วิธีทำมาการอง ขนมสไตล์ยุโรปที่ครัวไทยก็สามารถทำได้

วิธีทำมาการอง ขนมสไตล์ยุโรปที่ครัวไทยก็สามารถทำได้
ขนมหวานขึ้นชื่อที่มาจากประเทศฝรั่งเศส ถึงแม้จะยังไม่ได้ลิ้มลองรสชาติ แต่เพียงแค่เห็นหน้าตาและสีสันก็ต้องตกหลุมรักแล้ว และยิ่งถ้าหากคนที่เคยได้ลองทานก็บอกว่าอร่อยกันแทบทุกคนซึ่งขนมนั่นก็คือ มาการอง ใครที่เป็นสายขนมหวานสายเบเกอรี่ต้องห้ามพลาด นอกจากนั้นถ้าคุณเป็นสายคาเฟ่และชอบถ่ายรูปสวย ๆ ขนมมาการองก็เป็นพร็อพถ่ายรูปได้ดีสุด ๆ ใครที่สนใจอยากจะลองทานหรือว่าอยากจะลองทำกินเองเรามีวิธีทำมาการองที่สามารถทำได้เองที่บ้านมาแนะนำ วิธีทำมาการองแบบฉบับอิตาเลี่ยนแท้

วิธีทำมาการองแบบฉบับอิตาเลี่ยนแท้ๆ

วิธีทำขนมมาการอง แบบอิตาเลี่ยนแท้ๆ ถึงแม้จะไม่ได้ง่ายแต่ว่ามันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป เพียงแค่รู้วิธีการหรือว่าขั้นตอนในการทำ เราก็สามารถที่จะสูตรมาการองแบบอิตาเลียนแท้ๆ ไว้ทานเองที่บ้านได้แล้ว มาการองคือขนมคุกกี้ชิ้นเล็กๆ 2 อันประกบกันโดยมีไส้อยู่ตรงกลาง มีสีสันสดใส และเป็นขนมที่มีเทกเจอร์แบบกรอบนอกนุ่มใน ส่วนประกอบหลักๆ จะมีอัลมอนด์ น้ำตาล ไข่ขาว และไส้กานาชที่มีหลากหลายรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี วานิลลา ช็อกโกแลต อัลมอนด์ สิ่งสำคัญของการทำมาการองนั่นก็คือการใช้ไฟในการอบ เพราะมันส่งผลทั้งด้านความสวยงามรวมไปถึงรูปทรงของขนม มาดูกันเลยว่าวิธีทำมาการองนั้นจะมีวิธีการและส่วนผสมอะไรบ้าง แจกสูตรมาการองแบบฉบับอิตาเลี่ยน

ส่วนประกอบสำคัญของมาการอง

ส่วนผสมที่ 1
  • อัลมอนด์ป่นละเอียด 150 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 150 กรัม
  • ไข่ขาวส่วนที่หนึ่ง 55 กรัม
  • สีผสมอาหาร (แนะนำให้ใช้สีฝุ่นหรือสีเจลเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้สีน้ำเพราะมันจะทำให้ขนมมีความชื้น)
ส่วนผสมที่ 2
  • น้ำสะอาด 37 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 150 กรัม
  • ไข่ขาวส่วนที่สอง 55 กรัม
  • ไส้ช็อกโกแลตกานาช
  • ดาร์กช็อกโกแลต 70% 150 กรัม
  • วิปครีม 150 กรัม
  • กลิ่นรัม ½ ช้อนชา

วิธีทำมาการองแบบ Step by Step

  • ร่อนอัลมอนด์กับน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกัน
  • ผสมสีกับไข่ขาวส่วนที่ 1 แล้วเทลงในอ่างอัลมอนด์และน้ำตาลที่ได้เตรียมไว้ในขั้นตอนแรก
  • เทน้ำตาลและน้ำสะอาดลงไปในหม้อ โดยขั้นตอนนี้จะใช้ไฟกลางค่อนข้างไปทางอ่อน แต่จะไม่ได้อ่อนมากในการต้ม เมื่ออุณหภูมิในหม้ออยู่ที่ประมาณ 112 องศา ให้เริ่มตีไข่ขาวส่วนที่ 2 โดยใช้ความเร็วสูงในการตี 
  • จากนั้นไปต้มน้ำเชื่อมจนมีอุณหภูมิ 118 องศา นำออกจากเตาแล้วนำน้ำเชื่อมไปตีรวมกับไข่ขาว ค่อยๆเทน้ำเชื่อมลงไปให้เป็นสาย พยายามอย่าเททีเดียวหมดเพราะมันจะทำให้น้ำตาลเป็นก้อน 
  • ตีจนได้อุณหภูมิเมอแรงค์ที่ 50 องศา
  • นำเมอแรงค์ไปผสมกับส่วนของอัลมอนด์ น้ำตาลไอซิ่ง และไข่ขาวส่วนที่ 1 คนจนทำให้ส่วนผสมเข้ากัน หลังจากนั้นใส่ถุงบีบและใช้หัวบีบแบบกลม บีบใส่แผ่นรองอบ
  • เสร็จแล้วให้ทำการกระแทกถาดแรงๆ 2-3 ครั้ง พักให้ผิวหน้าแห้งประมาณ 20-30 นาที 
  • เอาเข้าเตาอบด้วยไฟบนล่างปิดพัดลม โดยใช้อุณหภูมิที่ 150 องศาเป็นเวลา 20-30 นาที
  • ทำไส้ช็อกโกแลตด้วยการนำวิปครีมเข้าไมโครเวฟ 1 นาที หรือถ้าใครสะดวกต้มก็สามารถใช้วิธีต้มได้ เสร็จแล้วให้เทวิปครีมลงไปในช็อกโกแลต ใส่กลิ่นรัมตามด้วยการคนให้เข้ากัน หลังจากนั้นพักทิ้งไว้ให้ช็อกโกแลตเซตตัว 
  • บีบไส้กานาชใส่มาการองที่เตรียมไว้ เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ แต่ถ้าหากอยากให้มาลองมีความอร่อยมากยิ่งขึ้น หลังจากบีบไส้แล้วควรเก็บไว้ 24 ชั่วโมงเพื่อให้มาการองอร่อยยิ่งขึ้น
แจกสูตรมาการองแบบฉบับอิตาเลี่ยน จากที่ได้อ่านรายละเอียดวิธีทำมาการองไปแล้ว เราจะเห็นได้ว่า สวยที่ต้องให้ความสำคัญและค่อนข้างที่จะมีผลต่อการทำขนมนั่นก็คือเรื่องของอุณหภูมิ หากใช้อุณหภูมิไม่ถูกต้องจะส่งผลถึงหน้าตาและรสชาติของขนม เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ไขง่ายๆ นั่นก็คือหาอุปกรณ์ทำครัวที่โดดเด่นในการควบคุมอุณหภูมิ และอุปกรณ์ทำครัวที่มีคุณสมบัตินี้จะต้องเป็น Tecnogas เท่านั้น เพราะเป็นผู้ให้บริการเครื่องครัวยุโรปที่สามารถทำขนมมาการองได้ครบทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน

แจก สูตรคอนเฟลก เคี้ยวเพลิน ทำง่าย แต่อร่อยได้นาน

แจก 5 สูตรทำคอนเฟลกทำง่าย
คอนเฟลก (Corn Flakes) สามารถเอามารับประทานควบคู่กับนมสด หรือบางคนอาจจะนำมารับประทานพร้อมกับการดื่มกาแฟในยามเช้าก็อร่อยไม่แพ้กัน เรามีสูตรทำคอนเฟลก มาแจกให้กับทุกคนมากถึง 5 สูตร เพื่อที่จะทำให้คอนเฟลกของทุกคนมีความอร่อยมากยิ่งขึ้น สูตรคอนเฟลกคาราเมล

รวม 5 สูตรทำคอนเฟลกหอมอร่อย

การเพิ่มวัตถุดิบหรือการเพิ่มท็อปปิ้งเป็นวิธีทำคอนเฟลกให้อร่อยมากขึ้น ใครที่เบื่อกับการต้องมานั่งทานกับนมหรือว่าดื่มกับกาแฟต้องห้ามพลาดสูตรคอนเฟลก ทั้ง 5 สูตรเลย

1. วิธีทำคอนเฟลกคาราเมล

ส่วนผสม 
  • คอนเฟลก (ยี่ห้อไหนก็ได้) 300 กรัม
  • เนยสดจืด 100 กรัม 
  • น้ำตาลทรายสีทองหรือน้ำตาลทราย 120 กรัม
  • นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  • นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเชื่อมกลิ่นคาราเมลหรืออาจใช้น้ำผึ้ง  30 กรัม
  • เกลือป่น 1 กรัม
  • วนิลาหรือกลิ่นสังเคราะห์
  • มะม่วงหิมพานต์อบสุก
  • อัลมอนด์อบสุก
  • ลูกเกด 100 กรัม
ขั้นตอนการทำ 
  1. ใส่เนยน้ำตาล นมข้นหวาน นมสด แป้งสาลี น้ำเชื่อมและเกลือป่นพร้อมกับฝากวานิลลาลงไปในหม้อ 
  2. นำขึ้นไปตั้งบนไฟกลาง คนส่วนผสมให้เข้ากัน
  3. เคี่ยวจนเดือด
  4. เทคอนเฟลก มะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์และลูกเกดเตรียมไว้ในภาชนะ 
  5. ค่อยๆ ตักคาราเมลที่ร้อนๆราดลงไปบนคอนเฟลก พร้อมกับคนให้ทุกส่วนผสมเข้ากันเป็นเวลา 5 นาที
  6. จากนั้นแบ่งใส่ถาดเพื่อจะนำไปอบ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบน้ำจะอยู่ที่ 130 องศาเซลเซียส 10 นาทีและผึ่งไว้
  7. หลังจากคอนเฟลกเริ่มเย็นลงแล้วให้นำไปเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิด เพียงแค่นี้ก็จะได้คอนเฟลกกรอบๆ หอมๆ คาราเมล พร้อมทาน 

2. วิธีทำคอนเฟลกไวท์ช็อกโกแลต

ส่วนผสม 
  • ไวท์ช็อกโกแลต 250 กรัม
  • คอนเฟลก 100 กรัม 
  • แครนเบอร์รี่อบแห้ง 50 กรัม
  • ลูกเกดอบแห้ง 50 กรัม
ขั้นตอนการทำ
  1. ต้มน้ำร้อนสำหรับละลายช็อกโกแลต
  2. น้ำช็อกโกแลตใส่ภาชนะเพื่อที่จะนำมาละลายในอ่างน้ำร้อน
  3. นำคอนเฟลกใส่ลงไปในชามผสม ตามด้วยใส่แครนเบอร์รี่อบแห้งพร้อมกับลูกเกด
  4. คลุกเคล้าเบาๆ เพื่อให้ส่วนผสมทุกอย่างกระจายทั่วกัน
  5. เทไวท์ช็อคโกแลตที่ละลายไว้ใส่คอนเฟลก หลังจากนั้นให้ค่อยๆ คนจนกว่าไวท์ช็อกโกแลตจะเคลือบทั่วคอนเฟลก 
  6. ตักใส่พิมพ์ตามขนาดที่เราต้องการ 
  7. นำไปแช่ตู้เย็น 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แช่เย็นจนครบแล้วก็จัดจานพร้อมเสิร์ฟได้เลย
สูตรทำคอนเฟลกหอมอร่อย

