการใช้แพร่หลายทั่วโลก โดยปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างเกลือ เมื่อเทียบกับเครื่องปรุงอื่นๆ ในปริมาณที่เท่ากัน เวลาใช้ในการปรุงอาหารจึงใช้น้อยมากๆ

น้ำปลา

น้ำปลา เกิดจากการหมักปลา ซึ่งจะใช้เป็นปลาไส้ตัน ปลากะตักใหญ่เป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ น้ำปลา เครื่องปรุงรสชาติเค็มระดับกลาง นิยมนำไปปรุงอาหารประเภท ลาบ แกงไทย หรืออาหารต่าง ๆ ที่มีรสชาติจัดจ้าน ซึ่งเดิมทีน้ำปลาเกิดจากการหมักปลา แล้วนำไปผสมกับเกลือ ระยะเวลาในการหมักใช้เวลาค่อนข้างนาน อาจจะหลายเดือนไปจึงถึงหลายปีเลยก็ว่าได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและน้ำปลาแต่ละยี่ห้อ จะนิยมใช้เป็นปลาไส้ตันและปลากะตักใหญ่ ในการหมัก สำหรับปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างน้ำปลาถือว่าอยู่เป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับเครื่องปรุงรสทั้ง 3 อย่างในปริมาณที่เท่ากัน โดยน้ำปลาเหมาะปรุงรส หรือสามารถทานแบบจิ้มได้

ซีอิ๊วขาว

ซีอิ๊วขาว ทำมาจากการหมักเหมือนกัน แต่จะเป็นการหมักถั่วเหลืองเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สุกก่อนแล้วนำไปผสมกับแป้งข้าวสาลีก่อนนำไปหมักประมาณ 1 อาทิตย์ ซีอิ๊วขาว เครื่องปรุงรสเค็มที่มีปริมาณโซเดียมน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับ เกลือหรือน้ำปลา โดยที่ 1 ช้อนโต๊ะของซีอิ๊วขาว มีโซเดียมอยู่ที่ 960 – 1,490 มิลลิกรัมเท่านั้น เนื่องจากรสชาติที่ไม่ได้เค็มมากจนเกินไป จึงเข้ากับอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เมนูต้ม เมนูผัด หรือแม้กระทั่งเอาไปเหยาะทำเป็นน้ำจิ้มได้เลย ซึ่งซีอิ๊วขาว เกิดจากการหมักถั่วเหลือง แล้วผสมกับแป้งข้าวสาลี โดยที่ไม่มีการปรุงแต่งอย่างอื่นเพิ่มเติม ที่สำคัญใช้ระยะเวลาในการหมักสั้นมาก เพียง 5 – 7 วันเท่านั้น เครื่องปรุงทั้ง 3 ประเภทมีระดับความเค็มและรสชาติที่แตกต่างกัน ดังนั้นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุง 1 ช้อนของแต่ละเครื่องปรุงจึงเหมาะกับการทำอาหารที่ไม่เหมือนกัน เช่น น้ำปลาเหมาะกับอาหารที่เป็นแกงหรืออาหารรสจัด ซีอิ๊วขาวเหมาะสำหรับอาหารประเภทผัดหรือต้ม และเกลือเหมาะสำหรับนำไปหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เป็นต้น

สรุปบทความ

สรุปได้ว่าปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอย่างเกลือเป็นเครื่องปรุงที่มีปริมาณโซเดียมเยอะที่สุด แม้จะเทียบกับปริมาณเกลือ 1 ช้อนชา ก็ยังมีโซเดียมที่มากกว่า น้ำปลาหรือซีอิ๊วขาว ที่ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ อย่างไรก็ดีควรจำกัดปริมาณโซเดียมที่ทานเข้าในแต่ละวัน ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ในขณะเดียวกันการเลือกใช้เครื่องครัวก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย ควรเลือกใช้แบบที่ได้มาตรฐาน ระหว่างการทำครัวมีความปลอดภัย ที่สำคัญยังสามารถสร้างความเพลิดเพลินระหว่างการทำครัวที่สามารถควบคุมได้ตามที่ต้องการ ขอแนะนำ เครื่องครัวนำเข้า Tecnogas ที่สามารถการันตีได้ว่าเข้าได้ทุกห้องครัว และการทำอาหารจะสร้างรสชาติอาหารที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ไขข้อข้องใจเนื้อเค้กมีกี่แบบและแตกต่างกันยังไง

ไขข้อข้องใจเนื้อเค้กมีกี่แบบและแตกต่างกันยังไง
ใครที่อยากทำเบเกอรี่กินเองแต่ไม่รู้จะทำเมนูอะไรดี มีเมนูเนื้อเค้กมีกี่แบบ บทความนี้จะช่วยแนะนำเกี่ยวกับเนื้อเค้กประเภทต่าง ๆ ที่ใช้อุปกรณ์ เตาอบขนาดเล็กและเตาอบตั้งโต๊ะ Tecnogas ในการทำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำเบเกอรี่

เนื้อเค้กมีกี่แบบ

1. เค้กเนยสด

เค้กเนยสด สามารถเรียกอีกอย่างว่า บัตเตอร์เค้ก เนื้อมีความนุ่ม ฉ่ำ และมีกลิ่นเนย ส่วนประกอบที่ใช้ในการทำเค้กเนยสด ได้แก่ แป้ง ไข่ น้ำตาล เนย และผงฟู หรือเบคกิ้งโซดา เพื่อให้เนื้อเค้กฟู น่ารับประทาน ในส่วนของมีวิธีการทำ ขั้นตอนแรกให้ผสมเนยกับน้ำตาลเข้าด้วยกันโดยใช้เครื่องตีเพื่อเติมอากาศทำให้เนยนิ่ม แล้วจึงใส่ไข่ที่เก็บในอุณหภูมิห้องลงไป ซึ่งนอกจากไข่จะใช้ในการทำเนื้อเค้กเนยสดแล้ว ยังใช้ในการแต่งหน้าเค้กด้วยครีมอีกด้วย

2. เค้กไข่ขาว

เค้กไข่ขาว เค้กเนื้อนุ่ม ละมุนลิ้น มีส่วนประกอบหลักคือ ไข่ขาวไม่มีการใส่ไข่แดง น้ำตาลปริมาณเยอะ และครีมออฟทาทาร์เพื่อทำให้ไข่ขาวอยู่ตัว แนะนำให้ใช้แม่พิมพ์แบบ Ring ที่มีรูตรงกลาง ขนมเค้กจึงจะสุกเร็วและไม่แห้ง คนส่วนใหญ่มักตกแต่งหน้าเค้กไข่ขาวด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่ง ครีมและผลไม้

3. ชีสเค้ก

ชีสเค้ก มีส่วนประกอบหลักเป็นครีมชีสสมชื่อ เหมาะกับการกินคู่กับผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เนื่องจากชีสเค้กมีรสชาติหนักจึงตัดกับผลไม้รสเปรี้ยวได้ดี ชีสเค้กสามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบที่ใช้เตาอบ และแบบที่ไม่ใช้เตาอบ สำหรับแบบที่ต้องใช้การอบให้ตีครีมชีสกับน้ำตาลเข้าด้วยกัน จากนั้นใส่ไข่ไก่และโยเกิร์ตลงในพิมพ์แล้วนำเข้าเตาอบ เมื่ออบเสร็จให้เนื้อเค้กเซ็ตตัวในเตาอบก่อนนำออกมา หน้าเค้กถึงจะออกมาสวย ส่วนชีสเค้กที่ไม่ต้องใช้เตาอบให้บดแครกเกอร์ผสมกับเนยไว้ทำเป็นฐานเค้ก จากนั้นนำครีมชีสกับเจลาตินมาผสมเข้าด้วยกัน นำไปแช่ตู้เย็นให้ชีสเค้กเซตตัวก่อนรับประทาน