3. วิธีทำคอนเฟลกไข่เค็ม

ส่วนผสม
  • คอนเฟลก 1 กล่อง 
  • เมล็ดธัญพืชตามใจชอบ
  • น้ำผึ้ง 40 กรัม
  • เนยจืด 100 กรัม
  • นมสด 40 กรัม
  • แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือครึ่งช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 50 กรัม
  • ไข่แดงเค็ม 3 ลูก
  • กลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา
ขั้นตอนการทำ 
  1. นำไข่แดงเค็มเข้าเตาอบ 8 นาทีพร้อมกับบดให้ละเอียด
  2. นำเนยจืด น้ำตาลทราย นมสด เกลือ น้ำผึ้ง แป้งและไข่คนด้วยไฟอ่อนๆ พอเดือดก็ปิดเตา
  3. ผสมคอนเฟลกและเมล็ดพืชต่างๆ ในภาชนะแล้วใส่คาราเมลพร้อมกับคลุกเคล้าจนทั่ว
  4. นำคอนเฟลกที่เคลือบคาราเมลแล้วไปอบในอุณหภูมิ 180 องศา 20 นาทีแบ่งเป็น 2 รอบ  
  5. นำคอนเฟลกออกจากเตาอบพร้อมคนจนกว่าจะเย็นและเก็บใส่ภาชนะปิด

4. วิธีทำคอนเฟลกคาราเมลน้ำผึ้ง

ส่วนผสม
  • คอนเฟลก 300 กรัม
  • เนยจืด 100 กรัม
  • นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  • นมสด 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 120 กรัม
  • เกลือ 1 กรัม
  • ธัญพืชตามใจชอบ 500 กรัม 
ขั้นตอนการทำ
  1. มีน้ำเพียงเล็กน้อย ใส่แป้ง เนย นมข้นหวาน นมสด น้ำตาลทราย เกลือ น้ำผึ้ง คนเข้าด้วยกันขณะที่ตั้งไฟไม่แรง
  2. เทคอนเฟลกและธัญพืชลงไปในหม้อหรือภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับการคน
  3. นำคาราเมลที่เคี่ยวได้ค่อยๆ ราดลงบนคอนเฟลกและคนให้เข้ากัน แบ่งใส่ถาดสำหรับการเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 130 องศาเป็นเวลา 10 นาที
  4. เมื่อนำออกมาจากตู้อบนำมาผึ่งไว้จนกว่าอุณหภูมิจะลดลงหลังจากนั้นเก็บไว้ในภาชนะปิด 

5. วิธีทำคอนเฟลกไก่กรอบ

ส่วนผสม 
  • โคนปีกไก่ 300 กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น ¼ ช้อนชา
  • แป้งทอดกรอบสำเร็จรูป
  • น้ำเย็น
  • คอนเฟลกบีบ
  • น้ำมันพืช
ขั้นตอนการทำ
  1. เตรียมโคนปีกไก่ ใช้มีดเล็กๆเลาะเนื้อและหนังรูดลงมา
  2. โรยพริกไทยโปรดและซีอิ๊วขาวลงบนโคนปีกไก่ คลุกเคล้าให้เข้ากันและหมัก 15 นาที นำไปนึ่งให้สุก
  3. ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำเย็นจาก นำปีกไก่ลงไปชุบแป้งพร้อมกับคอนเฟลก 
  4. นำลงไปทอดในน้ำมันพืชร้อนไฟปานกลางให้เหลืองจนสุก
แจกสูตรทำคอนเฟลก วิธีทำคอนเฟลกให้อร่อยสามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเตาอบที่มีความจำเป็น หากใครยังไม่มีเตาอบเราขอแนะนำเตาอบจากแบรนด์ Tecnogas ที่มีฟังก์ชันครบครัน

ทำความรู้จักกับ ชนิดเส้นพาสต้า ส่วนผสมอาหารอิตาเลียนยอดนิยม

ทำความรู้จักกับ ชนิดเส้นพาสต้า
เมื่อพูดถึงอาหารอิตาเลียนกับคนทั่วๆ ไป คงจะนึกถึงเมนู “มักกะโรนี” หรือว่า “สปาเกตตี้” เป็นลำดับแรกๆ เลยใช่ไหม ซึ่งทั้งสองเมนูนี้เป็นอาหารอิตาเลียนประเภทเส้น แต่ส่วนมากเราจะคิดว่าทั้งสองเมนูนี้ใช้เส้นเพียงแค่ 2 แบบเท่านั้น แต่ในความจริงแล้ว ชนิดเส้นพาสต้า มีหลายประเภทมากๆ ดังนั้นเราจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับเส้นพาสต้าแบบอื่นๆ ว่ามีเส้นแบบใดบ้าง “พาสต้า” (Pasta) เป็นเมนูอาหารอิตาเลียนประเภทเส้น โดยเส้นนั้นจะทำมาจากส่วนผสมสำคัญหลักๆ คือแป้งและน้ำ ซึ่งลักษณะและเทกเจอร์ของเส้นให้สัมผัสเฉพาะตัว นอกจากนั้นยังมีส่วนผสมพิเศษอื่นๆ มากมายที่ทำให้ชนิดเส้นพาสต้า มีให้เลือกหลายประเภท การแบ่งกลุ่มเส้นพาสต้าจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ “พาสต้าเส้นสด” (fresh pasta) และ “พาสต้าเส้นแห้ง” (dried pasta) โดยทั้ง 2 แบบก็จะมีลักษณะหรือเทกเจอร์ที่แตกต่างกัน รวมไปถึงข้อดีของแต่ละเส้นที่แตกต่างกัน เส้นเส้นสปาเกตตี

ชนิดเส้นพาสต้าแตกต่างกันอย่างไร

การแบ่งความแตกต่างกันของชนิดเส้นพาสต้า ก็จะแบ่งได้หลายแบบมากๆ ไม่ว่าจะแบ่งตามการเตรียม หรืออาจจะแบ่งด้วยวัตถุดิบพิเศษ ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้ได้เส้นพาสต้าแบบใหม่ๆ อย่างเช่น พาสต้าเส้นผัก, พาสต้าเส้นดำ ที่หลายๆ คนอาจจะเคยเห็นและรู้สึกว่าสีสันมันสุดจะแปลกตา ทำให้ในปัจจุบันเส้นพาสต้ามีมากถึง 600 ชนิด นอกจากนั้นยังแบ่งชนิดของเส้นพาสต้าตามลักษณะของรูปร่าง โดยจะแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พาสต้าเส้นสั้น และพาสต้าเส้นยาวนั่นเอง 

ชนิดเส้นพาสต้าแบ่งตามลักษณะสั้น-ยาว

ชนิดเส้นพาสต้าแบ่งตามลักษณะสั้น-ยาว

เส้นพาสต้าแบบสั้น

1. มักกะโรนี (Macaroni)

เป็นชนิดเส้นพาสต้าเส้นมักกะโรนีที่มีลักษณะเหมือนทรงกระบอกที่ถูกตัดให้สั้นและนำมาดักงอ ในต่างประเทศส่วนมากนั้นจะนิยมนำไปอบพร้อมกับชีส ส่วนที่นิยมไทยนั้นมักจะนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศ หรือนำไปต้มกับเมนูต่างๆเพื่อเพิ่มความอร่อย 

2. ฟูซิลี่ (Fusilli)

ฟูซิลี่ เป็นชนิดเส้นพาสต้าอีกหนึ่งชนิดที่คนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก เส้นพาสต้าชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นเกลียวสว่าน และจะมีความหนามากกว่าเส้นพาสต้าชนิดอื่นๆ เมนูที่นิยมส่วนมากจะนำมาอบพร้อมกับชีส หรือปรุงรสร่วมกับซอสที่มีรสชาติเข้มข้น ด้วยความพิเศษของเส้นที่มีความหนามากๆ ทำให้สามารถดูดซับรสชาติของซอสได้ดีสุดๆ 

3. เพนเน (Penne)

เพนเน จะเป็นเส้นพาสต้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันกับมักกะโรนี แต่ว่าเพนเนจะมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกเรียวยาวและมีปลายตัดเฉียง การเอามาประกอบอาหารนั้นก็จะมีวิธีการปรุงคล้ายๆ กับมักกะโรนี

4. น็อคคี (Gnocchi)

เส้นพาสต้าที่มีลักษณะโค้ง มีความคล้ายเปลือกหอย นิยมนำมาผัดร่วมกับซอสมะเขือเทศหรือว่าซอสครีม 

5. ฟาร์ฟาลเล (Farfalle)

ฟาร์ฟาลเล จะมีลักษณะพิเศษที่น่ารักนั่นก็คือเหมือนกับโบว์หรือว่าผีเสื้อ ประเภทเส้นพาสต้า

เส้นพาสต้าแบบยาว

1. แคปเปลลินี (Cappellini)

แคปเปลลินี หรืออีกหนึ่งชื่อที่คุ้นเคยจะเป็นอย่างดีนั่นก็คือ “angel hair” เป็นเส้นพลาซ่าแบบยาวที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาเส้นยาวทั้งหมด มีลักษณะคล้ายเส้นหมี่ การนำมาประกอบอาหารนั้นจะมีวิธีการคล้ายๆ กับเส้น สปาเกตตี 

2. บูคาตินี (Bucatini)

บูคาตินี เป็นเส้นกลมลักษณะด้านในจะเป็นรูกลวงตรงกลาง ซึ่งถือว่าเห็นได้น้อย แต่ก็ยังมีบางร้านในไทยที่ใช้อยู่ 

3. สปาเกตตินี (Spaghettini)

เป็นเส้นที่มีขนาดใหญ่กว่า แคปเปลลินี แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าเส้นสปาเกตตีเล็กน้อย 

4. ลิงกวิเน (Linguine)

ลักษณะของเส้นนี้มองผ่านๆ อาจจะมีความคล้ายกับเส้นเล็กของบ้านเรา แต่เส้นจะมีความกลมมากกว่า เส้นพาสต้าชนิดนี้จะนิยมนำมาประกอบอาหารที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมันมะกอก 

5. สปาเกตตี (Spaghetti)

เป็นเส้นพาสต้าเป็นเส้นที่หาทานได้ง่ายๆ ลักษณะของเส้นจะเป็นเส้นกลมขนาดกลางที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป 

6. เฟตตูชิเน (Fettucine)

เป็นพาสต้าเส้นแบน ที่ตัวเส้นจะมีความแบนและยาวคล้ายลักษณะของริบบิ้น นิยมนำมารับประทานกับเนื้อที่เป็นชิ้นใหญ่ๆอย่างพวกสเต๊กหรือว่าแซลมอนเป็นต้น

7. แทลเลียเตลเล (Tagliatelle)

เป็นพาสต้าที่มีลักษณะเป็นเส้นแบนที่มีขนาดใหญ่มากกว่าเส้น ลิงกวิเน 

8. ลาซานญา (Lasagna)

ลาซานญา เป็นเส้นพาสต้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นิยมนำมาทำเป็นเมนูที่คุ้นเคยกันอย่างเมนู ลาซานญา ชนิดเส้นพาสต้า นี่เป็นเพียงแค่ชนิดเส้นพาสต้าบางส่วนจากทั้งหมดเท่านั้น เพราะถ้าหากพูดถึงเส้นพาสต้าทั้งหมดจะมีมากกว่าหลายร้อยชนิดเลยทีเดียว หากอยากทำเมนูจากเส้นพาสต้าขอแนะนำเครื่องครัวจากแบรนด์ Tecnogas เพราะอาหารอิตาลีต้องคู่กับเครื่องครัวอิตาลีเท่านั้น!