4. ชิฟฟอนเค้ก

ชิฟฟอนเค้ก มีความพิเศษแตกต่างจากเค้กอื่น ๆ เพราะเป็นเค้กที่มีเนื้อเค้กเบาที่สุด กินเข้าไปแล้วละลายในปาก ใช้ไข่ไก่เป็นส่วนประกอบหลักและใช้น้ำมันพืชแทนเนย กระบวนการทำไม่ยาก ให้ตีไข่ขาวแยกกับไข่แดง ระหว่างตีใส่น้ำตาลจนตั้งเป็นยอดก่อนผสมกับส่วนที่เป็นไข่แดง ซึ่งต้องผสมให้เบามือที่สุด โดยทั่วไปแล้วคนไม่นิยมตกแต่งหน้าชิฟฟอนเค้ก เพราะเนื้อมีความเบานั่นเอง

5. สปันจ์เค้ก

สปันจ์เค้ก เป็นเค้กที่นิยมทำเป็นเค้กวันเกิด คัพเค้ก เค้กโรล หรือเค้กที่ต้องใช้ครีมในการตกแต่ง เป็นต้น เนื้อของสปันจ์เค้กจะมีความฉ่ำ นุ่ม ซึ่งได้มาจากไข่และเนย ในการทำสปันจ์เค้ก สามารถใช้ไข่ไก่ได้ทั้งใบโดยไม่ต้องแยกไข่แดงกับไข่ขาวออกจากกัน เมื่อผสมส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยแล้วแนะนำให้เอาเข้าเตาอบทันที เพราะหากทิ้งไว้นาน อากาศในเนื้อเค้กจะลดลงทำให้เนื้อเค้กไม่ฟูได้ วิธีการเก็บรักษาสปันจ์เค้ก ให้เก็บไว้ในตู้เย็น ก่อนรับประทานให้นำมาวางในอุณหภูมิห้องเพื่อคลายความเย็น

6. มูสเค้ก

มูสเค้ก ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง โฟม เนื้อของมูสเค้กจึงมีลักษณะเหมือนโฟมนุ่ม ๆ แบบที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการทำมูสเค้กคือ วิปปิ้งครีมหรือไข่ขาว ส่วนใหญ่ใช้วิธีการตีวิปปิ้งครีมให้ฟูแทนการใช้เตาอบ เมื่อเนื้อเข้ากันดีแล้วจะใส่เจลาติน และแช่เย็นไว้เพื่อให้เนื้อของมูสเค้กเซ็ตตัว การทำมูสเค้กโดยใช้เตาอบจะเรียกว่า Schokotorte หรือ Shoggitorte เค้กชนิดนี้มีฐานเป็นเนื้อปันจ์เค้ก แล้วใส่เนื้อมูสเค้กสลับลงไประหว่างชั้น ก่อนแช่เข้าตู้เย็นเพื่อเซ็ตตัว ซึ่งสามารถเก็บได้นาน 5-7วัน สำหรับใครที่ชอบช็อกโกแลตหรือผลไม้ต่าง ๆ สามารถผสมลงไปด้วยได้

สรุปบทความ

การทำเบเกอรี่ด้วยตนเองไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ให้พร้อม ซึ่งต้องเลือกใช้ของที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะเตาอบ เลือกใช้เตาอบ Tecnogas ในการอบเบเกอรี่หรือเค้กของโปรด และแน่นอนว่าการศึกษาเนื้อเค้กมีกี่แบบเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อที่ว่าจะได้รู้ว่าอยากทำเบเกอรี่แบบไหนกันแน่

รู้จักกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของแซลมอน

รู้จักกับส่วนประกอบต่าง ๆ ของแซลมอน
“แซลมอน” นับเป็นปลาที่แต่ละส่วนมีความอร่อยที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถนำไปทำเมนูได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้ความอร่อยของปลาแซลมอนในแต่ละจุดแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แถมเนื้อปลาแซลมอนยังเป็นที่นิยมของใครหลายคนอีกต่างหาก งานนี้ถ้าอยากจะทำเมนูจานอาหารแซลมอนให้อร่อยยิ่งกว่าเดิม จำเป็นอย่างยิ่งต้องทำให้เหมาะกับเมนูนั้นๆ ถ้าพร้อมแล้วตามไปหาคำตอบปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุดทั้งหมดกันเลยดีกว่า

ปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุด

เนื้อส่วนบริเวณซี่โครง (Top Loin)

สำหรับเนื้อส่วนบริเวณซี่โครง นับว่าเป็นเนื้อชั้นเลิศ โดยเนื้อส่วนนี้อยู่บริเวณด้านบนเนื้อปลาส่วนหน้า จะมีเนื้อที่แน่น นุ่ม อร่อย พร้อมกับสอดแทรกชั้นไขมันที่เพิ่มอรรถรสให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าทานปุ๊บสามารถละลายในปากได้ปั๊บ เนื้อจุดนี้เลยเหมาะกับการทำอาหารได้หลากหลายเมนูมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานแบบสดๆ ย่าง ผัด หรือแม้แต่นำมารมควัน ก็สามารถชูเมนูอาหารจานนี้ให้มีความอร่อยได้ทุกมิติกันเลยทีเดียว ถือว่าเป็นปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุดอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้

เนื้อสัน (Loin)

สำหรับเนื้อสันนับว่าเป็นเนื้อที่อยู่ด้านบนของปลาแซลมอนในตำแหน่งตรงกลาง นับว่าเป็นตำแหน่งที่มีเนื้อแน่นเป็นอย่างมาก แต่ไขมันจะแทรกน้อยกว่าเนื้อส่วนบริเวณซี่โครง ในส่วนนี้ต้องบอกว่าสามารถนำไปรังสรรค์ได้ทุกเมนู เพราะมีส่วนเนื้อที่อร่อยๆ มากจริงๆ อยากจะเสิร์ฟแบบสดๆ หรือนำไปทำสเต็กก็เข้าท่าไม่ใช่น้อย หากมื้อนี้คุณอยากกินแซลมอนแต่ยังไม่รู้จะเลือกแบบไหน การเลือกเนื้อสันไปทานอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดก็ว่าได้ เพราะปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุดที่สามารถทำได้ทุกเมนู

เนื้อกลางลำตัว (Second Cut)

เนื้อกลางลำตัวนับว่าเป็นปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุดสำหรับคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ สำหรับเนื้อส่วนนี้จะอยู่กลางลำตัวค่อนไปถึงหาง จึงมีเนื้อปลาที่ค่อนข้างเยอะ แต่ว่าไขมันถือว่ามีน้อยมากๆ สำหรับใครที่เป็นสายคลีนหรือกำลังลดน้ำหนักอยู่การเลือกเนื้อส่วนนี้นับว่าเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากที่สุด โดยเหมาะทำเมนูที่นำเอาไปย่างหรือนำไปปรุงสุกมากกว่าการทานแบบสดๆ

ท้องปลาแซลมอน (Belly)

อีกส่วนหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีไขมันเยอะมากๆ ก็คือส่วนที่เป็นท้องปลาแซลมอน ที่นับว่าเป็นส่วนที่มีน้อยเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ แต่ความอร่อยบอกเลยว่าไม่แพ้เนื้อส่วนอื่นๆ แต่อย่างใด เพราะเนื้อส่วนนี้เวลาทานแล้วจะได้สัมผัสนุ่มละลายในปาก เรียกได้ว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจ ดังนั้นเนื้อส่วนนี้จะเหมาะกับการทำเมนูย่าง ทอดรับรองไม่แห้งชุ่มฉ่ำแน่นอน

หางปลาแซลมอน (Tail)

สำหรับเนื้อหางปลาแซลมอนต้องบอกเลยว่าเป็นเนื้อที่แตกต่างจากส่วนอื่นๆ เพราะเนื้อมีน้อย แถมไขมันก็ยังมีน้อย ใครหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถูกจัดในหมวดปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุดเพราะเนื้อปลาส่วนนี้เหมาะกับการไปนึ่งหรือไปต้มนั่นเอง เรียกได้ว่าสามารถนำไปรังสรรค์เมนูหลายๆ อย่างให้น่าสนใจได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

หนังปลาแซลมอน (Skin)

ในส่วนสุดท้ายที่เรียกว่าหนังปลาแซลมอน ก็คือส่วนหนังที่ใครหลายคนนึกออกว่านำหนังไปทำอะไรแล้วอร่อย นั่นก็คือการนำหนังปลาแซลมอนไปทอดกรอบให้อร่อยนั่นเอง สามารถนำไปเคี้ยวเล่นแบบเพลินๆ หรืออาจเพิ่มเนื้อสัมผัสให้อาหารจานอื่นๆ มีความกรุบกรอบก็สามารถเข้ากันได้ดีแบบลงตัวมากๆ เลยนับว่าเป็นปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุด ที่ไม่ควรพลาดอีกจานหนึ่งก็ว่าได้

สรุปบทความ

ทุกคนคงจะได้คำตอบแล้วใช่หรือไม่ว่า “ปลาแซลมอนส่วนไหนอร่อยสุด” ต้องบอกเลยว่าแต่ละส่วนนั้นมีความอร่อยมากๆ แต่อร่อยแตกต่างกันทั้งในรสชาติของแต่ละส่วน วิธีการปรุงอาหาร วิธีการทำให้สุก หรือแม้แต่ทานดิบๆ ก็จะมีเนื้อที่โดดเด่นตามแต่ละเมนู ซึ่งการทำปลาแซลมอนให้อร่อยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เตาแก๊ส เกรดคุณภาพของทาง Tecnogas ที่สามารถควบคุมความแรงของไฟได้ตามที่ต้องการ เลยทำให้ได้เนื้อแซลมอนที่มีความอร่อยกำลังดี

6 น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพต้องติดบ้านไว้

6 น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพต้องติดบ้านไว้
สำหรับใครที่ต้องใช้น้ำมันในการทำอาหารอยู่บ่อยๆ ก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่าน้ำมันบางชนิดไม่ได้ช่วยทำให้สุขภาพร่างกายดีสักเท่าไหร่ และแม้แต่น้ำมันถั่วเหลืองเองก็อาจยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เพราะนอกจากน้ำมันถั่วเหลืองแล้ว ยังมีน้ำมันชนิดอื่นๆ ที่ทุกคนสามารถนำมาเข้าครัว เทได้แบบไม่ยั้ง อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความอร่อยให้กับอาหารเมนูนั้น ๆ แบบไม่น่าเชื่อ ถ้าพร้อมแล้วตามไปอ่านด้วยกันดีกว่าว่ามีน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมีชนิดไหนบ้าง

รวมน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำมัน คือ สิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายที่มาในรูปแบบของไขมัน อย่างที่ทุกคนรู้ว่าคนเราจะต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหนึ่งในนั้นก็คือไขมัน แต่การจะทานไขมันก็ต้องเลือกสักหน่อย ก็เหมือนกับน้ำมันที่จะต้องเลือกเช่นกัน ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลเสียได้ ทีนี้เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา 6 มีน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมีอะไรบ้างมาดูกัน

1. น้ำมันมะพร้าว

สำหรับใครที่ทำอาหารทอดบ่อยๆ ขอแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว ที่ถือว่าเป็นไขมันที่มีความอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว โดยรวมคือเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกายนั่นเอง วิธีการสามารถใช้ทอดได้อย่างไม่มีลิมิต หรือก็คือสามารถเทน้ำมันท่วมๆ ระหว่างทอดได้เลย เพียงแต่เมื่อทอดเสร็จแล้ว ก็ให้ทำการสะเด็ดน้ำมันออกให้เยอะที่่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ให้ร่างกายรับไขมันที่มากจนเกินไป แต่ต้องบอกเลยว่าน้ำมันมะพร้าวส่งผลดีต่อผิวเหมาะแก่การบำรุงเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็สามารถนำมาใช้ในการลดน้ำหนักได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพจริงๆ

2. น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว นับว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะตัวน้ำมันทำจากเปลือกข้าวที่ผ่านการสกัด โดยไขมันที่จะได้ก็เป็นไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่วยบำรุงประสาท สมอง ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ลดน้ำตาลในเลือดจึงนับว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ในการนำไปใช้เหมาะแก่การใช้สดอย่างเช่นราดลงบนสลัด การนำไปทอด ผัด ก็สามารถเลือกใช้ได้ เพียงแต่เมื่อเจอความร้อนรสชาติอาหารอาจเปลี่ยนแปลงได้

3. น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก นับว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเพราะมีกรดไขมันต่ำ ให้แคลเลอรี่ต่ำ ซึ่งเป็นอะไรที่ดีต่อร่างกาย สามารถทานในปริมาณมากๆ ได้ โดยน้ำมันมะกอกนิยมใส่ลงในสลัด เป็นซอสปรุงรส หรือนำไปผัดด้วยไฟอ่อนๆ ได้ ทั้งนี้ไม่เหมาะแก่การทอดเป็นอันขาด

4. น้ำมันอะโวคาโด

น้ำมันอะโวคาโด คนไทยอาจจะไม่ได้ใช้กันบ่อย แต่ต้องบอกว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ช่วยลดคอเลสเตอรอล บำรุงหัวใจ ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี และแน่นอนว่ายังสามารถขับสารพิษได้อีกด้วย สำหรับน้ำมันชนิดเหมาะแก่การทอดมากที่สุด เพราะสามารถทอดอุณหภูมิสูงๆ ได้นั่นเอง

5. น้ำมันหมู

น้ำมันหมู ก็นับว่าเป็นน้ำมันที่คนไทยใช้กันบ่อยมากที่สุด โดยเฉพาะเมนูทอดที่ไม่เพียงแต่จะทอดให้กรอบ ได้ความร้อนตามที่ต้องการแล้ว ยังสามารถเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยได้เป็นกองอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นที่ถูกอกฤูกใจ

6. น้ำมันปาล์ม

น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพอย่างน้ำมันปาล์ม เหมาะแก่การทอดแบบน้ำมันท่วม  ไม่มีกลิ่นหืนและทอดอาหารได้กรอบได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญสามารถลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สำหรับน้ำมันชนิดนี้ก็เป็นที่นิยมในการทำอาหารเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย

สรุปบทความ

สำหรับน้ำมัน 6 ชนิดนี้ นับว่าเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ น้ำมันบางชนิดอาจต้องใช้ในปริมาณพอเหมาะ และที่สำคัญจะต้องเหมาะกับเมนูที่จะทำด้วย เพราะถ้าหากเลือกผิดชีวิตอาจจะเปลี่ยนได้ จากอาหารที่เป็นจานอร่อยๆ อาจกลายเป็นไม่อร่อยขึ้นมาก็ได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนเลือกทำเมนูอะไรจำเป็นจะต้องเช็คน้ำมันที่มีก่อน แล้วค่อยลงมือทำจะเป็นการดีที่สุด และแน่นอนว่าการเลือก เครื่องครัวอิตาลี จากทางแบรนด์รับรองทำอาหารได้อร่อยขึ้น สามารถเร่งระดับความร้อนได้สะดวก อีกทั้งยังกะอุณหภูมิได้อย่างชัดเจน และยังสามารถใช้งานได้ง่ายอีกด้วย หากใครที่สนใจเข้ามาดูกันที่หน้าเว็บไซต์กันได้เลย

อยากทำเบเกอรี่ขายฉบับมือใหม่ต้องเริ่มต้นอย่างไร?

อยากทำเบเกอรี่ขายฉบับมือใหม่ต้องเริ่มต้นอย่างไร?

หากใครเป็นสายของหวานและอยากลองทานหรือทำธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับเบเกอรี่สักครั้ง ขอแนะนำให้มารู้จักกับเบเกอรี่ว่า เบเกอรี่มีอะไรบ้าง กันก่อนเพราะเมื่อรู้แล้วเราจึงสามารถที่จะเริ่มทำเบเกอรี่ขายได้ สำหรับใครที่เป็นมือใหม่หัดเข้าครัว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เป็นอย่างดีว่ามีใหม่ควรทำอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะวัตถุดิบ ส่วนผสม และการเลือก แบรนด์เครื่องครัว ที่มีคุณภาพในการทำเบเกอรี่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อย เอาเป็นว่าเราไปเรียนรู้เพิ่มในบทความกันดีกว่า

อยากทำเบเกอรี่ขายต้องเริ่มต้นอย่างไร?