แนะนำ สูตรไข่กระทะ แบบง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้

แจก 10 สูตรไข่กระทะ
ไข่กระทะ เป็นเมนูมื้อเช้าที่ทำง่ายใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับเป็นมื้อที่เร่งรีบได้ดีสุดๆ ใครที่สนใจอยากจะลองทำเราก็มีตัวช่วย เพราะบทความนี้จะมาแจก สูตรไข่กระทะ ทั้งหมด 10 สูตรให้ไปลองทำแบบจุใจกันไปเลย สูตรไข่กระทะง่าย ๆ

แจก 10 สูตรไข่กระทะหลากสไตล์เพิ่มพลังยามเช้า

แจก 10 สูตรไข่กระทะง่ายๆ

1. ไข่กระทะทรงเครื่อง

ส่วนผสม
  • ไข่ 2 ฟอง
  • เครื่องท็อปปิ้งตามใจชอบ 
  • น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ
  • แครอทรูปลูกเต๋า 2 หยิบมือ
  • ผักชีซอย 1 หยิบมือ
  • พริกแดงซอย 1-2 เม็ด
  • หอมแดงซอย 2 หยิบมือ 
ขั้นตอนการทำ 
  1. เตรียมวัตถุดิบ
  2. ตอกไข่รอไว้เลย
  3. ใส่น้ำมันลงกระทะตั้งด้วยไฟอ่อน
  4. เทไข่ลงไปแล้วรอให้สุก
  5. ใส่ท็อปปิ้งต่างๆ ลงไป 
  6. ปิดท้ายด้วยการโรยพริกซอยและหอมแดง

2. ไข่กระทะหน้าชีส

ส่วนผสม
  • ไข่ 3 ฟอง 
  • เนยสำหรับทาขนมปัง 1 ก้อน 
  • ท็อปปิ้งเลือกได้ตามใจชอบ  
  • ปูอัดหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • ไก่ฉีกรวน 2 ช้อนโต๊ะ
  • กุนเชียงทอด 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ชีส 1 แผ่น 
ขั้นตอนการทำ 
  1. เตรียมวัตถุดิบให้พร้อม 
  2. ตอกไข่ รอไว้เลย
  3. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนใส่เนย  
  4. ค่อยๆ เทไข่ใส่ลงไปในกระทะ แล้วรอให้สุกประมาณ 2-3 นาที 
  5. ใส่ท็อปปิ้งที่เตรียมไว้ลงไป 
  6. เรียงชีสบนไข่กระทะให้สวยงาม เมื่อชีสละลายได้ที่แล้วก็ปิดไฟได้เลย

3. ขนมปังไข่กระทะ

ส่วนผสม 
  • ขนมปังแผ่น 8 แผ่น 
  • ไข่ 4 ฟอง
  • ไส้กรอกหั่น 
  • แครอท
  • หอมใหญ่
  • มะเขือเทศ 
ขั้นตอนการทำ
  1. เตรียมวัตถุดิบและเจาะรูขนมปัง
  2. ใส่น้ำมันและตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน
  3. นำแผ่นขนมปังวางลงไปในกระทะ ใส่ไส้กรอกและตอกไข่ 
  4. ระหว่างรอให้ใส่ท็อปปิ้งลงไป
  5. นำมาอบต่ออีก 10 นาที ครบแล้วจัดใส่จานได้เลย
สูตรไข่กระทะง่าย ๆ

4. ไข่กระทะกุ้งสด

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 2-3 ฟอง 
  • กุ้งสดแกะเปลือก  4-5 ตัว 
  • ต้นหอมผักชีซอย 
  • กระเทียมเจียว 
ขั้นตอนการทำ 
  1. ใส่น้ำมันและตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน 
  2. นำกระเทียมมาเจียวให้เหลืองหอม 
  3. ตอกไข่ใส่กระทะโรยเกลือเล็กน้อยตามด้วยกุ้งสด
  4. หลังจากไข่สุกแล้ว โรยต้นหอมผักชี กระเทียมเจียว แค่นี้เป็นอันเสร็จ

5. แซนด์วิชไข่กระทะ

ส่วนผสม
  • ไข่ 2-3 ฟอง
  • ขนมปัง 2 แผ่น
  • ต้นหอม
  • แฮม 2 แผ่น
  • เกลือ
  • พริกไทย
  • เนย
ขั้นตอนการทำ 
  1. ตอกไข่ใส่ชาม โรยเกลือ พริกไทยและต้นหอม พร้อมกับตีให้เข้ากัน 
  2. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนใส่เนย ตามด้วยเทไข่ที่เตรียมไว้ลงไป 
  3. เมื่อไข่เริ่มสุกแล้วให้วางแผ่นขนมปังลงไป จากนั้นก็นำแฮมที่เตรียมไว้วางลงไปที่ขนมปัง 
  4. เมื่อไข่เริ่มสุกแล้วก็ให้กลับด้าน 
  5. รอจนกว่าอีกด้านจะมีความเกรียมเล็กๆ เพียงแค่นี้ก็เสร็จพร้อมทานแล้ว 

6. ไข่กระทะไข่สับ

ส่วนผสม 
  • ไก่สับ 100 กรัม 
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง 
  • แครอท
  • หอมใหญ่ 
  • กระเทียมสับละเอียด
  • พริกไทยป่น 
  • เนย 
  • พริกไทยป่น 
ขั้นตอนการทำ
  1. เตรียมเครื่องปรุงและส่วนผสมไว้ให้เรียบร้อย
  2. เตรียมไก่สับ ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง เจียวกระเทียมใส่ไก่สับละแครอทลงไป
  3. เตรียมไข่กระทะ ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนใส่เนย เมื่อเนยละลายให้ตอกไข่ลงไป
  4. เมื่อไข่เริ่มเซ็ตตัวให้ใส่ไก่สับลงไป
สูตรไข่กระทะง่าย ๆ

7. ไข่กระทะหน้าฮอทดอก

ส่วนผสม 
  • ไข่ 2 ฟอง 
  • ฮอทดอกหรือไส้กรอกที่ชอบ
  • เนย 
  • หอมใหญ่ซอย 
  • พริกไทยป่น 
  • ซอสปรุงรส
  • ต้นหอมผักชี 
ขั้นตอนการทำ
  1. เตรียมหม้อใส่น้ำและนำไส้กรอกลงไปลวกจนสุก
  2. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนใส่เนยลงไปในกระทะ ตอกไข่ใส่ลงไปในกระทะและปิดฝา 1-2 นาที
  3. นำท็อปปิ้งที่เตรียมไว้มาจัดวางลงบนไข่กระทะ
  4. จัดจานแล้วเสิร์ฟได้เลย 

8. ไข่กระทะเบคอน

ส่วนผสม
  • ไข่ 2 ฟอง
  • เบคอน 2 ชิ้น 
  • เนย
  • พริกแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • หอมผักชี 
  • ซอสปรุงรส
  • พริกไทยป่น 
ขั้นตอนการทำ 
  1. ตอกไข่และปรุงด้วยซอสปรุงรสคนให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน ใส่เนยลงไปในกระทะรอจนเนยละลาย 
  3. นำไข่ที่ปรุงเสร็จแล้วเทใส่ในกระทะ 
  4. เมื่อไข่เริ่มเซ็ตตัวให้นำเบคอนใส่ลงไป 
  5. โรยหอมผักชีและพริกไทยป่น 

9. ไข่กระทะยางมะตูม

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง 
  • น้ำมันพืช
  • หมูสับ
  • ซอสปรุงรส
  • พริกไทยป่น
  • หอมแดงซอย
ขั้นตอนการทำ 
  1. ปรุงหมูสับด้วยซอสปรุงรสและพริกไทยป่น จากนั้นนำไปคั่วให้สุก
  2. ตอกไข่และนำหมูสับที่ทำให้สุกแล้วมาคนให้เข้ากัน 
  3. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนใส่น้ำมัน เมื่อได้ที่ให้ใส่ไข่ที่เตรียมไว้ลงไป 
  4. เมื่อไข่กระทะเริ่มสุกให้ตอกไข่อีกใบลงไป
  5. รอจนไข่ที่ตอกลงไปเซ็ตตัว จากนั้นสามารถจัดจานพร้อมเสิร์ฟได้เลย 

10. ไข่กระทะปูอัด

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • ปูอัด
  • เนย
  • ซอสปรุงรส
  • พริกไทยป่น
ขั้นตอนการทำ
  1. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อน ตามด้วยใส่น้ำมันลงไป 
  2. ค่อยๆ ตอกไข่ลงบนกระทะ
  3. ระหว่างรอไข่สุกให้ใส่ปูอัดลงไป 
  4. ใส่ซอสปรุงรสและพริกไทยป่น
  5. สุกแล้วตักใส่จานได้เลย 
แจกสูตรไข่กระทะง่าย ๆ จุดสำคัญของวิธีทำไข่กระทะ คือการควบคุมความร้อนซึ่งต้องใช้ไฟที่ไม่แรงจนเกินไป เพื่อที่จะให้ทุกอย่างสุกพร้อมๆ กัน ดังนั้นควรจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก Tecnogas ที่มีบริการ เตาแก๊ส คุณภาพสูง ช่วยตอบโจทย์ทุกเมนูการทำอาหาร เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เมนูไข่กระทะกลายเป็นเรื่องง่าย

สูตรทำสเต็กเนื้อ นุ่มชุ่มฉ่ำแบบเชฟ Michelin มาเอง

สูตรทำสเต็กเนื้อ
ขอเอาใจสายเนื้อที่ไม่อยากจ่ายแพงแสนแพงเมื่อไปทานที่ร้าน กับสูตรทำสเต็กเนื้อแบบเชฟระดับ Michelin Star พร้อมบอกรายละเอียดวัตถุดิบและวิธีทำสเต็กเนื้อแบบหมดเปลือก ใครอยากรู้ว่าทำยังไง ตามไปดูกันเลย

วิธีทำสเต็กเนื้อแตกต่างจากสเต็กอื่น ๆ อย่างไร

วิธีทำสเต็กเนื้อ มีความซับซ้อนและแตกต่างไปจากวัตถุดิบประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่การเลือกใช่ส่วนของเนื้อ ซึ่งจะมีระดับความนุ่มที่แตกต่างกัน รวมทั้งต้องมีการพักเนื้อเพื่อให้เนื้อมีความชุ่มฉ่ำ ไม่สามารถนำมาย่างได้เลยเหมือนวัตถุดิบอื่น ๆ ในขณะที่ความสุกก็มีหลายระดับ โดยแต่ละระดับความสุกก็มีส่วนสำคัญกับความอร่อยของสเต็กเป็นอย่างมาก เห็นแบบนี้แล้วอย่าพึ่งถอดใจ แม้จะมีรายละเอียดมาก แต่ถ้ารู้วิธีก็สามารถทำสเต็กเนื้อจานหรูออกมาได้แน่นอน

สูตรทำสเต็กเนื้อที่เชฟระดับ Michelin แนะนำ

วัตถุดิบสำคัญสำหรับสูตรทำสเต็กเนื้อวัตถุดิบทำสเต็กเนื้อ

  • เนื้อส่วนริบอาย หรือส่วนตามชอบ 300-400 กรัม 1 ชิ้น
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
  • พริกไทยสดป่น 1 ช้อนชา
  • กระเทียม 1 หัว
  • ใบไทม์หรือโรสแมรี 1 ก้าน
  • เนย 15 กรัม