1. ทำความเข้าใจก่อนว่าเบเกอรี่มีอะไรบ้าง

ก่อนอื่นทุกคนจำเป็นจะต้องรู้ก่อนว่า เบเกอรี่มีอะไรบ้าง โดยส่วนใหญ่เบเกอรี่ที่เห็นกันได้บ่อยก็จะมี ขนมปัง , เค้ก , พาย , ครัวซองค์ , คุกกี้ , เอแคลร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทางเราขอแนะนำว่าให้เลือกเบเกอรี่ที่ตัวเองอยากจะทำมากที่สุดสัก 1 อย่างก่อน โดยอาจจะอิงเบเกอรี่ที่ขายดีควบคู่ไปด้วย เพื่อฝึกฝีมือให้คล่องตัว และพัฒนาให้มีหลากรสชาติ จะเป็นการดีกว่าที่จะขายหลายประเภทสำหรับคนที่เป็นมือใหม่ แต่เมื่อชำนาญแล้วสามารถขยายประเภทอื่นๆ ได้

2. เรียนรู้และฝึกฝนเบเกอรี่ที่อยากทำขาย

เมื่อรู้แล้วว่าหมุดหมายเราจะขายอะไรในการเรียนรู้และฝึกฝนการทำเบเกอรี่ที่คุณได้เลือกนั้นนับเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก หากใครที่ไม่เคยมีพื้นฐานเลยแนะนำว่าให้หาคอร์สเรียนทำเบเกอรี่ที่มีครูคอยสอนแบบตัวเป็นๆ เพราะการทำเบเกอรี่จะต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน และส่วนผสมห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด การลงเรียนกับครูที่เชี่ยวชาญนับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากใครพอมีพื้นฐานอาจจะลองดูจาก Youtube หรือลองตระเวนชิมร้านอื่นๆ เพื่อประเมินวิเคราะห์ได้

3. วางแผนเงินลงทุน

เมื่อเราเรียนรู้และพัฒนาฝีมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนเงินลงทุน จะมีการวางแผนในอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในระยะยาวหรือก็คือการซื้อครั้งเดียวแล้วจบอย่างเช่น เตาอบ หรืออุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ และในส่วนของการทำเบเกอรี่ขาย ก็จะเป็นที่จะต้องวางต้นทุนในส่วนผสมว่าคุณอยากจะใช้เกรดไหน ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ และจะขายในราคาเท่าไหร่ในจุดนี้เป็นสิ่งที่จะต้องประเมินให้ดี และอาจเพิ่มจำนวนเงินสำรองเผื่อวัตถุดิบราคาขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้แพคเกจจิ้งที่ช่วยส่งเสริมให้เบอเกอรี่น่าทานก็นับว่าต้องเลือกให้ดีเช่นเดียวกัน แล้วอย่าลืมคิดเรื่องในส่วนของกำไรด้วย

4. วางแผนช่องทางการขาย

ในส่วนต่อมาที่จะต้องคิดควบคู่พร้อมๆ กับเงินลงทุนนั่นก็คือช่องทางการขาย ซึ่งจะขายทางออนไลน์หรือเปิดหน้าร้าน หรือจะทำทั้งสองอย่างก็ได้ ในกรณีที่คุณตัดสินใจที่เปิดหน้าร้านจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกทำเลในการขายได้เป็นอย่างดี โดยอิงจากเกรดของเบเกอรี่ ถ้าหากขายตามห้างก็จะสามารถเพิ่มราคาได้ แต่ถ้าขายตามตลาดนัดจำเป็นจะต้องลดราคาเพื่อให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่จะขาย เลยเป็นเหตุให้จะต้องคิดพร้อมๆ กับการวางแผนในการลงเงินทุนนั่นเอง

5. ลงทุนในอุปกรณ์การทำ

การลงทุนในอุปกรณ์การทำเบเกอรี่ขาย คือสิ่งที่จะต้องเลือกให้ดีตั้งแต่แรก หากราคาสูงหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะจะมีการใช้งานที่เสถียรกว่า สามารถทำการอบหรือทำเบเกอรี่ที่ดีกว่า อีกทั้งยังสามารถทำได้ในปริมาณ ถ้าเลือกเตาอบที่ดีมาตั้งแต่แรก และจำเป็นต้องใช้งานยาวอย่างๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หรือใช้เป็นประจำทุกวัน การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดจะช่วยลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะเสียแต่อย่างใด โดยแนะนำให้มาดูที่ แบรนด์เครื่องครัว กันได้เลย

สรุป การทำเบเกอรี่ขายฉบับมือใหม่

การที่จะทำเบเกอรี่ขาย ไม่ใช่อาชีพที่สามารถเริ่มได้ทันทีทันใด เพราะเป็นการทำอาหารหมวดเบเกอรี่ที่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญเฉพาะในหลายๆ ด้าน เพื่อทำให้เบเกอรี่ออกมาอร่อยที่สุดและคงคุณภาพเสมอๆ เอาไว้ได้ ดังนั้นการให้เวลาและไขว่คว้าประสบการณ์ให้มากที่สุดจะเป็นการดีที่จะลดความเสี่ยงในการขายเบเกอรี่ได้ นอกจากนี้ถ้าหากรู้ว่า เบเกอรี่มีอะไรบ้าง และคนส่วนใหญ่ฮิตเมนูไหนก็สามารถเลือกขายประเภทนั้น แต่ต้องฝึกให้เชี่ยวชาญผ่านทาง เตาอบ คุณภาพจากทางแบรนด์ Tecnogas กันได้ รับรองว่าการอบเป็นเรื่องง่าย หมดห่วงได้อย่างแน่นอน

จานเด็ด! เล้งแซ่บ วิธีทำจะต้องทำอย่างไรถึงอร่อยแซ่บซี้ด

จานเด็ด! เล้งแซ่บ วิธีทำจะต้องทำอย่างไรถึงอร่อยแซ่บซี้ด
เมนูที่เรียกได้ว่าหลายคนต้องร้องซี้ดอย่างเมนู “เล้งแซ่บ” แต่ก่อนอื่นเรามารู้กันก่อนว่า เล้ง คือ อะไรกันก่อน ในความหมายของจีน “เล้ง” คือ กระดูกสันหลังของหมู โดยผ่านการเลาะเนื้อออกหมดแล้ว เหลือเพียงเนื้อในจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่อย่างที่ทราบกันว่าซุปกระดูกหมูเป็นอะไรที่อร่อยมากๆ จึงดัดแปลงมาเป็นความแซ่บที่มีรสชาติกลมกล่อม เข้มข้น เผ็ด เปรี้ยวจี๊ดโดนใจ ในบทความนี้ก็จะพาทุกคนไปดูเล้งแซ่บ วิธีทำ ว่าสามารถทำได้อย่างไร

วิธีทำเล้งแซ่บ

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เล้ง คือ กระดูกสันหลังของหมูที่มีเนื้อติดอยู่นิดหน่อย เวลาทานก็จะเน้นแทะเสียส่วนใหญ่ แต่บอกเลยว่าเนื้อในส่วนที่แทะมีความอร่อยมาก คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่า เล้งแซ่บ วิธีทำนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือการเตรียมวัตถุดิบและขั้นตอนการทำ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

สำหรับวัตถุดิบที่ต้องเตรียมจะเป็นวัตถุดิบที่จะต้องมี โดยปริมาณที่จะแนะนำต่อไปไม่เป็นตามนี้ก็ได้ สามารถเพิ่มหรือลดเพื่อให้เล้งเป็นที่ถูกปากของคุณจะเป็นการดีที่สุด เบื้องต้นแนะนำให้เตรียมคร่าวๆ ระหว่างการทำจะต้องชิม แล้วถ้าอยากใส่อะไรเพิ่มลงไปก็สามารถเสริมเติมแต่งรสชาติของคุณได้
  1. กระดูกเล้ง 500 กรัม
  2. น้ำสะอาด 2 ½ ลิตร
  3. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. กระเทียม 3 กลีบ
  5. รากผักชี 1 รากใหญ่
  6. พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกขี้หนูสวนสีเขียว 15 เม็ด
  8. น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  10. ผักชีฝรั่ง 2 ต้น

วิธีทำเล้งแซ่บ

ในส่วนต่อมาหลังจากเตรียมวัตถุดิบ เล้งแซ่บ วิธีทำ นั้นถือว่าค่อนข้างง่ายเหมาะกับมื้อใหม่ที่เพิ่งเข้าครัว โดยมีที่การทำให้เล้งมีความอร่อย ใครกินก็ถูกอกถูกใจสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลย
  1. เริ่มจากการเตรียมกระดูกสันหลังหมู โดยล้างน้ำให้สะอาดจนกว่าเลือดซึมออกมา รอให้แห้งเสียก่อน
  2. ระหว่างนี้ให้มาเตรียมวัตถุดิบที่จะใช้ต้ม ก็คือการนำกระเทียมมาปอกเปลือกและสับ หั่นรากผักชีออกมาและใช้มีดบุบเพื่อให้เวลาต้มจะได้กลิ่น 
  3. หลังจากกระดูกสันหลังหมูแห้งแล้ว ให้นำเอาลงไปในหมอนำกระเทียมและรากผักชีใส่ตามไป จากนั้นให้เทน้ำเปล่าให้ท่วมเล้งเล็กน้อย ใส่พริกไทย เกลือตามลงไป ใช้เวลาเคี่ยวประมาณ 2 ชั่วโมง โดยตั้งไฟอ่อน และคอยตั้งฟองออกอยู่ตลอด
  4. ระหว่างนี้ก็มาเตรียมเครื่องที่เพิ่มความแซ่บกัน โดยสามารถเริ่มได้จากการนำพริกขี้หนูสวนสีเขียวมาโขลกประมาณ 15 เม็ด ถ้าอยากแซ่บหรือลดความแซ่บ ก็ลดปริมาณพริกลง 
  5. เมื่อถึงเวลาที่ต้มเสร็จก็สามารถนำเล้งเทลงชาม จากนั้นจะเป็นการปรุงรส โดยโรยผักชีสอย จากนั้นให้นำพริกขี้หนูสวนที่โขลกไว้มาใส่ ตามด้วยน้ำปลาและมะนาวแท้ เพียงแค่นี้ก็ได้แซ่บรสเด็ดๆ กันแล้ว
ถ้าหากใครคิดว่าการแทะเล้งแซ่บอย่างเดียวได้แต่ความแซ่บไม่อิ่มท้อง แนะนำว่าให้หุงข้าวสวยเตรียมไว้ด้วย นำมาราดข้าวทานเพลินๆ อร่อยได้เต็มที่ แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่จะทำไข่เจียว ควบคู่เพื่อทานไปพร้อมกันไปด้วย ก็สามารถเข้ากันได้ดีกับเล้งแซ่บที่ทาน

เคล็ดลับ! วิธีทำเล้งแซ่บรสเด็ดเหมือนกินอยู่ที่ร้าน

สำหรับเคล็ดลับเด็ดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้อร่อยรสชาติเด็ดเหมือนกับที่ร้าน แนะนำว่าให้เลือกใช้ เตาแก๊ส  จาก Tecnogas ที่เป็นเตาแก๊สคุณภาพที่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ตามที่คุณต้องการ โดยเตาแก๊สจะมีแบบที่ใช้แก๊สจริงๆ สามารถเชื่อมต่อกับเตาได้ง่าย และอีกแบบอินฟาเรตก็สามารถเลือกใช้ได้ด้วยเช่นกัน โดยเตาแก๊สของทางแบรนด์มีให้เลือกหลายขนาด หลายรูปทรง แต่โดยรวมแล้วเน้นใช้งานง่ายสะดวกสบาย ทำให้การทำครัวคล่องตัวยิ่งกว่าเดิม ขอให้ลองมาดู แบรนด์เครื่องครัว หรือเครื่องครัวอื่นๆ ผ่านทางหน้าเว็บได้

สรุปวิธีทำจะต้องทำอย่างไรถึงอร่อยแซ่บซี้ด

สรุปแล้ว  เล้ง คือ  คือความอร่อยที่ใครหลายคนเลือกทานเป็นอันดับต้นๆ เพราะมีรสชาติเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ซี้ดแซ่บถึงใจ ซึ่งแน่นอนว่าถูกปากคนไทยเราอย่างแน่นอน จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นร้านขายเล้งมากมาย และก็มีการทำเองที่บ้านสามารถกินเพลินๆ กันเป็นครอบครัวได้ ถ้ากลัวไม่อิ่มสามารถทานคู่กับข้าวได้ รับรองว่าคุณค่าทางอาหารมื้อนี้จะดีมาก ๆ การทำเล้งให้อร่อยจำเป็นจะต้องมี เตาแก๊ส คุณภาพที่จะสามารถพลิกความอร่อย ด้วยความร้อนที่เหมาะสมขณะการทำอาหารได้

5 ข้อดีของการทำอาหารกินเองเพื่อสุขภาพ

5 ข้อดีของการทำอาหารกินเองเพื่อสุขภาพ
ยุคนี้ถ้าอยากสุขภาพดี “การทำอาหารกินเอง” นับเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะทุกคนจะสามารถรังสรรค์เมนูในแบบที่ตัวเองต้องการได้ เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบที่สามารถเลือกแบบออร์แกนิค สามารถหลีกเลี่ยงผงชูรส ได้ซึ่งในบทความนี้จะมาชี้ข้อดีอื่นๆ ให้ทุกคนเห็นชัดว่าการทำอาหารกินเองดีมากกว่าที่คิด และแน่นอนว่าหากสมาชิกในบ้านเยอะการทานอาหารที่ทำกันเองจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ยังสามารถทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่รักได้อีกด้วย เอาเป็นว่าตามไปดูข้อดีของการทำอาหารกินเองเพิ่มกันดีกว่า

5 ข้อดีของการทำอาหารกินเอง

1. ทำอาหารกินเองเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

ถ้าอยากสุขภาพดีและแข็งแรงควรเริ่มที่ตัวเรา อย่าไปเริ่มที่มือของใคร แนะนำว่าหากใครทำอาหารเป็นหรือมีเวลาในการเรียนรู้การทำอาหารจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพได้หลายอย่าง ผ่านการควบคุมการกินที่ต้องบอกเลยว่าจากสุขภาพที่แย่ๆ ขาดสารอาหารหลายอย่าง ทุกคนจะสามารถดีขึ้นได้เพียงแค่ทานอาหารสุขภาพที่เหมาะกับร่างกายตัวเอง ดังนั้นหากรู้ว่าเป็นโรคอะไรอยู่หรือเข้าภาวะเสี่ยงรีบเปลี่ยนมาเป็นทำอาหารกินเองจะเป็นการดีที่สุด

2. เลือกวัตถุดิบได้ตามต้องการ

ในการอาหารที่จะตัดสินใจได้ว่าสุขภาพจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับเมนูที่ทำ แน่นอนว่าเราเลือกเมนูเพื่อสุขภาพได้ และถ้าหากให้ดีมากยิ่งขึ้นเราก็สามารถเลือกวัตถุดิบตามที่ต้องการ คัดเกรดคุณภาพหรือเป็นแบบออร์แกนิคได้ และที่สำคัญยังสามารถควบคุมโภชนาการ รวมไปถึงแคลเลอรี่ระหว่างมื้อได้อีกด้วย สุดท้ายแน่นอนว่าทุกคนสามารถเลือกอาหารที่อยากจะกินได้เช่นกัน