ขั้นตอนการหมักเนื้อขั้นตอนการหมักเนื้อ

  1. เริ่มต้นด้วยการนำเนื้อออกจากตู้เย็น แล้วทิ้งเนื้อไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 30 – 60 นาที 
  2. ซับเนื้อให้แห้ง เพื่อป้องกันน้ำมันกระเด็น
  3. ทาน้ำมันมะกอกให้ทั่วเนื้อ จากนั้นปรุงรสด้วยเกลือสมุทรและพริกไทยสดป่น โดยนวดเบา ๆ ให้เท่ากันทั่วทั้งชิ้น

ขั้นตอนการย่างสเต็กเนื้อให้นุ่มฉ่ำการย่างสเต็กเนื้อให้นุ่มฉ่ำ

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกให้ร้อน 
  2. นำเนื้อลงจี่บนกระทะ รอสักพักจากนั้นใส่เนย กระเทียม และใบไทม์หรือโรสแมรี ตามลงไป
  3. เคล็ดลับในการย่างสเต็กเนื้อ คือ หากชอบแบบแรร์ให้ย่างข้างละ 1 นาทีครึ่ง แบบมีเดียมแรร์ให้ย่างข้างละ 2 นาที แบบมีเดียมให้ย่างข้างละ 2 นาทีครึ่ง ถ้าชอบแบบสุกเลยแนะนำให้ย่างข้างละ 4-5 นาที แต่สำหรับใครที่อยากได้เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำก็แนะนำให้ย่างระดับมีเดียมแรร์ ซึ่งเป็นความสุกเหมาะสมสำหรับสเต็กเนื้อที่สุด
  4. นำเนื้อออกจากกระทะ และพักบนจานประมาณ 10 นาที

ขั้นตอนการจัดใส่จานให้น่ารับประทานระดับเชฟการจัดใส่จานสเต็ก

  1. ก่อนเสิร์ฟ แนะนำให้นำเนื้อลงกระทะร้อนอีก 30 วินาที แล้วใส่ในเตาออกเพื่อคงความร้อน
  2. นำเนื้อมาหั่นเพื่อให้เห็นสีด้านในของเนื้อ จะทำให้เห็นความฉ่ำของเนื้อ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเสต็ก
  3. เลือกใช้จานที่มีน้ำหนัก และมีขนาดใหญ่ เพื่อให้มีพื้นที่ในการหั่นสเต็ก รวมทั้งเวลาคนทานหั่นสเต็กแล้วจานไม่ขยับไปตามการหั่นเนื้อ สามารถเลือกใช้ทั้งจานเซรามิกหรือจานไม้
  4. จัดวางเนื้อแบบกระจายเพื่อให้เห็นความสุกของเนื้อ สีที่สวยของเนื้อจะทำให้คนทานประทับใจ
  5. สามารถเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันบด ผักอบหรือย่าง ได้
เพียงเท่านี้ก็จะได้สเต็กเนื้อจานหรูระดับมิชลินแล้ว จะเห็นได้ว่าวิธีทำสเต็กเนื้อให้มีความนุ่มชุ่มฉ่ำ การเลือกใช้กระทะและไฟที่ร้อนสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นใครอยากลองทำตามสูตรทำสเต็กเนื้อที่เรานำมาฝาก ก็ควรเลือกใช้เตาแก๊ส เตาไฟฟ้า เตาอบ หรือเครื่องครัวแบบ 2 in 1 อย่างเตาแก๊สพร้อมเตาอบที่มีคุณภาพสูงได้มาตรฐาน มายกระดับความพรีเมี่ยมของมื้ออาหารเทียบเท่ามิชลินด้วยเครื่องครัวยุโรปนำเข้าจากอิตาลีจาก Tecnogas

วิธีทำครัวซองต์ฝรั่งเศส ขนมอบยอดฮิตจากยุโรป

วิธีทำครัวซองต์ฝรั่งเศส
เชื่อว่า ครัวซองต์ คงเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน ด้วยเนื้อที่เหนียวนุ่ม หอมเนย จะทานเดี่ยว ๆ หรือทานคู่กับเครื่องดื่มร้อน ๆ ก็เข้ากัน แต่ถ้าอยากจะลองทำเอง หลายคนก็คงส่ายหน้า เพราะเป็นขนมที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อน หลายขั้นตอน แต่อย่าพึ่งรีบถอดใจ! เพราะวันนี้เราได้นำสูตรครัวซองต์ฝรั่งเศสมาฝากกัน พร้อมวิธีทำครัวซองต์แบบละเอียด พร้อมแล้วก็ตามไปดูกันเลย

วัตถุดิบในการทำครัวซองต์วัตถุดิบทำครัวซองต์

  • แป้งฝรั่งเศส T55 หรือแป้งอเนกประสงค์ไม่ฟอกขาว 500 กรัม
  • น้ำเย็น 140 กรัม
  • นมสดเย็น 140 กรัม
  • น้ำตาลทราย 55 กรัม
  • เนยจืดนิ่ม 40 กรัม 
  • ยีสต์ 11 กรัม
  • เกลือ 12 กรัม 
  • เนยจืดแช่แข็งสำหรับขึ้นรูป 280 กรัม
  • ไข่สำหรับทาผิวครัวซองต์ 1 ฟอง

วิธีทำครัวซองต์

ขั้นตอนการทำแป้งครัวซองต์ขั้นตอนการทำแป้งครัวซองต์

  1. นำแป้งฝรั่งเศส นมสด น้ำตาลทราย ยีสต์ เกลือ เนยจืดนิ่ม ผสมให้เข้ากันโดยใช้พายยางหรือมือ จากนั้นเติมน้ำเย็นลงไป
  2. นวดแป้งครัวซองต์ให้เข้ากันจนเนื้อเนียน ไม่ติดภาชนะ
  3. รีดแป้งเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม คลุมด้วยพลาสติก Wrap แล้วนำเข้าตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน

ขั้นตอนการเข้าเนยสำหรับทำครัวซองต์ขั้นตอนการเข้าเนยสำหรับทำครัวซองต์

  1. นำเนยจืดแช่แข็งสำหรับขึ้นรูปออกมาจากตู้เย็น แล้วตัดให้เนยมีความหนา 1.25 เซนติเมตร
  2. เรียงเนยบนกระดาษไขรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 17×17 เซนติเมตร จากนั้นห่อกระดาษไขแล้วนำไปแช่เย็น
  3. นำแป้งครัวซองต์ที่แช่เย็นไว้ ออกมารีดเป็นรูปสี่เหลี่ยมให้มีความหน้าเท่ากันทั่วทั้งแผ่น 
  4. นำเนยที่แช่เย็นไว้มาวางบนแป้ง แล้วพับแป้งปิดเนยแบบ Letter Fold คือ แบ่งแป้งเป็น 3 ส่วน แล้วพับฝั่งด้านบนลงมา แล้วค่อยพับอีกด้านทับตรงกลาง
  5. โดยใช้นิ้วหรือฝ่ามือกดเบา ๆ ตรงรอยต่อที่แป้งทบกันเพื่อปิดตะเข็บรอยแป้ง แล้วนำแป้งไปแช่เย็น
  6. นำแป้งออกจากตู้เย็น รีดแป้งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 20×60 เซนติเมตร โดยรีดจากตรงกลางไปที่ขอบเพื่อให้แป้งหนาสม่ำเสมอ 
  7. พับแป้ง 3 ทบ แล้วนำไปแช่ตู้เย็น 20-30 นาที แล้วนำออกมารีดให้มีขนาดพอที่จะพับเป็น 3 ส่วนได้อีกในครั้งต่อไป โดยจะทำขั้นตอนนี้ซ้ำทั้งหมด 3 ครั้ง และหลังจากครั้งที่ 3 จะแช่ตู้เย็นข้ามคืน

ขั้นตอนการขึ้นรูปครัวซองต์ขั้นตอนการขึ้นรูปครัวซองต์

  1. นำแป้งครัวซองต์ที่เข้าเนยเรียบร้อยมารีดให้ได้ขนาดประมาณ 20×110 เซนติเมตร 
  2. ตัดแป้งเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมเท่า ๆ กัน ขนาดตามชอบ
  3. ม้วนแป้งโดยเริ่มม้วนจากฐานของสามเหลี่ยม จะได้เป็นรูปทรงของครังซองต์
  4. นำครัวซองต์ไปเรียบใส่ถาด พักให้แป้งขึ้นจนได้ที่

ขั้นตอนการอบครัวซองต์ขั้นตอนการอบครัวซองต์

  1. ก่อนอบให้ทาไข่บาง ๆ เคลือบผิวของแป้ง 
  2. นำไปอบที่เตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 18-20 นาที โดยเมื่อครบ 10 นาทีแรก ให้กลับถาด และอบต่อ จนแป้งเป็นสีเหลืองสุกทั่วกัน
เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีทำครังซองต์ฝรั่งเศส เรียกได้ว่าปราบเซียนสุด ๆ เพราะมีขั้นตอนที่ละเอียด แต่ถ้าฝึกทำบ่อย ๆ เราก็จะคุ้นชินและทำได้ดีขึ้นแน่นอน ซึ่งสิ่งสำคัญของการทำครัวซองต์ คือ อุณหภูมิของเตาอบ หากอุณหภูมิสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้ครัวซองต์มีหน้าตาและสีสันน่ารับประทาน ดังนั้นใครที่มองหาเตาอบสำหรับทำครัวซองต์ Tecnogas ให้บริการจำหน่ายเครื่องครัวยุโรปที่เหมาะกับการทำขนมยุโรปอย่างครัวซองต์เป็นที่สุด เพราะเตาอบของเรา สามารถควบคุมอุณหภูมิและไฟได้อย่างแม่นยำ ให้ทำครัวซองต์แสนอร่อยได้สำเร็จ

วิธีทำผักอบกรอบ กับ 9 ผักสุดฮิต

วิธีทำผักอบกรอบง่าย ๆ ด้วยเตาอบ
หากจะพูดถึงเมนูยอดฮิตในโลกโซเชียลทุกวันนี้ ก็คงหนีไม่พ้นผักอบกรอบ เมนูของขบเคี้ยวยามว่าง อร่อย เคี้ยวเพลิน และแคลอรีต่ำ จึงเป็นที่นิยมในหมู่คนรักสุขภาพ วันนี้ Tecnogas จึงได้นำวิธีทำผักอบกรอบแบบง่าย ๆ เพียงแค่มีเตาอบสักเครื่อง ก็สามารถทำทานเองที่บ้านได้แล้ว!

อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้

  • ภาชนะสำหรับผสมวัตถุดิบ
  • เตาอบ

วิธีทำผักอบกรอบ กับ 9 ผักสุดฮิต

1. บรอกโคลีอบกรอบ

บรอกโคลีอบกรอบ ส่วนผสม
  • บรอกโคลี 1 หัวเล็ก
  • น้ำมันมะกอก
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • ผงกระเทียมตามความชอบ
  • พริกไทยป่นตามความชอบ
วิธีทำ
  1. หั่นบรอกโคลีเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ โดยส่วนต้นให้หั่นเป็นแผ่นบาง จากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด
  2. นำบรอกโคลีไปคลุกกับน้ำมันมะกอก เกลือ ผงกระเทียม และพริกไทยป่อน
  3. วางเรียงบนกระดาษรอง และเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 20 นาที หากทำจำนวนน้อยสามารถใช้เตาอบขนาดเล็กได้ 
  4. กลับด้านทุก 10 นาที เพื่อให้ผักกรอบอย่างทั่วถึง

2. มันหวานญี่ปุ่นอบกรอบ

มันหวานญี่ปุ่นอบกรอบ ส่วนผสม
  • มันหวานญี่ปุ่น 500 กรัม
  • หอมใหญ่อบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมอบแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันอะโวคาโด 4 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ล้างมันหวานญี่ปุ่นให้สะอาด แล้วหั่นสไลด์เป็นแผ่นบางหรือเป็นแท่งตามชอบ
  2. โรยน้ำมันอะโวคาโดลงไปคลุกเคล้าให้เท่ากัน
  3. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบ
  4. จัดเรียงมันหวานลงบนถาด โรยหอมใหญ่อบแห้ง กระเทียมอบแห้ง ต้นหอมอบแห้งลงไป
  5. เข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 10 นาที แล้วนำออกมากลับด้าน โรยหอมใหญ่อบแห้ง กระเทียมอบแห้ง ต้นหอมอบแห้งลงไปอีกด้าน แล้วอบต่ออีก 10 นาทีเป็นอันเสร็จ

3. บีทรูทอบกรอบ

บีทรูทอบกรอบ ส่วนผสม
  • บีทรูท 1 หัว
  • น้ำมันมะกอก
  • เกลือป่น
  • พริกไทยดำป่น
  • ผงกระเทียม
วิธีทำ 
  1. ล้างบีทรูทให้สะอาด แล้วหั่นสไลด์เป็นแผ่นบาง
  2. นำบีทรูทมาคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก เกลือป่น พริกไทยดำ และผงกระเทียมให้เข้ากัน
  3. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบ
  4. จัดเรียงบีทรูทลงบนถาด เข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 15-20 นาที แล้วนำออกมากลับด้าน แล้วอบต่ออีก 5-10 นาที หรือจนผักกรอบได้ที่เป็นอันเสร็จ

4. แครอทอบกรอบแครอทอบกรอบ

ส่วนผสม
  • แครอท 5 หัว
  • น้ำมันมะกอก ¼ ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ยี่หร่าป่น 1 ช้อนชา
  • ผงอบเชย 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ล้างทำความสะอาดแครอทให้สะอาด ปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นแผ่นตามชอบ
  2. คลุกเคล้าแครอทกับน้ำมันมะกอก เกลือ ยี่หร่าป่น และผงอบเชย
  3. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบเตรียมไว้
  4. จัดเรียงบนถาด เข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 10-15 นาที แล้วนำออกมากลับด้าน แล้วอบต่ออีก 5-10 นาที จนผักกรอบเป็นอันเสร็จ พร้อมเสิร์ฟ

5. เห็ดหอมอบกรอบเห็ดหอมอบกรอบ

ส่วนผสม
  • เห็ดหอม 300 กรัม
  • น้ำมันมะกอก 5 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ
  • พริกไทยดำป่น
วิธีทำ
  1. นำเห็ดหอมไปล้างให้สะอาด หั่นก้านแข็ง ๆ ออก และซับน้ำให้แห้ง
  2. นำเห็ดมาคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอกและเกลือ
  3. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบเตรียมไว้
  4. จัดเรียงเห็ดหอมบนถาด เข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 40 นาที แล้วนำออกมากลับด้าน แล้วอบต่ออีก 20-40 นาที จนเห็ดหอมกรอบ โรยพริกไทยดำป่นตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

6. กระเจี๊ยบอบกรอบกระเจี๊ยบอบกรอบ

ส่วนผสม
  • กระเจี๊ยบเขียว 500 กรัม
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ
  • พริกไทยดำป่น
วิธีทำ
  1. นำกระเจี๊ยบเขียวไปล้างให้สะอาด ตัดขั้วออก ซับน้ำให้แห้ง
  2. หั่นกระเจี๊ยบเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ หรือจะใช้แบบทั้งฝักก็ได้ตามชอบ
  3. นำกระเจี๊ยบมาคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอกและเกลือ
  4. เตรียมเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบเตรียมไว้
  5. จัดเรียงกระเจี๊ยบบนถาด เข้าอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที โดยทุก ๆ 5 นาที นำออกมากลับด้าน เพื่อให้ผักกรอบสีสวยงามทั่วทั้งชิ้น 
  6. เมื่อครบ 15 นาที โรยพริกไทยดำป่นปรุงรสตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

7. ผักเคลอบกรอบผักเคลอบกรอบ

ส่วนผสม
  • ผักเคล 75 กรัม
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
  • เกลือ
  • พริกไทยป่น
  • ผงกระเทียม
วิธีทำ
  1. ล้างทำความสะอาดผักเคลให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นโดยใช้เฉพาะส่วนใบ
  2. นำผักเคลมาคลุกเคล้ากับน้ำมันมะกอก เกลือ พริกไทยป่น และผงกระเทียม
  3. เตรียมเตาอบให้ร้อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบเตรียมไว้
  4. จัดเรียงบนถาด เข้าอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส 5 นาที แล้วนำออกมากลับด้าน แล้วอบต่ออีก 5 นาที เป็นอันเสร็จ

8. ฟักทองอบกรอบฟักทองอบกรอบ

ส่วนผสม
  • ฟักทอง 1 ลูก
  • เกลือ 
  • พริกไทย
  • ผงอบเชย
วิธีทำ
  1. นำฟักทองมาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ 
  2. เตรียมเตาอบให้ร้อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส และวางกระดาษรองถาดอบเตรียมไว้
  3. จัดเรียงฟักทองบนถาด ไม่ทับซ้อนกัน แล้วอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 20-30 นาที จบกรอบได้ที่ จากนั้นโรยเกลือ พริกไทย และผงอบเชยตามชอบ พร้อมเสิร์ฟ

9. ขนุนอบกรอบขนุนอบกรอบ

ส่วนผสม
  • ขนุน 500 กรัม
  • เกลือป่น
วิธีทำ
  1. นำขนุนมาล้างทำความสะอาด แล้วพักให้แห้ง
  2. จัดเรียงขนุนบนเตาอบ และเข้าอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 นาที โดยเมื่อครบ 5 นาที นำออกมากลับด้าน อบต่ออีก 5 นาที จากนั้นกลับด้านอีกครั้ง โรยเกลือป่น และอบต่ออีก 5 นาที
และนี่ก็คือวิธีทำผักอบกรอบที่เรานำมาฝากกัน จะเห็นได้ว่าสามารถทำเมนูผักอบกรอบทานเล่นง่าย ๆ ที่บ้าน ช่วยให้เก็บผักได้นานขึ้น จะทำทานเองก็ดี จะทำขายก็ปังแน่นอน หากทำทานเองทีละน้อย ๆ แนะนำให้เลือกใช้เตาอบตั้งโต๊ะ เตาอบขนาดเล็กที่บอกเลยว่าจิ๋วแต่แจ๋ว แต่หากทำปริมาณมาก ๆ หรือทำขาย แนะนำเตาอบแบบฝัง ซึ่งที่ tecnogas ก็มีเตาอบมาตรฐานหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร ให้คุณได้ทำผักอบออกมารวดเร็ว อร่อย และกรอบนาน

ย้อนวัยไปกับ 5 สูตรขนมโบราณ

5 สูตรขนมโบราณ
ชาวยุค 90 จำได้หรือเปล่าว่าตอนเด็ก ๆ โตมากับขนมอะไรบ้าง ? เรียกได้ว่าเป็นยุคแห่งความหลากหลายและมีหลายสิ่งที่น่าจดจำและลืมไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การแต่งกาย ของเล่น หรือแม้แต่ขนมไทยโบราณ ใครที่คิดถึงขนมวัยเด็ก วันนี้ Tecnogas จะพาไปย้อนวัยกับ 5 สูตรขนมยุค 90 ยอดฮิตที่นอกจากอร่อยแล้วยังทำง่าย สร้างรายได้ได้อีกด้วย บอกเลยว่าใครเกิดทัน ไม่เด็กแล้วนะ

5 ขนมโบราณ ยุค 90 ย้อนวัยสไตล์ Y2K

1. เค้กโบราณเค้กโบราณ

ส่วนผสมเนื้อเค้ก
  • แป้งเค้ก 150 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 120 กรัม
  • เนยเค็มละลาย 120 กรัม
  • ผงฟู 2 ช้อนชา
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • นมจืด 115 กรัม
  • น้ำส้มสายชู 1 ½ ช้อนชา
ส่วนผสมแยมส้ม
  • แยมส้ม 200 กรัม
  • น้ำส้ม 30 กรัม 
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
ส่วนผสมบัตเตอร์ครีม
  • เนยเค็ม 85 กรัม
  • เนยขาว 70 กรัม
  • น้ำตาลไอซิ่ง 80 กรัม
  • น้ำร้อน 2 ½ ช้อนโต๊ะ
  • สีผสมอาหารตามชอบ
วิธีทำเนื้อเค้ก
  1. เริ่มต้นด้วยการทำเนื้อเค้ก ผสมไข่ไก่ เนยเค็มละลาย นมจืด น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู และใช้เครื่องตีหรือตะกร้อมือตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
  2. ร่อนแป้งเค้กกับผงฟูลงไปในส่วนผสม และตีให้เข้ากัน
  3. เทแป้งเค้กลงในพิมพ์คัพเค้กที่เตรียมไว้ โดยเทเพียง ¾ ของถ้วย เพื่อรอให้แป้งขึ้นฟู
  4. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง ประมาณ 20-25 นาที จากนั้นพักไว้ให้เนื้อเค้กเย็น แนะนำให้ใช้เตาอบที่ได้มาตรฐานสำหรับทำเบเกอร์รีโดยเฉพาะ เพื่อให้ความร้อนสม่ำเสมอทั่วถึง
วิธีทำแยมส้มและบัตเตอร์ครีม
  1. ต่อมาให้เริ่มทำแยมส้ม โดยตั้งหม้อ ใส่แยมส้ม น้ำส้ม และเกลือ แล้วเปิดไฟอ่อน กวนจนส่วนผสมละลายเข้ากันดี จากนั้นนำมากรองเปลือกส้มออกให้ได้เนื้อละเอียด
  2. มาถึงในส่วนของบัตเตอร์ครีม ให้นำน้ำร้อนผสมกับน้ำตาลไอซิ่ง คนให้ละลายเป็นน้ำเชื่อม
  3. ตั้งหม้อใส่เนยเค็มลงไป แล้วใช้ตะกร้อมือตีให้เนยขึ้นฟู จากนั้นใส่เนยขาวลงไป และตีให้เข้ากันจนขึ้นฟู
  4. เทน้ำเชื่อมที่ผสมไว้ลงไป และตีจนส่วนผสมเข้ากันดี กลายเป็นเนื้อครีมข้นติดตะกร้อมือ แบ่งเนื้อครีมเป็นส่วน ๆ แล้วผสมสีผสมอาหารตามต้องการ
วิธีประกอบเค้กโบราณ
  1. น้ำเค้กจุ่มหรือราดด้วยแยมส้มให้ทั่วบริเวณหน้าเค้ก
  2. นำบัตเตอร์ครีมใส่ถุงบีบ แล้วบีบไปรูปดอกไม้หรือลวดลายตามชอบบนหน้าเค้ก จากนั้นแช่เย็นพร้อมจัดเสิร์ฟ