3. กำหนดงบประมาณได้

สำหรับการเข้าครัวด้วยตัวเองจะประหยัดกว่าการทานข้าวนอกบ้านอย่างแน่นอน เพราะเวลาซื้อวัตถุดิบ รวมไปถึงเครื่องปรุงต่างๆ มักจะซื้อในระยะยาวและสามารถทำกันได้หลายมื้อ อาจจะมีของสดที่ต้องรีบเคลียร์ แต่บอกได้เลยว่าถ้าเราจัดการเรื่องงบประมาณได้ จะทำให้ประหยัดเงินกับการอาศัยอยู่ในบ้านได้แบบที่สุดๆ เลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีทำอาหารกินเองทางอ้อม

4. มีทักษะการทำอาหารเก่งขึ้น

แน่นอนว่าถ้าหากทุกคนเข้าครัวเป็นประจำ ความสามารถในการทำอาหารดีขึ้นอย่างแน่นอน อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือการเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหาร การที่จะคำนวณส่วนผสมต่างๆ ในการทำแต่ละเมนู การเริ่มทำอาหารที่ในตอนแรกอาจทุลักทุเลแต่ถ้าหากทำเมนูเรื่อยๆ บอกเลยว่าคล่องตัวได้แน่ๆ และแน่นอนว่าการเริ่มทำเมนูอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งเป็นการเสิร์ฟความคล่องตัวให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีก หากใครอยากพัฒนาฝีมือแนะนำว่าให้ลองทำอาหารกินเอง ลองผิดลองถูกเองพัฒนาไว้อย่างแน่นอน

5. ช่วยฝึกสมาธิ เพิ่มความสุข

ถ้าหากใครเครียดๆ จิตใจฟุ้งซ่านในหัวคิดวนๆ อยู่แบบนั้น การจะหลีกนี้จากตรงนั้นที่ดีคือการออกแรง ไม่ว่าจะเป็นออกแรงล้างจาน ออกแรงทำความสะอาดห้องครัว หรือแม้แต่การทำอาหารกินเองด้วยเช่นกัน เพราะเราต้องใส่ใจในการทำอาหารที่อยู่ตรงหน้าในจุดนี้เท่ากับว่าเราเปลี่ยนโฟกัสและทำให้หลุดความคิดฟุ้งซ่านได้ และถ้าหากทำเป็นประจำทุกวันยังช่วยฝึกสมาธิได้ดีอีกด้วย ลองสังเกตได้ว่าหากคุณทำกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากการทำอาหารจะทำให้คุณโฟกัสในสิ่งที่คุณอยากทำได้อย่างแน่นอน

ข้อแนะนำในการเริ่มต้นทำอาหารกินเอง

  1. เลือกทำอาหารจากเมนูง่ายๆ ที่มีสูตรให้พร้อม เตรียมวัตถุดิบไม่เยอะ ขั้นตอนในการทำไม่เยอะก่อน พอคล่องตัวแล้วให้เริ่มระดับความยากของการทำอาหาร
  2. การใช้เงินลงทุนในเครื่องครัวที่มีมาตรฐานจะทำให้ทุกคนสามารถทำอาหารได้ง่ายกว่าเดิม ที่สำคัญยังมีความปลอดภัยขณะการทำอาหารได้เป็นอย่างดี หากคุณยังไม่มีเครื่องครัวแนะนำว่าซื้อของดีมีคุณภาพใช้ยาวๆ จะเป็นการดีที่สุด
  3. เรียนรู้ทักษะในการทำอาหาร ทักษะในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับเมนูใด แต่เป็นการฝึกฝีไม้ลายมือในการทำอาหารมากกว่า อย่างเช่น การหั่น การต้ม ผัด ทอด นึ่ง อบ หรืออื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้คุณทำอาหารได้หลากหลายยิ่งขึ้น

สรุป ข้อดีของการทำอาหารกินเอง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ทำอาหารกินเอง มีอะไรดีมากกว่าที่ทุกคนคิด เพราะนอกจากเรื่องสุขภาพร่างกายเรายังได้ประโยชน์ในหลายๆ ด้านอีกด้วย สำหรับใครที่ไม่มีประสบการณ์แนะนำว่าให้ลองทำอาหารก่อน คุณอาจจะกลายเป็นคนชอบทานอาหารก็ได้ และถ้าหากทำอาหารอร่อยก็สามารถแจกจ่ายเพื่อนบ้าน หรือพัฒนาจนเปิดอาหารได้เช่นกัน และถ้าคุณกำลังมองหา แบรนด์เครื่องครัว ที่มีคุณภาพคงทน สามารถใช้งานง่าย และที่สำคัญยังมีรับประกันแล้วล่ะก็ ขอให้แวะมาดูที่หน้าเว็บ Tecnogas กันได้เลย

7 ประโยชน์ของปลา ทำเมนูไหนก็อร่อยเหมาะกับทุกคน

7 ประโยชน์ของปลา ทำเมนูไหนก็อร่อยเหมาะกับทุกคน
เมนูปลานับว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย เพราะประโยชน์ของปลามีเยอะมาก อย่างเช่น เด็กก็จะช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาทได้ ในขณะที่วัยผู้ใหญ่ก็จะช่วยในการลดความดันโลหิตได้ และที่สำคัญยังเป็นเนื้อที่ถือว่าสามารถย่อยได้ง่ายๆ และน้อยมากที่จะสะสมไขมันในร่างกาย ซึ่งเหมาะกับคนที่อยู่วัยชราเช่นเดียวกัน เพราะการเคี้ยวหรือการย่อยสำหรับการทานเนื้อปลานับว่าเป็นอะไรที่เหมาะที่สุด

7 ประโยชน์ของปลาต่อสุขภาพ

ในการเลือกทานเนื้อปลาถ้าหากเจาะลึกลงไปกว่านี้จะรู้ว่า ประโยชน์ของปลา ที่สามารถเจอสารอะไรได้เยอะมาก ที่มีทั้งหมด 7 อย่าง โดยสารอาหารเหล่านี้ส่งผลในทิศทางที่ดีต่อสุขภาพคือมีโปรตีนสูง มีไขมันน้อยทำให้ไม่เกิดโรคได้หลายอย่าง ช่วยเสริมสร้างสมองให้ดี และมีธาตุอื่นๆ ที่เสริมความแข็งแรงและฟื้นฟูร่างกายได้

1. มีโปรตีน

เนื้อปลานับว่าเป็นเนื้อที่มีโปรตีนที่แสนสำคัญ เพราะสามารถย่อยได้ง่าย ทำให้การดูดซึมเอาไปใช้ฟื้นฟูร่างกายสามารถทำได้อย่างดีเยี่ยม และยังสามารถช่วยซ่อมแซมร่างกายให้ไม่มีความสึกหรอได้ และเสริมสร้างการพัฒนาภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ซึ่งนับว่าเป็น ประโยชน์ของปลา หากทานเป็นประจำจะได้อันดับแรก

2. มีกรดอะมิโน

เนื้อปลาจะมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็น ซึ่งกรดอะมิโนมีหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยที่บางชนิดร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ แต่จำเป็นที่จะต้องมีซึ่งหาทานได้จากเนื้อปลา โดยกรดอะมิโนจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโต พัฒนาสมอง และการทำงานของระบบประสาท ซึ่งสามารถช่วยในการฟื้นฟูและซ่อมแซมความสึกหรอได้เช่นกัน

3. มีไขมันน้อย

เนื้อปลานับว่ามีไขมันที่น้อย โดยไขมันที่ทานลงไปจะไม่มีการสะสมภายในร่างกาย การที่ร่างกายมีไขมันน้อยก็จะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันร่างกายได้ดี และสามารถลดความเสี่ยงที่เกี่ยวกับโรคไขมันได้ เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิต และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วปลายังเป็นเนื้อที่เหมาะแก่การลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะทานปุ๊บก็สามารถย่อยได้ง่าย จึงไม่มีการสะสมของไขมัน

4. มี DHA

DHA นับว่าเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ร่างกายจะไม่สามารถสร้างเองได้ โดย DHA มีส่วนช่วยในพัฒนาการของเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยเด็กได้ เพราะจะช่วยพัฒนาสมองและพัฒนาระบบประสาทของเด็ก โดยเฉพาะบริเวณดวงตาได้เป็นอย่างดี ประโยชน์ของปลา ในข้อนี้จึงสำคัญสำหรับเด็กเป็นอย่างมาก

5. มีโอเมก้า 3

โอเมก้า 3 เป็นกรดไขมันอิโคซาแพนเตนิคที่พบในปลาและอาหารทะเลอื่นๆ เช่น เนื้อปลาแซลมอน, เนื้อปลาทูน่า, และเนื้อปลาซาร์ดีน เป็นต้น เอกลักษณ์เฉพาะของโอเมก้า 3 ที่ไม่พบในกรดไขมันอื่นๆ ทั่วไป คือการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และป้องกันการสะสมเลือดแข็งที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับเอชดีแอลแอล คลายเครียดในหัวใจ

6. มีวิตามิน D

สำหรับวิตามิน D จะช่วยในเรื่องของการดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างแคลเซียมในร่างกายได้ และป้องกันปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกในอนาคตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการควบคุมความดันโลหิตให้ไหลเวียนได้ดี ลดความเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและโรคหัวใจ โดยวิตามิน D ก็สามารถหาได้จากปลาเช่นเดียวกัน

7. มีแร่ธาตุไอโอดีน

สุดท้ายสารอาหารที่มีของ ประโยชน์ของปลา  ก็คือแร่ธาตุไอโอดีน ที่นับว่าจำเป็นกับทุกวัยและไม่ควรขาดอย่างเด็ดขาด เพราะไอโอดีนส่งผลต่อการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง หรือมีพัฒนาการในการสติปัญญาช้าได้

สรุป ประโยชน์ของปลา

ดูจากประโยชน์ของปลาที่กล่าวไปข้างต้น บอกเลยว่าต้องเตรียมเตาแก๊สพร้อมเตาอบให้พร้อม ทำเมนูเย็นนี้กันเลย ทั้งเป็นวัตถุดิบที่อร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงหลายด้าน อีกทั้งยังมีหลายมิติที่ส่งผลในแง่บวกต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ เลยไม่แปลกใจที่คนส่วนใหญ่จะเลือกทานปลาบ่อยๆ ซึ่งทาง Tecnogas เองเห็นด้วยกับการทำอาหารเมนูเด็ดอย่างเนื้อปลา และถ้าอยากให้อาหารอร่อยยิ่งกว่าเดิม ได้สัมผัสที่พิเศษการเลือก แบรนด์เครื่องครัว มาช่วยในการทำอาหารก็ดีไม่ใช่น้อย เพราะเราจะไหลลื่นกับการทำครัว และคล่องตัวได้ดีอย่างแน่นอน

5 ของว่างทานเล่น ทอดกรุบๆ ทานเพลินๆ

5 ของว่างทานเล่น ทอดกรุบๆ ทานเพลินๆ
ของว่างทานเล่น นับว่าเป็นอะไรที่เหมาะเสิร์ฟกับทุกมื้ออาหาร หรือจะทานระหว่างวันก็ได้ โดยของว่างเหล่านี้ก็มีให้เลือกหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ใครก็ยกขึ้นหิ้งนั่นก็คือ “ของทอด” ที่บอกเลยว่าเคี้ยวกรุบ เคี้ยวดัง เคี้ยวเพลินจนใครหลายคนเลือกทานเป็นประจำ และในบทความนี้ทาง Tecnogasthai จะมาแนะนำ ของว่างทานเล่นทำง่าย พร้อมแนะนำสูตรสุดปังที่สามารถรับรองได้ว่าอร่อยติดใจ ว่าแต่มีเมนูไหนบ้างนั้นตามไปอ่านพร้อมๆ กันได้เลย

5 เมนูของทอด ของว่างทานเล่นทำง่ายที่ได้รับความนิยม

1. ปูอัดฝอยทอดกรอบ

สำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารสไตล์ญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องจิ้มมาโยวาซาบิ เผ็ดจี๊ดขึ้นหัว ขอให้มาลองทำกันกับปูอัดฝอยทอดกรอบ ที่ผ่านการยีเส้นจนดูเหมือนเส้นหมี่กรอบ แต่รับรองรสชาติอร่อยจัด สูตรความอร่อย : 
  1. นำปูอัดมายีให้แยกออกจากกันจนเป็นเส้นๆ และนำไปคลุกเคล้ากับแป้งทอดกรอบ
  2. เสร็จแล้วให้นำปูอัดชุบแป้งทอดกรอบทอดในกระทะที่มีน้ำมันเห็นเป็นสีทองก็เอาขึ้นได้
  3. เตรียมซอสวาโยวาซาบิ คือการนำมายองเนสผสมกับวาซาบิให้เป็นเนื้อเดียวกันจิ้มทาน

2. ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย

ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย นับว่าเป็นเมนูที่ยอดฮิตที่จัดว่าเป็น เอาไก่ที่เตรียมไว้ลงกระทะที่ตั้งน้ำมันเรียบร้อยแล้ว ก็ทอดลงไปจนเห็นว่าไก่กรอบก็พร้อมยกออกจากกระทะทานเพลินๆ ได้ไม่มีหยุด แถมยังแย่งกันบ่อยๆ เสิร์ฟพร้อมซอสพริกเพิ่มความอร่อยได้ สูตรความอร่อย :
  1. เตรียมเนื้อไก่ไว้ให้พร้อมปรุงด้วยน้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่ผ่านการโขลกแล้วมาคลุกด้วยกันและหมักทิ้งไว้ สักครึ่งชั่วโมงแล้วนำมาผสมกับแป้งทอดกรอบ
  2. เอาไก่ที่เตรียมไว้ลงกระทะที่ตั้งน้ำมันเรียบร้อยแล้ว ก็ทอดลงไปจนเห็นว่าไก่กรอบก็พร้อมยกออกจากกระทะ

3. หนังไก่ทอด

อีกหนึ่งความอร่อยที่ใครต่างก็น้ำลายไหลกับหนังไก่ทอด ของว่างทานเล่น ที่เคี้ยวเพลิน เคี้ยวมัน กรุบๆ กรอบๆ อร่อยอย่างลงตัวรับรองไม่หยุดมือ  สูตรความอร่อย :
  1. หนังนำไก่ไปต้มจนสุกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทยคลุกเคล้าให้เข้ากันทิ้งไว้สักพัก
  2. จากนั้นนำหนังไก่ไปคลุกกับแป้งอเนกประสงค์ ตั้งน้ำมันปานกลางบนเตาแก๊สให้พร้อมแล้วทอดกันไปเลย

4. เห็ดเข็มทองทอด

ถ้าใครมีเห็ดเข็มทอดอยู่ในตัวเย็น แต่อย่างจะเป็นสัมผัสให้มีความกรุบๆ กรอบๆ ทานง่ายเคี้ยวเพลิน ขอให้ลองเห็ดเข็มทองทอดทานแล้วจะติดใจ สูตรความอร่อย :
  1. นำเห็ดเข็มทองมาฉีกเป็นเส้น 
  2. จากนั้นให้นำแป้ง ไข่ไก่ น้ำเปล่าให้เป็นเนื้อเดียวกันมีความหนืดนิดหน่อยแล้วค่อยนำเห็ดเข็มทองมาชุบ
  3. สุดท้ายเทน้ำมันลงกระทะให้เดือดเต็มที่ค่อยนำลงทอด ให้เป็นสีทองก็สามารถยกออกจากกระทะได้เลย

5. ข้าวโพดทอด

ข้าวโพดทอด นับว่าเป็นอีกความอร่อยที่สามารถทานได้เพลินๆ ที่จะได้ความกรุบกรอบจากแป้ง มาพร้อมกับข้าวโพดที่ให้รสหวาน หากมองว่าเป็นของว่างทานเล่นทำง่าย ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกินขนมอยู่เหมือนกัน สูตรความอร่อย : 
  1. นำข้าวโพดมาฝานผสมน้ำ 1 ถ้วยตวง+เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาให้เข้ากันและทิ้งไว้ก่อน
  2. จากนั้นให้เตรียมแป้งอเนกประสงค์แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า น้ำตาลทราย เกลือป่น และผงฟูคนให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำข้าวโพดที่ผสมไว้มาคลุกให้เข้ากันอีกที
เตรียมเตาแก๊ส ให้พร้อม ใส่น้ำมันพูนกระทะ ตั้งไฟปานกลางจากนั้นก็นำข้าวโพดที่ผสมลงไปทอดจนเป็นสีทองก็สามารถยกขึ้นจากกระทะได้