2. โดนัทโบราณ โดนัทโบราณ

ส่วนผสม
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 500 กรัม
  • ไข่ไก่  160 กรัม (ตอกไข่ทั้งฟองตีให้เข้ากันแล้วชั่งน้ำหนัก)
  • ผงฟู 8 กรัม
  • ยีสต์ 1 ช้อนโต๊ะ 
  • นมผง 40 กรัม
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทรายขาว 240 กรัม
  • เกลือ 2 ช้อนชา
  • น้ำ 300 กรัม
  • น้ำมันพืช 60 กรัม
  • สีผสมอาหารสีเหลือง 12 หยด
  • น้ำตาลทราย
วิธีทำ 
  1. ร่อนแป้งสาลี นมผง ผงฟู ยีสต์ เกลือ น้ำตาล เข้าด้วยกัน
  2. ใส่ไข่ไก่ น้ำมันพืช และสีผสมอาหารลงในส่วนผสมแป้ง ตามด้วยกลิ่นวานิลลา จากนั้นคนให้เข้ากันจนส่วนผสมละเอียด จากนั้นพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงให้แป้งขึ้นฟู
  3. นำแป้งที่พักเสร็จแล้วมาตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ คลึงแป้งให้เรียบแล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ จากนั้นนำผ้าขาวบางมาคลุมไว้ประมาณ 20 นาที แล้วใช้นิ้วหรือจิ้มทำเป็นรูตรงกลาง พักไว้ 10-15 นาทีก่อนทอด
  4. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน จากนั้นนำโดนัทลงทอดจนมีสีเหลืองสวยเท่ากันทั้งชิ้น แล้วตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน แนะนำให้เลือกเตาแก๊สที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ความร้อนสม่ำเสมอ เนื้อโดนัทสุกทั่วถึง
  5. นำโดนัทที่สุกแล้ว ไปคลุกกับน้ำตาลทราย พร้อมเสิร์ฟ

3. ขนมปังฝอยทอง ขนมปังฝอยทอง

ส่วนผสม
  • แป้งขนมปัง 250 กรัม
  • ฝอยทอง
  • น้ำตาลทราย 30 กรัม
  • นมอุ่น 185 กรัม
  • ยีสต์ 3 กรัม
  • เนยอุณหภูมิห้อง 20 กรัม
  • เกลือ 3 กรัม
วิธีทำ
  1. ร่อนแป้งขนมปัง น้ำตาลทราย และเกลือลงในชามผสมให้เข้ากัน
  2. ผสมนมอุ่นกับยีสต์ให้เข้ากัน แล้วพักไว้ประมาณ 10 นาที หรือจนยีสต์ขึ้นฟูเป็นฟองอากาศ
  3. นำยีสต์ที่ขึ้นฟูแล้ว ผสมลงในแป้งที่ร่อนไว้ คนจนส่วนผสมเข้ากันดี
  4. โดยแป้งนวลบนโต๊ะ แล้วนำแป้งมานวด 10 นาที แล้วนำเนยมานวดรวมกับแป้งต่ออีก 10 นาที จากนั้นพักแป้งไว้ให้ขึ้นฟูเป็น 2 เท่า
  5. นำแป้งมาตัดแบ่งเป็นส่วน ๆ ประมาณ 8 ชิ้น คลึงเป็นก้อนกลม ๆ แล้วพักแป้งไว้อีก 10 นาที
  6. เมื่อครบ 10 นาที นำแป้งมาใส่ไส้ฝอยทองมากน้อยตามชอบ แล้วปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เพื่อห่อไส้ให้มิด ทำจนครบทุกก้อนแล้วพักแป้งต่ออีก 40 นาที
  7. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส 10 – 15 นาที จากนั้นทาหน้าขนมปังด้วยไข่บาง ๆ แล้วนำขนมปังเข้าอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ไฟล่าง 10 นาที ไฟบนอีก 5 นาที จนขนมสุก

4. คุกกี้เนยสด

คุกกี้เนยสด ส่วนผสม
  • แป้งอเนกประสงค์  250 กรัม
  • เนยเค็ม 125 กรัม
  • นมข้นจืด  2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลไอซิ่ง 125 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  • เบคกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ใช้เครื่องตีตีเนยเค็มกับน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกัน จากนี้เทไข่ ตามด้วยกลิ่นวานิลลาใส่ลงไป แล้วตีต่อจนส่วนผสมเนื้อเนียนสวย
  2. ร่อนแป้งให้เรียบร้อย แล้วเทลงไปในส่วนผสมข้อ 1 ตามด้วยเบคกิ้งโซดา แล้วตีต่อไปสักพัก จากนั้นใส่นมข้นจืดลงไป ตีต่อจนส่วนผสมเข้ากัน
  3. นำส่วนผสมใส่ถุงบีบหัวบีบเกลียว
  4. บีบคุกกี้บนถาดสำหรับเข้าอบ แล้วนำเข้าอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส 15 นาที เปิดไฟบน-ล่าง ปิดพัดลม
  5. ลดไฟลงเหลือ 130 องศาเซลเซียส แล้วอบต่ออีก 20 นาที จนคุกกี้สุก ตัวคุกกี้จะร่อนออกจากถาดง่าย
  6. พักคุกกี้ให้เย็น พร้อมเสิร์ฟ หรือเก็บใส่ขวดโหลและปิดฝาให้สนิท

5. ขนมปังกรอบเนยน้ำตาลขนมปังกรอบเนยน้ำตาล

ส่วนผสม
  • ขนมปังสไลด์บาง 1 แถว
  • เนยเค็ม 300 กรัม 
  • น้ำตาลทรายขาว 120 กรัม
วิธีทำ
  1. นำขนมปังมาหั่นเป็นชิ้นขนาดตามชอบ เรียงใส่ถาดแล้วนำไปตากแดดประมาณ 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  2. ใช้เครื่องตีตีเนยเค็มด้วยความเร็วกลางจนเป็นเนื้อครีมขาว 
  3. ใส่น้ำตาลทรายลงไป แล้วตีด้วยความเร็วต่ำให้ส่วนผสมเข้ากัน
  4. นำเนยและน้ำตาลที่ผสมเข้ากันดีมาทาบนหน้าขนมปัง
  5. นำเข้าเตาอบ อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง 10 – 15 นาที ปิดพัดลม
  6. พักขนมปังบนตะแกรงให้เย็น พร้อมเสิร์ฟ
5 เมนูขนมโบราณที่เรานำมาฝากกันวันนี้ ล้วนเป็นขนมยุค 90 ที่หลายคนคุ้นเคยเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเค้กยุค 90 โดนัทโบราณ ขนมปังฝอยทอง คุกกี้เนยสด หรือขนมปังกรอบเนยน้ำตาลสุดคลาสสิก ซึ่งทุกคนสามารถหยิบยกสูตรไปลองทำตามกันได้ นอกจากจะได้ลิ้มรสความอร่อยแล้ว ยังได้ย้อนวันวานกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง อย่างไรก็ตามถึงเมนูจะเก่าแบบ Y2K แต่ต้องใช้เครื่องครัวแบบใหม่แบบสับ ใช้เตาอบขนมที่ได้มาตรฐานสัญญายุโรปจาก Tecnogas เพื่อให้ได้ขนมคุณภาพดีแสนอร่อย และทำเมนูได้หลากหลายตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

เมนูอาหารไทย ใช้เตาแก๊สไฟแรงเพิ่มความอร่อย!

เมนูอาหารไทยที่ใช้ไฟแรง
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมเมนูอาหารไทยบางเมนูที่ดูจะง่ายแสนง่าย แต่ทำเองทีไรก็ไม่อร่อยเหมือนที่ร้านทำ ใครเป็นแบบนี้อย่าพึ่งถอดใจ Tecnogas แอบกระซิบว่าเคล็ดลับความอร่อยของอาหารบางเมนูอยู่ที่การใช้ไฟ โดยต้องใช้ไฟแรงเพื่อความหอมอร่อยมากยิ่งขึ้น ซึ่งวันนี้เราก็ได้รวบรวม 15 เมนู ที่ต้องใช้เตาแก๊สไฟแรงในการทำอาหาร บอกเลยว่ารู้เทคนิคแล้ว ทำไม่ยากแน่นอน!

15 เมนูอาหารไทยี่ต้องใช้เตาแก๊สไฟแรง

1. ผัดซีอิ๊ว

ผัดซีอิ๊ว การใช้เตาแก๊สไฟแรงระหว่างผัดซีอิ๊ว จะทำให้เส้นใหญ่ไม่ติดกระทะ และผัดซีอิ๊วมีกลิ่นหอมคั่วกระทะ วัตถุดิบ
  • เส้นใหญ่ 100 กรัม
  • หมูหรือเนื้อสัตว์ตามชอบ ⅓ ถ้วย 
  • คะน้า 3 ต้น
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • กระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว ½ ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น ตามต้องการ
วิธีทำ
  1. หั่นคะน้าเป็นท่อน ๆ เตรียมไว้ 
  2. ตั้งกระทะให้ร้อน เทน้ำมัน แล้วใส่กระเทียมบสับลงไปเจียวให้หอม จากนั้นเร่งไฟ แล้วนำเนื้อหมูลงไปผัดจนสุก
  3. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว จากนั้นใส่เส้นใหญ่ลงไปผัดให้เข้ากัน
  4. ผัดส่วนผสมทั้งหมดไปไว้ข้างหนึ่งของกระทะ แล้วตอกไข่ไป เมื่อไข่เริ่มสุกให้ยกเส้นมากลบไข่
  5. ใส่คะน้าลงไปผัดให้สุกทั่วกัน ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ

2. ผักบุ้งไฟแดง

ผักบุ้งไฟแดง ผักบุ้งไฟแดง อาหารจานโปรดของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเมนูที่ต้องใช้ไฟแรงสมชื่อไฟแดงเพราะจะทำให้ผักกรอบ หากไฟไม่แรงผักบุ้งจะเหี่ยวและหยาบไม่อร่อย วัตถุดิบ
  • ผักบุ้งจีน 1 กำ
  • น้ำตาลทราย ½  ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมปอกเปลือกทุบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกชี้ฟ้าทุบ 2 เม็ด
  • เต้าเจี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. ตำกระเทียม และพริกชี้ฟ้า โขลกให้พอหยาบ
  2. นำผักบุ้งใส่จาน ใส่พริกกระเทียม น้ำตาลทราย เต้าเจี้ยว น้ำมันหอย และน้ำเปล่า
  3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน โดยใช้ไฟแรง จากนั้นเทส่วนผสมทั้งลงไปผัดในกระทะให้เข้ากัน จนผักบุ้งสลด เป็นอันเสร็จ

3. กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา

กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา มาถึงอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตที่ต้องมีทุกร้านอย่าง กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา เมนูปราบเซียนที่ดูเหมือนง่าย แต่ทำทีไรก็ไม่อร่อยเหมือนที่ร้าน เพราะมีเคล็ดลับเด็ดคือการใช้ไฟแรงขณะผัด จะทำให้ผักสุกแต่ยังมีความกรอบ และได้กลิ่นหอมของกระทะ วัตถุดิบ
  • กะหล่ำปลี 1 หัว
  • กระเทียมไทยบุบ 4 หัว
  • น้ำปลาแท้ 4 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. แกะกะหล่ำปลีเป็นใบ ๆ แล้วนำไปล้างให้สะอาด
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ร้อน แล้วนำกระเทียมลงไปผัดให้หอม
  3. ใส่ใบกะหล่ำปลีตามลงไป ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วค่อยคลุกเคล้ากะหล่ำปลีให้เข้ากับน้ำมัน ขั้นตอนนี้จะใช้ไฟแรง
  4. เกลี่ยกะหล่ำปลีให้อยู่กลางกระทะ จากนั้นเหยาะน้ำปลาที่ขอบกระทะให้รอบ ๆ โดยไม่ให้โดนกะหล่ำปลี
  5. รอจนน้ำปลาแห้งติดกระทะและส่งกลิ่นหอม จากนั้นนำกะหล่ำปลีไปคลุกเคล้ากับน้ำปลารอบ ๆ ขอบกระทะ เป็นอันเสร็จ

4. ผัดขี้เมา

ผัดขี้เมา ผัดขี้เมา เมนูที่อุดมไปด้วยสมุนไพรที่ผัดทีไรก็หอมฟุ้งไปทั่วบ้าน โดยจะใช้ไฟแรงในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันดี และได้กลิ่นหอมของสมุนไพรและกลิ่นกระทะ วัตถุดิบ
  • เนื้อสัตว์ตามชอบ 150 กรัม
  • กระเทียมสับ ½ หัว
  • กระชายหั่นละเอียด 50 กรัม
  • ข้าวโพดอ่อน 5 ฝัก
  • พริกชี้ฟ้าแดง 4 เม็ด
  • พริกไทยสด 3 พวง
  • ใบมะกรูด 4-5 ใบ
  • น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน โดยใช้ไฟร้อนปานกลาง จากนั้นใส่พริก กระเทียมสับ และกระชายลงไปผัดจนหอม
  2. ใส่ข้าวโพดอ่อน และเนื้อสัตว์ตามลงไปผัดจนเกือบสุก
  3. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำมันหอย และน้ำปลา ตามด้วยใส่ใบมะกรูดและพริกไทยสด
  4. ปรับไฟให้แรงขึ้น แล้วผัดให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันอย่างรวดเร็ว เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟร้อน ๆ

5. ผัดผัก

ผัดผัก ผัดผัก เมนูย่อยง่าย อร่อย และได้ประโยชน์ เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ต้องใช้ไฟแรงในการผัด เพื่อให้ผักกรุบกรอบ เคี้ยวง่าย วัตถุดิบ
  • ผักรวมตามชอบ 400 กรัม
  • กระเทียมบุบ 2-3 กลีบ
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 3 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. นำผักไปลวกในน้ำเดือด แล้วนำไปแช่น้ำเย็นเพื่อความกรอบ
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน โดยใช้ไฟแรงเพื่อให้น้ำมันเซ็ตตัว หลังจากนั้นปรับเป็นไฟกลาง แล้วนำกระเทียมบุบลงไปผัดจนได้กลิ่นหอม
  3. นำผักลวกลงไปผัดในกระทะ และเติมน้ำเล็กน้อย
  4. ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทรายจนได้รสตามชอบ คนให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ

6. ปีกไก่ทอด

ปีกไก่ทอด ปีกไก่ทอด เมนูแทะเพลินที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรัก ต้องใช้ไฟแรงขณะที่ไก่เริ่มสุกเพื่อให้ไก่ไม่อมน้ำมัน กรอบนอก นุ่มใน วัตถุดิบ
  • ปีกไก่บน 300 กรัม
  • ผงปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. หมักไก่โดยคลุกเคล้ากับผงปรุงรสและเกลือให้เข้ากัน
  2. ตั้งน้ำมันให้เดือด แล้วนำปีกไก่ที่หมักแล้วเทลงไป
  3. ขณะทอดไก่ให้ใช้ไฟกลาง เมื่อใกล้สุกให้เร่งไฟให้แรงเพื่อไล่น้ำมัน จากนั้นปิดไฟพร้อมเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ

7. ผัดหอยลาย

ผัดหอยลาย ผัดหอยลาย เมนูอร่อยจัดจ้าน ที่ต้องใช้ไฟแรงในการผัดเพื่อให้ความร้อนแผ่ไปทั่วกระทะอย่างทั่วถึง ทำให้พระเอกของจานอย่างหอยลายสุกเร็วขึ้น และสุกอย่างทั่วถึง วัตถุดิบ
  • หอยลายสด 500 กรัม
  • ใบโหระพา 30 กรัม
  • กระเทียมสับละเอียด 1 หัว
  • พริกชี้ฟ้า 1-2 ถ้วย
  • พริกขี้หนูบุบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. นำหอยลายมาล้างให้สะอาด และพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ผัดกระเทียมกับพริกขี้หนูด้วยไฟกลางจนมีกลิ่นหอม แล้วใส่น้ำพริกเผาลงไปผัดให้เข้ากัน
  3. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา ซอสหอยนางรม 
  4. เร่งไฟแรง แล้วใส่หอยลายลงไปผัดจนสุก ใส่ใบโหระพาและพริกชี้ฟ้าลงไปผัดให้ผักสลด ปิดเตาแก๊สพร้อมเสิร์ฟได้เลย

8. ข้าวผัด

ข้าวผัด ข้าวผัด เมนูถูกปากของใครหลาย ๆ คน รู้หรือไม่ว่าเคล็ดลับความอร่อยของจานนี้คือการใช้ไฟแรงผัดข้าว เพื่อให้ข้าวร่วนดี มีกลิ่นหอมกระทะนั่นเอง วัตถุดิบ
  • ข้าวสวย 400 กรัม
  • มันหมูแข็ง 80 กรัม
  • เต้าหู้เนื้อแข็ง 90 กรัม
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • กระเทียมสับ 2 กลีบ
  • หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวไชโป๊สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำพริกเผา 1½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ตั้งกระทะไฟอ่อน นำมันหมูแข็งลงไปเจียวจนน้ำมันออกจากมันหมู แล้วพักไว้จนสะเด็ดน้ำมัน
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันที่ได้จากการเจียวหมู พอน้ำมันเริ่มร้อนใส่เต้าหู้ลงไปผัดจนเต้าหู้มีสีน้ำตาลสวย ตักขึ้นพักไว้
  3. นำกระเทียมซับ หอมแดงซอย และหัวไชโป๊สับ ลงไปผัดต่อในกระทะเดิม
  4. ใส่ไข่ไก่ลงไปยีให้แตกทั่วทั้งกระทะ เมื่อไข่เริ่มสุกให้ใส่ข้าวลงไป ใช้ไฟแรงผัดต่อ
  5. ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำพริกเผา และน้ำปลาจนได้รสชาติที่พอใจ
  6. ใส่เต้าหู้ที่พักไว้ตามลงไป ผัดให้เข้ากันดี ตักใส่จานโรยด้วยกากหมูเจียวพร้อมเสิร์ฟ

9. ไข่เจียว

ไข่เจียว มาถึงเมนูโปรดของทุกเพศทุกวัยอย่าง ไข่เจียว เคล็ดลับความอร่อยของไข่เจียว คือการใช้ไฟแรงให้น้ำมันร้อน เพื่อให้ได้ไข่เจียวที่ฟูสวย ไม่อมน้ำมัน น่ารับประทาน วัตถุดิบ
  • ไข่ไก่ 2-3 ฟอง
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
วิธีทำ
  1. ตอกไข่ใส่ถ้วย ปรุงรสด้วยน้ำปลา แล้วตีไข่ให้เข้ากัน
  2. ใช้หม้อในการทอดแทนกระทะ โดยเทน้ำมันลงหม้อ ใช้เตาแก๊สไฟแรงให้ร้อนจนควันขึ้น
  3. เทไข่ลงกระทะ ใช้ไฟกลางจนไข่เริ่มเซ็ตตัวให้พลิกด้านทอดเพื่อให้กรอบฟูทั่วแผ่น
  4. เมื่อไข่สุกให้ใช้ไฟแรงเพื่อไล่น้ำมัน จากนั้นยกพักให้สะเด็ดน้ำมันพร้อมเสิร์ฟ

10. ผัดกะเพรา

ผัดกะเพรา ผัดกะเพรา เมนูยอดฮิตประจำร้านอาหารตามสั่ง เคล็ดลับตอนผัดคือต้องใช้ไฟแรงเพื่อให้มีกลิ่นหอมพริกกระเทียมและใบกะเพรา วัตถุดิบ
  • หมูสับ 2 ขีด
  • กระเทียมไทย 1-2 หัว 
  • พริกแดง 9 เม็ด หรือตามระดับความเผ็ดที่ชอบ
  • น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วดำ ½ ช้อนชา
  • ใบกะเพรา 1 กำมือ
วิธีทำ
  1. นำพริกแดงและกระเทียมไทยมาโขลกให้เข้ากัน
  2. ตั้งกระทะไฟค่อนไปทางแรง ใส่น้ำมัน แล้วนำพริกกระเทียมลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม
  3. ใส่หมูสับตามลงผัด ใส่น้ำเปล่าตามลงไป
  4. ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และซีอิ๊วดำจนได้รสตามชอบ
  5. เร่งไฟแรง ใส่ใบกระเพราลงไปผัดเร็ว ๆ แล้วปิดไฟทันที พร้อมเสิร์ฟคู่ข้าวสวยร้อน ๆ

11. กากหมูกรอบ

กากหมูกรอบ เคยสงสัยไหมว่าทำไมกากหมูกรอบตามร้านก๋วยเตี๋ยวมันกรุบกรอบ และเคี้ยวเพลินขนาดนี้ เพราะใช้ไฟแรง และลงทอดในน้ำมันร้อนจัด ทำให้ได้กากหมูกรอบแสนอร่อย วัตถุดิบ
  • เนื้อหมูสามชั้นติดมัน
  • เกลือ
  • พริกไทย
วิธีทำ
  1. หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกเนื้อหมูด้วยเกลือ แล้วนำไปล้างด้วยน้ำเพื่อล้างเมือกสีขาวบนเนื้อหมู
  2. ปรุงรสเนื้อหมูด้วยเกลือและพริกไทย หมักทิ้งไว้ 15-20 นาที
  3. ตั้งกระทะ ใช้ไฟต่ำ นำเนื้อหมูลงไปเจียวจนน้ำมันหมูออก โดยเจียวประมาณ 1-2 ชั่วโมงจนเนื้อหมูหดตัว และได้น้ำมันเกือบท่วมเนื้อหมู
  4. นำเนื้อหมูออกมาพักประมาณ 1 ชั่วโมง
  5. ตั้งกระทะเตรียมทอดครั้งที่สอง โดยใช้น้ำมันที่เจียวได้ เปิดไฟแรงจนน้ำมันร้อนจัด 
  6. นำเนื้อหมูลงไปทอดจนได้สีสวย จากนั้นให้ใช้ไฟกลาง ทอดจนเหลืองกรอบ เป็นอันเสร็จ