เคล็ดลับทำเมนูของทอด ของว่างทานเล่นให้อร่อยดั่งใจ

สำหรับเมนูของว่างทานเล่นทำง่ายทั้ง 5 เมนูที่ได้มีการแนะนำไปนั้น ถือว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่ใครหลายๆ คนเลือกทาน และถ้าใครอยากทำตามก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม เลือกใช้เตาคุณภาพที่สามารถควบคุมความร้อนระหว่างการทอดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมากหากเตาควบคุมความร้อนไม่พอเหมาะอาจทำให้อาหารอร่อยน้อยลงได้ ดังนั้นการเลือกใช้ เตาแก๊ส จาก Tecnogas จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน

แจก สูตรหมูกรอบ ทำเองง่ายๆ ไม่ต้องนั่งเสียใจกับคำว่า “หมูกรอบหมด”

แจกสูตรหมูกรอบ ทำเองง่าย ๆ
เจ็บกว่าประโยคถูกบอกเลิกก็คงจะเป็นประโยคที่ว่า “หมูกรอบหมด” เพราะว่ามันคืออาหารโปรดของใครหลายๆ คน ชนิดที่ว่าเวลาได้กินทีไรนี่ต้องลืมอ้วนกันไปเลย จะทำกินเองก็ยากลำบาก เพราะวิธีทำหมูกรอบ มันมีหลายขั้นตอนมาก ๆ อีกทั้งเมื่อซื้อกินก็ยังเจอปัญหาหมูกรอบหมดบ้าง หมูกรอบเหม็นหืน หมูกรอบที่ชุ่มไปด้วยน้ำมัน บางร้านไม่อร่อยแถมยังมีราคาสูง ทำให้การหาหมูกรอบดีๆ มาทาน นี่แทบจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติเลย แจกสูตรหมูกรอบ

ที่มาที่ไปของสูตรหมูกรอบในไทย

ก่อนที่เราจะไปพูดถึง วิธีการทำหมูกรอบ เรามาทราบถึงที่มาและที่ไปของเมนูยอดทีมนี้ก่อนว่าเริ่มต้นนั้นมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ไหน เชื่อว่าคงมีหลายๆ คนเดาถูกใช่ไหม เมนูนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอะไร แน่นอนว่าหมูกรอบเป็นเมนูที่มาจากประเทศจีน โดยที่ผู้อพยพชาวจีนนั้นได้นำเมนูสุดพิเศษนี้เข้ามาให้ชาวไทยได้ลิ้มลองไม่เกินช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเมนูที่กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทยหลายๆ เมนูนั้นก็มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนเช่นเดียวกัน

รวมวิธีทำหมูกรอบสูตรเด็ดทำเองได้ที่ครัว

สูตรหมูกรอบมีหลายสูตรให้เราได้เลือกใช้ ดังนั้นวิธีทำหมูกรอบเราสามารถที่จะใช้วิธีง่ายๆ ที่เหมาะกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่เรามีอยู่ หรือสำหรับใครที่ต้องการหมูกรอบในอุดมคติก็สามารถเลือกใช้สูตรหมูกรอบแบบที่เราชอบได้ แล้ววันนี้เรามีสูตรหมูกรอบมาแนะนำให้กับเพื่อนๆ ได้ไปลองทำตามทั้งหมด 3 สูตรมีทั้งวิธี อบ ต้ม ทอด ตากแดด สะดวกวิธีไหนก็ไปลองทำตามกันได้เลย แจกสูตรหมูกรอบ ทำเองง่าย ๆ

1. สูตรหมูกรอบแบบ ต้ม-อบ-ทอด

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

  • หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม
  • เกลือ ¾ ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด

ขั้นตอนการทำหมูกรอบ

  1. ต้มหมูสามชั้นให้สุก แล้วใช้มีดบั้ง ตามด้วยการทาเกลือและพริกไทย ทิ้งไว้ 20 นาที 
  2. เมื่อหมักครบแล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 100 องศาประมาณ 2 ชั่วโมง
  3. ตั้งน้ำมันให้ท่วมชิ้นหมู หลังจากนั้นวางหมูด้านหนังลงไปทอดจนฟู โดยใช้เวลา 10 นาที หลังจากนั้นให้กลับด้านทอดจนเหลืองกรอบต่ออีก 5 นาที เมื่อครบแล้วให้ตักขึ้นพักสะเด็ดน้ำมันบนตะแกรง 
  4. หลังจากที่หมู่กรอบเย็นแล้วจะมีความกรอบมากขึ้น เพียงแค่นี้ก็เสร็จพร้อมทาน 

2. สูตรหมูกรอบแบบ ต้มและทอด

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

  • หมูสามชั้น 1 กิโลกรัม
  • เกลือ 2 ช้อนชา
  • น้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวง
  • น้ำมันพืช สำหรับทอด

ขั้นตอนการทำหมูกรอบ

  1. หมักหมูสามชั้นด้วยเกลือ และหลังจากนั้นนำไปแช่ไว้ในน้ำส้มสายชู 30 นาที 
  2. ใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วหนังหมู หลังจากจิ้มจนทั่วแล้วนำไปต้มในน้ำเดือดจนเปื่อย โดยใช้เวลาการต้มประมาณ 20 นาที วิธีสังเกตให้ใช้ส้อมจิ้มถ้าใกล้สุดหนังจะเริ่มตึงและจิ้มง่ายขึ้น
  3. นำหมูมาแช่ในน้ำส้มสายชูอีกครั้ง 5 นาที แล้วค่อยเอามาผึ่ง 
  4. ตั้งน้ำมันให้ร้อนจัด เมื่อหมูกรอบแห้งแล้วให้นำลงมาทอดจนเหลืองกรอบ

3. สูตรหมูกรอบแบบ ต้ม-ตากแดด-ทอด

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

  • หมูสามชั้น 1.5 กิโลกรัม
  • เกลือ 85 กรัม
  • น้ำเปล่า 10 ถ้วย
  • น้ำมันสำหรับทอด

ขั้นตอนการทำหมูกรอบ

  1. ตั้งหม้อใส่น้ำและเกลือจนเดือด ต้มหมูด้านหลังโดยใช้เวลาการต้มประมาณ 40 นาที 
  2. ใช้ส้อมจิ้มหนังหมูให้พรุนจนทั่ว จากนั้นตากแดดไว้ 1 ชั่วโมงจนหนังแห้งตึง
  3. ตั้งน้ำมันให้เดือด เมื่อน้ำมันได้ที่แล้วให้นำหมูมาทอดโดยเริ่มจากด้านหนังหมูก่อน แล้วจึงทำการกลับด้านแล้วทอดอีกด้านต่อให้สุกเหลืองกรอบ เสร็จแล้วนำมาพักไว้บนตะแกรง
แจกสูตรหมูกรอบ ทำเองง่าย ๆ การทำหมูกรอบด้วยตัวเองไม่ยากเลยใช่ไหมแต่อาจจะเป็นเมนูที่ต้องใช้เวลาในการทำพอสมควร ดังนั้นเรามาลดขั้นตอนด้วยวิธีทำหมูกรอบง่ายๆ ด้วยหมูกรอบเตาอบดูไหม รับรองเลยว่าง่ายและไม่ยุ่งยากอย่างแน่นอน แต่ถ้าจะให้ดีต้องเป็นเตาอบจาก Tecnogas เท่านั้น เพราะโดดเด่นทั้งการคุมอุณหภูมิ แถมยังมีฟังก์ชันครบครันสุด ๆ

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310