12. ไข่ดาวกรอบ

ไข่ดาวกรอบ ไข่ดาวกรอบ เมนูง่าย ๆ แต่จะทำให้กรอบอร่อย แต่ไม่ไหม้ ไม่ง่ายเลย เคล็ดลับคือต้องใช้ไฟแรงทอดตลอด เพื่อให้ไข่ขาวกรอบ ไข่แดงไม่สุกจนเกินไป วัตถุดิบ
  • ไข่สด เพราะจะทำให้ไข่ขึ้นฟูสวยกว่าไข่เก่า
วิธีทำ
  1. ตอกไข่ใส่ถ้วยเตรียมไว้
  2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ใช้ไฟแรง
  3. เมื่อน้ำมันร้อน ให้ลดไฟเหลือไฟกลาง
  4. ค่อย ๆ เทไข่ลงไปในกระทะ จากนั้นใช้ตะหลิวหมุนไข่ไปเรื่อย ๆ 
  5. เมื่อไข่สีเหลืองทองให้กลับด้าน และใช้ตะหลิวหมุนไข่ไปเรื่อย ๆ จนมีสีเหลืองทอง เป็นอันเสร็จ

13. สารพัดเมนูผัดเผ็ด

สารพัดเมนูผัดเผ็ด เอาใจคนรักอาหารรสชาติจัดจ้านถึงเครื่องพริกแกงอย่างเมนูผัดเผ็ด ซึ่งเป็นเมนูที่ต้องใช้ไฟแรงในการผัดตอนท้ายในระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนปิดไฟ เพื่อให้มีกลิ่นหอมไปทั่วทั้งบ้าน วัตถุดิบ
  • เนื้อสัตว์ตามชอบ 500 กรัม
  • พริกแกงเผ็ด 2 ½ ช้อนโต๊ะ
  • ใบกะเพรา 10 กรัม
  • ใบมะกรูด 3 กรัม
  • พริกชี้ฟ้าแดง 20 กรัม
  • พริกไทยอ่อน 15 กรัม
  • น้ำปลา 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า
วิธีทำ
  1. หั่นเนื้อสัตว์ให้เป็นชิ้นพอดีคำ
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน แล้วนำพริกแกงเผ็ดลงไปผัดจนกลิ่นหอม
  3. ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัดกับพริกแกง เติมน้ำเปล่าเล็กน้อยพอขลุกขลิก
  4. ปรุงรสชาติด้วยน้ำปลา น้ำตาลทรายจนได้รสชาติตามชอบ
  5. ขั้นตอนสุดท้ายใส่พริกชี้ฟ้า พริกไทยอ่อน ใบกะเพรา และใบกรูดตามลงไป เร่งไฟแรง ผัดให้เข้ากัน พร้อมเสิร์ฟ

14. สารพัดเมนูผัดฉ่าสารพัดเมนูผัดฉ่า

ผัดฉ่า เมนูสุดท้ายที่รสจัดถึงใจไม่แพ้ผัดเผ็ด เคล็ดลับความอร่อยคือการใช้ไฟแรง วัตถุดิบ
  • เนื้อสัตว์ตามชอบ 300 กรัม
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกแดงสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • กระชายซอย ¼ ถ้วย
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยสด ตามชอบ
  • พริกสด ตามชอบ
  • ใบมะกรูด ตามชอบ
วิธีทำ
  1. ล้างเนื้อสัตว์ให้สะอาด
  2. ตั้งกระทะไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน ตามด้วยพริกสับและกระเทียมสับลงไปผัด
  3. ใส่กระชายซอย พริกไทยสด พริกสด และใบมะกรูดตามลงไป จากนั้นผัดให้พอเข้ากัน
  4. ใส่เนื้อสัตว์ลงไปผัด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย และน้ำตาลทรายจนได้รสตามชอบ เร่งไฟแรงและผัดเร็ว ๆ ให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ

15. คะน้าหมูกรอบ

คะน้าหมูกรอบ มาถึงเมนูสุดท้ายกันแล้วกับ คะน้าหมูกรอบ เมนูยอดฮิตประจำร้านข้าวต้มที่ต้องใช้ไฟแรงในการผัดเพื่อให้ผักคะน้าสุกกรอบ หอมกลิ่นกระทะ วัตถุดิบ
  • คะน้า 400 กรัม
  • กระเทียมทุบ 20 กรัม
  • พริกแดงจินดา 10 กรัม
  • หมูกรอบ 150 กรัม
  • น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 – 2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1 – 2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1 – 2 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. นำคะน้าไปล้างให้สะอาด เด็ดแยกใบและก้าน
  2. ใส่หมูกรอบ พริกแดงจินดา น้ำมันหอย น้ำปลา พริกไทยป่น น้ำเปล่า กระเทียมทุบ และก้านคะน้าลงในจานเตรียมไว้
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ไฟแรงจัด 
  4. เมื่อกระทะร้อนให้ใส่ส่วนผสมทุกอย่างที่เตรียมไว้ลงไป
  5. ผัดเร็วให้เข้ากันจนก้านคะน้าสุก จากนั้นใส่ใบคะน้าตามลงไป ผัดให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ
จบไปแล้วกับ 15 เมนูไฟแรงที่เรานำมาฝากกัน สามารถลองเอาไปทำตามกันได้ แต่อย่าลืมว่าหัวใจสำคัญของความอร่อยคือ การใช้ไฟแรงจากเตาแก๊สเท่านั้น ดังนั้นจึงควรเลือกเตาแก๊สที่มีคุณภาพ สามารถให้ความร้อนอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ Tecnogas มีบริการจำหน่ายเตาแก๊สสำหรับประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นเตาสุดฮิตสำหรับครัวไทยอย่างเตาแก๊ส 2 หัวไฟแรงแบบตั้งโต๊ะ เตาแก๊สแบบฝังเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้ที่ชอบความหรูหราและสวยงาม ซึ่งให้ไฟแรงไม่แพ้กัน และเตาอินฟาเรดสำหรับชาวคอนโดที่ชื่นชอบการทำอาหารไทย เรียกได้ว่ามีครบจบที่ Tecnogas

5 เมนูวันสงกรานต์ กินแล้วเฮงต้อนรับปีใหม่ไทย

5 เมนูมงคลวันสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้ว! เชื่อว่าหลายคนคงนับวันรอให้ถึงวันสงกรานต์เร็ว ๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนในครอบครัวได้กลับมารวมตัวพร้อมหน้าพร้อมกัน ปีใหม่ไทยทั้งทีนอกจากทำบุญไหว้พระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพรแล้ว อย่าลืมจัดเมนูมงคล เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลตลอดทั้งปี ใครที่กำลังเตรียมเมนูวันสงกรานต์ทำทานที่บ้าน วันนี้ Tecnogas ได้รวบรวม 5 เมนูอาหารมงคลเพื่อเสริมความเฮงทั้งครอบครัว

5 เมนูอาหารมงคลสำหรับเทศกาลสงกรานต์

1. ผัดไทยเส้นจันท์

เริ่มด้วยเมนูมงคลที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานอย่าง ผัดไทยเส้นจันท์ เป็นอาหารจานเส้น ซึ่งสื่อความหมายว่ามีอายุมั่นขวัญยืน ชีวิตเจริญก้าวหน้า ทำอะไรก็ราบรื่น ไม่มีอุปสรรค ไม่ขาดตอนเหมือนเส้นจันท์ที่เหนียวนุ่มไม่ขาดออกจากกัน อีกทั้งในผัดไทยยังประกอบด้วยถั่วงอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงาม การรับประทานผัดไทยเส้นจันท์เป็นเมนูวันสงกรานต์ จึงเหมือนเป็นการอวยพรให้ชีวิตตนเองมีแต่ความเป็นมงคล หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า

2. ลาบ

ลาบ อาหารพื้นบ้านที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก หาทานง่ายและมักพบเห็นตามงานเทศกาล งานบุญ งานบวช หรืองานมงคลต่าง ๆ เพราะนอกจากจะมีรสชาติอร่อยจัดจ้าน ถึงเครื่อง และจัดเต็มเรื่องสมุนไพรซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังจัดเป็นเมนูมงคลสำหรับคนไทย เนื่องจากคำว่า ลาบ พ้องเสียงกับคำว่า ลาภ ซึ่งหมายถึง ลาภยศ โชคลาภ จึงเชื่อกันว่ากินแล้วจะได้โชคได้ลาภ ดังนั้นสงกรานต์ที่จะถึงนี้ห้ามกับเมนูลาบ ทานกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยถูกใจแถมเสริมความเป็นมงคลอีกด้วย

3. ผัดถั่วงอก

ผัดถั่วงอก ใครกำลังมองหาเมนูสงกรานต์นี้ ต้องมี ผัดถั่วงอก ในลิสต์เลย เมนูง่าย ๆ ที่มีถั่วงอกเป็นพระเอก แต่เต็มไปด้วยความเป็นสิริมงคล เพราะถั่วงอกเป็นสัญลักษณ์ของการเจริญงอกงาม ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หากทำการค้าขายก็จะร่ำรวยเงินทอง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย วัตถุดิบหาง่าย แนะนำตอนผัดให้เร่งเตาแก๊สให้ไฟแรง ถั่วงอกจะสุกกรอบ และมีความหอมของก้นกระทะ สงกรานต์นี้ต้องจัดแล้ว

4. เมนูเต้าหู้

เมนูเต้าหู้ เต้าหู้ ในภาษาจีนกลาง คือคำว่า “โต ฟู ฟู” แปลว่า บุญ ซึ่งคำว่า “ฟู” คล้องกับคำว่า “ซิ่งฝู” ที่หมายถึง ความสุข ดังนั้นเต้าหู้จึงเป็นวัตถุดิบที่เป็นมงคลสำหรับชาวจีน แต่ในไทยก็ทานเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลได้เช่นกัน โดยนิยมมาเป็นส่วนประกอบของเมนูต่าง ๆ เช่น ผัดถั่วงอกเต้าหู้ แกงจืดเต้าหู้ หรือทำเป็นเต้าหู้ทอดธรรมทานก็ได้ เชื่อว่าทานแล้วจะเป็นมงคลต่อชีวิต นำมาซึ่งความสุขและความร่ำรวย และยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี เข้ากับทุกเมนูกินได้ทั้งบ้านไม่มีเบื่อ

5. เมนูปลา

เมนูปลา ปลา ในภาษาจีนออกเสียงว่า “หยูวี้” หมายถึง เหลือใช้ ยังมีอยู่ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ มีเงินเก็บเหลือกินเหลือใช้ตลอดทั้งปี จึงนิยมนำปลามาปรุงอาหารเพื่อเสริมให้ชีวิตมั่งคั่ง อยู่ดีกินดีตลอดปีและตลอดไป โดยปลาสามารถทำได้หลายเมนู ทั้งทอด นึ่ง ต้ม โดยปลาต้องมีหัวและหางครบ เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ดีในปีนั้น ยกตัวอย่างเมนูปลา เช่น ปลาลุยสวน ปลานึ่งซีอิ๊ว ปลาทอดราดซอส เป็นต้น เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 เมนูวันสงกรานต์ เรียกได้ว่าเป็นเมนูมงคลที่ทำทานง่าย ได้ประโยชน์ และยังเสริมความเป็นมงคลรับปีใหม่ไทย และแน่นอนว่าการจะทำอาหารมงคลได้สำเร็จ ก็ต้องมาพร้อมกับเครื่องครัวดี ๆ ได้มาตรฐาน ที่ Tecnogas มีเครื่องครัวคุณภาพดีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊ส เตาไฟฟ้า เตาอบ เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ให้สงกรานต์นี้คุณรังสรรค์มื้ออาหารได้อร่อยและปลอดภัย

Follow Us

TEL. 02-274-3434
EMAIL : webmaster@sbo-brand.com

The Signature Brand Co., Ltd. 
771 Pracha Uthit Road, Samsen Nok,Huai Khwang District, Bangkok 10310